
ส.ว.ชำแหละพ.ร.ก.กู้เงินชี้รบ.เล่นวิธีตีเช็คเปล่าใช้งบ
ส.ว.ชำแหละพ.ร.ก.กู้เงิน ชี้รบ.ใช้ตีเช็คเปล่าใช้งบประมาณ หวั่นงวจรอุบาทว์ทางการเมือง และการทุจริตจะกลับมาใหม่ ด้าน "รมว.คลัง" แจงรบ.จำเป็นกู้เงิน หลังเศรษฐกิจของประเทศยังซบเซา หลังขาดเม็ดเงินกระตุ้นให้เดินหน้า
(22มิ.ย.) ที่รัฐสภา มีการประชุมวุฒิสภาสมัยวิสามัญ มีนายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา เป็นประธานการประชุม โดยที่ประชุมได้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2553 จำนวน 27 คน จากนั้นจึงเข้าสู่วาระพิจารณาพ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟู และเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2552 โดยประธานวุฒิสภาแจ้งว่า มีการถ่ายทอดสดการประชุมทางสถานีโทรทัศน์เอ็นบีทีช่อง 11
นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง เสนอหลักการและเหตุผลของการเสนอพ.ร.ก.กู้เงิน ว่า จากภาวะวิกฤตเศรษฐกิจและการค้าของประเทศสหรัฐ ส่งผลกระทบให้ผู้ค้าต่างประเทศทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยได้รับผลกระทบ มีภาคธุรกิจต้องปิดตัว 12,183 ราย และคาดว่าจะมีเพิ่มขึ้น นอกจากนี้อาจเป็นผลให้มีคนว่างงานจากปลายปี 51 จนถึงไตรมาสแรกของปี 52 เป็นจำนวน 710,000 คน ทำให้เศรษฐกิจหดตัว ที่ผ่านมารัฐบาลได้ดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหลายประการแล้ว แต่ยังไม่เพียงพอกับการจัดเก็บรายได้ของรัฐที่ต่ำกว่าการประมาณการไว้อย่างมาก ทำให้การบริหารราชการแผ่นดินและการจัดทำบริการสาธารณะของรัฐไม่อาจดำเนินการให้บรรลุผลได้
ดังนั้นเพื่อเป็นการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศให้กลับคืนสู่ภาวะปกติโดยเร็ว รัฐบาลจึงมีความจำเป็นต้องใช้เงินในการดำเนินมาตรการเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างเร่งด่วนและต่อเนื่อง แต่เนื่องจากการกู้เงินของรัฐบาลตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันมีข้อจำกัดบางประการ ดังนั้นกระทรวงการคลังมีอำนาจกู้เงินในนามรัฐบาล เพื่อนำมาใช้จ่ายหรือลงทุน หรือเพื่อดำเนินการมาตรการที่สำคัญและจำเป็นต่อการฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และโดยที่เป็นกรณีฉุกเฉิน ที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ เพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ ผลจากการดำเนินนโยบายไทยเข้มแข็ง คาดว่าตั้งแต่ปี 53 ภาวะการเงินและเศรษฐกิจของประเทศจะเริ่มฟื้นตัว และปี 57 จะกลับสู่ภาวะปกติจึงจำเป็นต้องตราพ.ร.ก.
ต่อจากนั้นเป็นการอภิปรายของส.ว. โดย นายธวัช บวรวนิชยกูร ส.ว.สรรหา กล่าวว่า การให้อำนาจ รมว.คลัง ตามมาตรา 3 ซึ่ง ตนได้สอบถามรมว.คลัง ระหว่างการชี้แจงต่อที่ประชุมวิปวุฒิว่า หากใช้เงินในโครงการหนึ่งไม่หมดแล้วสามารถโยกงบประมาณมาให้กับอีกโครงการหนึ่งได้หรือไม่ ซึ่งได้รับคำตอบว่า สามารถทำได้ ซึ่งเงินจำนวน 8 แสนล้านบาทนั้นเป็นแค่หัวเชื้อของโครงการไทยเข้มแข็ง ที่ต้องใช้เงินจำนวน 1.43 ล้านล้านบาท เมื่อเป็นเงินก้อนใหญ่ และไม่สามารถตรวจสอบได้ การสามารถโยกงบประมาณได้ถือเป็นอันตรายในการใช้งบ เป็นการสุ่มเสี่ยงมากซึ่งหากเกิดการทุจริตในการใช้งบประมาณ จะทำให้วงจรอุบาทว์ทางการเมืองจะกลับมาไม่จบสิ้น การทุจริตจะสามารถซื้อประเทศได้ ในฐานะวุฒิสภาตนยอมไม่ได้ หากรัฐบาลยังฟังเสียงประชาชนอยู่ หากที่ประชุมไม่เห็นชอบ รัฐบาลสามารถยืนยันด้วยมติเกินครึ่งหนึ่งกลับเข้ามาใหม่ รัฐบาลอาจลดช่วงเวลากู้เงินเหลือแค่ปี 53 แล้วนำกลับมาพิจารณาด้วยวิธีงบประมาณ ทำให้เกิดความโปร่งใส ตรวจสอบได้ แม้จะช้าหน่อยก็ไม่เกิน 3 - 4 เดือน ไม่ใช่การตีเช็คเปล่าอย่างนี้



