
'ปชป.'เหน็บ'ปู'อย่าหนีตาม'แม้ว'
02 มี.ค. 2557
'ปชป.' เหน็บ 'ยิ่งลักษณ์' อย่าหนีไปตปท.หากโดนซิว 'จำนำข้าว' ชี้ทำเฉยเสื้อแดงระดมพลเท่ากับหนุนให้แบ่งแยกประเทศ
2 มี.ค. 57 เมื่อเวลา 10.30 น. น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าวที่อยู่ระหว่างการสอบสวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ว่า ขอเรียกร้องไปยัง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ว่า อย่าหอบเสื้อผ้าหนี ควรอยู่ชี้แจง และรับผิดชอบ เพราะได้รับข้อมูลจากคนใกล้ชิดว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ มีความวิตกกังวลอย่างยิ่งต่อคดีนี้ อย่าทำพฤติกรรมเหมือนพี่ชาย ที่มีการโอนย้ายเงินไปต่างประเทศ และล่าสุดในสำนวนของป.ป.ช. มีการพบการโอนเงินไปยังประเทศฮ่องกง ในปี 2556 ประมาณ 5 - 6 หมื่นล้านบาท โดยไม่ขออนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทยด้วย จึงอยากเรียกร้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เลิกอยู่หลังฉากตัดตอนคดี ตัดตอนพยานในคดีอย่างเด็ดขาด เพราะทราบว่า 1 ใน 15 ผู้ที่ถูกป.ป.ช.แจ้งข้อกล่าวหาถูกข่มขู่ให้หวาดกลัวแล้ว
ชี้ 'ปู' ทำเฉยเสื้อแดงระดมพล เท่ากับหนุนให้แบ่งแยกประเทศ
นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงว่า เป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม แต่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กลับไม่ห้ามปราม ถือว่าเป็นพฤติกรรมยักคิ้วหลิ่วตา เพราะมวลชนที่ออกมามีแนวโน้มขัดรัฐธรรมนูญ คือ การประกาศแบ่งแยกประเทศไทย เข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 1 อีกทั้งยังมีการจัดตั้งกองกำลังติดอาวุธอย่างเปิดเผย โดยกลุ่มที่สนับสนุนแกนนำรัฐบาล และยังพยายามปลุกปั่นยุยงให้คนใช้ความรุนแรงต่อกัน ที่สำคัญยังพยายามถึงเลขาธิการสหประชาชาติ เข้ามาแก้ปัญหาในประเทศไทย เป็นความพยายามชักน้ำเข้าลึกชักศึกเข้าบ้าน แต่นายกฯ กลับไม่หยุดยั้งพฤติกรรมดังกล่าว ทั้งที่ควรดำเนินคดีตามกฎหมาย เพราะจะคิดว่าเรื่องเหล่านี้เป็นการพูดเล่น หรือเป็นเพียงวาทกรรมไม่ได้ เนื่องจากมีการเผยแพร่ต่อสาธารณชนแล้ว ถือว่าความผิดสำเร็จแล้ว นายกฯ จึงควรสั่งระงับ และดำเนินการตามกฎหมาย นายกฯ ควรหยุดพฤติกรรมยักคิ้วหลิ่วตา เพราะจะยิ่งพาประเทศเสียหาย
น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ขอเรียกร้องให้ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. เร่งสืบสวนดำเนินคดีและจับกุมผู้ที่กราดยิงใส่บ้านคุณหญิงศศิมา ศรีวิกรม์ มารดาของนางทยา ทีปสุวรรณ แกนนำกปปส. และขอให้แถลงความคืบหน้าในคดีความรุนแรงกับการชุมนุมของกลุ่มกปปส. 40 กว่าคดี โดยเฉพาะคดีหลักๆ ที่มีหลักฐานเป็นภาพคนร้ายชัดเจน คือ คดียิงนายสุทิน ธาราทิน แกนนำคปท. คดีโยนระเบิดที่ถนนบรรทัดทอง และคดีขว้างระเบิดที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ไม่เช่นนั้นจะทำให้ประชาชนขาดความมั่นใจในความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน
จี้พรรคร่วมรบ.ประกาศถอนตัวเป็นเบี้ยล่างระบอบทักษิณ
นายองอาจ แถลงว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่เห็นด้วยกับการที่รัฐบาลจะส่งหนังสือเชิญนายบัน คีมุน เลขาธิการสหประชาชาติ (ยูเอ็น) มาสังเกตการณ์สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศไทย โดยเห็นว่ารัฐบาลมีจุดประสงค์ 3 ข้อ คือ
1. หวังใช้เลขาธิการยูเอ็น มาโฆษณาชวนเชื่อสร้างความชอบธรรมให้รัฐบาล
2. สร้างกระแสการยอมรับจากนานาชาติว่าเป็นรัฐบาลที่มาโดยชอบด้วยกฎหมาย
3. เพื่อสนับสนุนการอยู่รอดของรัฐบาล สนับสนุนวาทกรรมรักษาประชาธิปไตยด้วยชีวิต และพร้อมตายในสนามประชาธิปไตย ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์
ทั้งหมดนี้เพื่อยืดอายุรัฐบาลให้อยู่ได้นานที่สุด ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อรัฐบาลเอง ไม่ได้เป็นประโยชน์กับประเทศโดยรวม แต่กลับเป็นการประจานประเทศไทยว่าเป็นประเทศที่ล้มเหลว ทั้งที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นผู้ทำให้เกิดรัฐบาลที่ล้มเหลว ไม่ใช่ประเทศไทยล้มเหลว
ด้านนายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ขอเรียกร้องให้พรรคร่วมรัฐบาลถอนตัวออกจากการร่วมรัฐบาลรักษาการ เลิกเป็นเบี้ยให้ทรราชย์ เลิกเป็นหมากตัวเล็กๆ ให้พรรคเพื่อไทยนำไปสู่การแบ่งแยกดินแดนได้ โดยต้องให้รัฐมนตรีที่รักษาการอยู่ ลาออก หรือออกมาปฏิเสธว่าจะไม่ร่วมกับรัฐบาล โดยขอให้มีการปฏิรูปประเทศก่อน เพราะวันนี้เห็นว่า
1. การบริหารงานของรัฐบาลล้มเหลว ทั้งเศรษฐกิจ การเมืองและสังคม
2. เมื่อมีปัญหา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่ยอมแก้ปัญหา ไม่ยอมเจรจา ไม่ห้ามปรามการใช้ความรุนแรง
3. รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ และว่าที่ส.ส.ไม่เคารพระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เพราะได้ประกาศว่าจะเข้ามาเป็นส.ส.โดยไม่มีการปฏิญาณตนกลางที่ประชุมสภา เนื่องจากกกต.ไม่รับรองผลการเลือกตั้งทำให้ไม่สามารถเปิดประชุมสภาได้
4. น.ส.ยิ่งลักษณ์ และพรรคเพื่อไทย ไม่ยอมรับการทำหน้าที่ขององค์กรอิสระ
5. พรรคเพื่อไทยและสมาชิกพรรคบางคนกำลังมีพฤติกรรมแบ่งแยกประเทศ ถ้าพรรคร่วมรัฐบาลประกาศให้ชัด อย่างน้อยก็แสดงให้เห็นว่าพรรคร่วมรัฐบาลไม่สนับสนุนให้มีการตั้งกองกำลังแบ่งแยกประเทศ ยอมรับการทำงานขององค์กรอิสระ เป็นการบีบให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เข้าสู่การเจรจา และแสดงให้เห็นว่าการเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ. ไม่สามารถแก้ปัญหาได้



