
'ปานเทพ'ไม่กดดันทำคดี'ยิ่งลักษณ์'
28 ก.พ. 2557
'ปธ.ป.ป.ช.' ลั่นไม่กดดันทำคดี 'ยิ่งลักษณ์' ระบุปัญหาชาติต้องแก้ด้วยคนไทย ทำงานตามปกติ ไม่ยอมเสื้อแดงเทปูนปิดประตู เซ็นเอ็มโอยู 'ศปท.' ต้านโกง
28 ก.พ. 57 เมื่อเวลา 10.45 น. นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่กลุ่มสื่อวิทยุประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (กวป.) ปักหลักชุมนุมหน้าสำนักงาน ป.ป.ช.สนามบินน้ำ จ.นนทบุรี ว่า ไม่เป็นไร เจ้าหน้าที่ยังเข้าไปทำงานได้ ส่วนกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้ง เราพยายามหลีกเลี่ยง แต่ต้องปฏิบัติงานอยู่ โดยจะหาสถานที่ทำงานตามความเหมาะสม
ผู้สื่อข่าวถามว่า ในสถานการณ์ขัดความแย้งดูเหมือน ป.ป.ช.จะถูกพุ่งเป้าโจมตี โดยเฉพาะการไต่สวนโครงการรับจำนำข้าว นายปานเทพ กล่าวว่า บอกมาตลอดเวลาว่า เราทำงานตามอำนาจหน้าที่ของเรา โดยมีระยะเวลาการทำงานชัดเจนอยู่ และพยายามอธิบายให้กับประชาชนรับทราบว่า การปฏิบัติงานของเราเป็นอย่างไร ก็ขอให้รับฟังเหตุผลจาก ป.ป.ช.ด้วย หากไม่รับฟังคงลำบาก แต่ยืนยันว่าทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนทั้งหมด ซึ่งหลังจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม มอบอำนาจให้ทนายความมารับทราบข้อกล่าวหาเรียบร้อยแล้ว จากนั้นจะต้องมาชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาตามกรอบระยะเวลา 15 วัน หากนายกฯ เห็นว่า ยังจะต้องขยายระยะเวลานั้นทำได้ หากมีเหตุผล และการชี้แจงข้อกล่าวหาก็ทำได้หลายอย่าง ซึ่งหากมาโดยตัวเองจะดี หรือจะส่งมาเป็นลายลักษณ์อักษรทำได้หมด ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนกฎหมาย
เมื่อถามกรณีที่มีการคัดค้านนายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช.เป็นองค์คณะไต่สวนกรณีถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ นายปานเทพ กล่าวว่า เราดูแล้วไม่มีประเด็นที่จะให้ถอนตัว เพราะไม่เข้ากับข้อกฎหมาย เมื่อถามว่า ป.ป.ช.ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า เร่งรัดคีถอดถอนของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เกินไป นายปานเทพ กล่าวว่า มีการชี้แจงหลายหนแล้วว่า มีการดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง 1 ปีกว่าแล้ว ซึ่งเป็นการดำเนินการมาตามขั้นตอน
เมื่อถามว่า กดดันหรือไม่ที่ต้องไต่สวนคดีของนายกฯ ในช่วงสถานการณ์แบบนี้ นายปานเทพ กล่าวว่า ไม่กดดัน อย่างเรื่องการที่เขาจะมาเทปูนปิดทางเข้า - ออกสำนักงาน ป.ป.ช. เราก็ขอร้องเขาว่าอย่าทำอย่างนั้นเลย เขาก็ฟัง ก็ผ่อนคลายไป เมื่อถามว่า จะส่งสัญญาณไปยังนายกฯ เพื่อปรามการชุมนุมของ กวป.หรือไม่ นายปานเทพ กล่าวว่า ไม่เอา ท่านคงดูอยู่
ระบุ ปัญหาชาติต้องแก้ด้วยคนไทย
นายปานเทพ ให้สัมภาษณ์ถึงแนวคิดที่จะให้องค์กรระหว่างประเทศมาเข้ามาเป็นคนกลางในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งว่า การมีคนกลางที่จะให้ช่วยมาประสานงานนั้นถ้าทำให้เรื่องเรียบร้อยได้ก็ดี แต่เรื่องของประเทศชาติคนที่จะรู้ดีที่สุดคือ พวกเรา ฉะนั้น พวกเราจะต้องแก้ไขปัญหากันเองด้วย โดยยึดผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก ถ้าไม่ยึดถือตรงนี้ก็แก้ไม่ได้ ไม่ว่าจะมีคนกลางอีกกี่คน ส่วนคนกลางอย่างนายบัน คี มูน เลขาธิการสหประชาชาติ (ยูเอ็น) เขาอาจจะมาพูดถึงประสบการณ์ของเขา ซึ่งเคยทำในประเทศต่างๆ มา แต่ว่าเรื่องปัญหาต่างๆ เป็นปัญหาของเราที่ต้องแก้ไขกันไป
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า คิดว่าสถานการณ์ในขณะนี้ประเทศเรายังมีคนกลางอีกหรือไม่ นายปานเทพ กล่าวว่า ไม่พูด ไม่ทราบ
ทำงานปกติ ไม่ยอมเสื้อแดงเทปูนปิดประตู
นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีกลุ่มสื่อวิทยุประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (กวป.) ที่ปักหลักชุมนุมปิดล้อมสำนักงาน ป.ป.ช. สนามบินน้ำ จ.นนทบุรี ว่า ทางสำนักงาน ป.ป.ช.ได้รับความร่วมมือจากผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี และผู้บังคับการตำรวจภูธร จ.นนทบุรี เข้ามาประสานงานดูแลความสงบเรียบร้อยให้ โดยเป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์อยู่ในขณะนี้
อย่างไรก็ตาม สำนักงาน ป.ป.ช.ยังเปิดทำงานปกติ โดยเจ้าหน้าที่ยังเข้าทำงานได้ เพียงแต่มีนโยบายว่าเรามีที่ทำงานอยู่ที่สำนักงาน ป.ป.ช. ถ.พิษณุโลก ตรงข้ามทำเนียบรัฐบาล ที่สามารถไปใช้งานได้ และถ้าเจ้าหน้าที่ส่วนใดที่สามารถนำงานกลับไปทำที่บ้านได้ หากเกรงว่าเดินทางมาที่สำนักงานแล้วจะไม่ปลอดภัย ขณะเดียวกัน ป.ป.ช.ได้เตรียมสถานที่สำรองที่จะให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ทั้ง 9 คน สามารถไปทำงานได้ ซึ่งเป็นสถานที่ที่ปลอดภัย ทั้งนี้ได้ติดตามสถานการณ์การชุมนุมอยู่ตลอดเวลา
ส่วนที่กลุ่มผู้ชุมนุมจะเทปูนเพื่อปิดประตูทางเข้า - ออก สำนักงานป.ป.ช.นั้น ทราบว่าวัตถุประสงค์ของผู้ชุมนุม คือ ห้ามไม่ให้กรรมการและเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.เข้าทำงานในสำนักงานได้ แต่ทาง ป.ป.ช.เองยอมให้เขาปฏิบัติเช่นนั้นไม่ได้ จะต้องปฏิบัติตามกฎหมาย โดยเริ่มจากการเจรจาเพื่อขอเข้าทำงาน ซึ่งได้รับความร่วมมือด้วยดีทำให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าทำงานได้ตามปกติ แต่สำหรับกรรมการ ป.ป.ช.ทั้ง 9 คน ต้องดูสถานการณ์อยู่ตลอดเวลา เพราะถ้าไม่ปลอดภัยจะต้องใช้สถานที่ทำงานสำรอง
ผู้สื่อข่าวถามว่า ส่งผลกระทบต่อการทำงานของ ป.ป.ช.ในภาพรวมหรือไม่ นายสรรเสริญ กล่าวว่า มีผลแน่นอนที่กระทบต่อภาพรวมการทำงาน เพราะถ้าเราเข้าทำงานไม่สะดวกเจ้าหน้าที่จะต้องหาที่ทำงาน ภาพของผลกระทบมีขึ้นแน่ๆ ได้พยายามเจรจา อย่างที่เขาจะเอาปูนมาเทปิดสำนักงาน เราได้บอกว่าทำไม่ได้เด็ดขาด ห้ามเลยว่าทำไม่ได้ การชุมนุมเป็นไปตามสิทธิของรัฐธรรมนูญ แต่การเทปูนอย่างนั้นเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายชัดเจน ทั้งสำนักงาน ป.ป.ช. ตำรวจ และจังหวัดนนทบุรี ก็ขอร้องว่าไม่ให้ทำเด็ดขาด ซึ่งได้เจรจากันจนได้ผลยุติว่าจะไม่มีการเทปูนกีดขวาง หากทำการขัดขวางโดยเป็นการละเมิดต่อกฎหมายชัดเจน เช่น กรณีใช้โซ่ล่ามประตู การจะเทปูนกีดขวางประตู หรือการจะปีนรั้วเข้ามาภายในสำนักงานถือว่าเป็นความผิดฐานบุกรุก ซึ่งเป็นเรื่องการข่มขู่ไม่ให้ ป.ป.ช.ทำงาน ถือเป็นความผิดตามกฎหมาย แต่ก็มีการเจรจากับทางผู้ชุมนุมอยู่ตลอด เขาก็เข้าใจและไม่กระทำการดังกล่าว เพราะถ้าทำจะมีการแจ้งความเหมือบกับที่ ป.ป.ช.เคยแจ้งความไปแล้วจนมีการออกหมายจับ 5 แกนนำ กลุ่มผู้ชุมนุมเข้าใจดี อย่างไรก็ตาม การชุมนุมของเขาครั้งนี้มีการละเมิดแล้ว ทาง ป.ป.ช.กำลังเก็บรวบรวมหลักฐานเพื่อที่จะแจ้งความดำเนินคดีต่อไป
เมื่อถามว่า กลุ่มผู้ชุมนุมมีเงื่อนไขให้ ป.ป.ช.ถอนการแจ้งความดำเนินคดี นายสรรเสริญ กล่าวว่า การขอให้ถอนคดีจากการปฏิบัติหน้าที่นั้นทำไม่ได้ เป็นผลทางกฎหมายที่ทำไม่ได้โดยเด็ดขาด เพราะถ้า ป.ป.ช.ไม่ดำเนินการจะกลายเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่
นายสรรเสริญ กล่าวว่า ขอเรียนว่าการทำหน้าที่ของ ป.ป.ช. นายวิชัย วิวิตเสวี กรรมการ ป.ป.ช.ได้พูดชัดแล้วว่า ป.ป.ช.ทำงานอย่างตรงไปตรงมา ไม่เคยมีอคติในการทำงาน และไม่มีธงในการทำงานแต่อย่างใด ยึดระเบียบหลักเกณฑ์และกฎหมาย ผิดก็ว่าผิด ถูกก็ว่าถูก
ผู้สื่อข่าวถามว่ากรณีที่ สภ.นนทบุรี เข้าตรวจสอบเหตุวางระเบิดบริเวณแยกสนามบินน้ำ ซึ่งใกล้กับสำนักงาน ป.ป.ช. นายสรรเสริญ กล่าวว่า ตนได้รับรายงานเรื่องดังกล่าวแล้ว เจ้าหน้าที่เก็บกู้เรียบร้อยแล้ว ตนเชื่อว่าเหตุดังกล่าวน่าจะเป็นผลกระทบต่อการทำงานของ ป.ป.ช. เพราะก่อนหน้านั้นเคยมีเหตุวางประทัดยักษ์ที่รั้วสำนักงาน ป.ป.ช.มาแล้ว เหตุที่เกิดขึ้นเชื่อว่าเป็นการข่มขู่การทำงานของ ป.ป.ช. ซึ่งต้องขอความร่วมมือว่าผู้ที่จะกระทำการนั้น การข่มขู่เช่นนี้เป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย ขอร้องให้หยุดการกระทำนั้น แล้วมาดูว่า ป.ป.ช.ทำงานอย่างตรงไปตรงมาตามกฎหมายหรือไม่จะดีกว่า
เมื่อถามถึงกรณีแกนนำ กวป.ถูกออกหมายจับอยู่แล้ว และยังเป็นแกนนำในการชุมนุมอีกอยู่ในขณะนี้ นายสรรเสริญ กล่าวว่า ป.ป.ช.ได้ประสานงานไปยังผู้รักษากฎหมายอยู่แล้วว่า หากพบเห็นผู้ถูกออกหมายจับตำรวจจะต้องดำเนินการ โดยเฉพาะคนที่ออกมาเคลื่อนไหวหากเป็นผู้ที่ถูกหมายจับ เจ้าหน้าที่จะละเว้นไม่ได้ เรื่องนี้มีการประสานงานกันตลอดเวลา
ผู้สื่อข่าวถามว่า หาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ต้องมาชี้แจงแก้ข้อกล่าวหากรณีเพิกเฉยปล่อยให้มีการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว ยังจะใช้สถานที่ที่สำนักงาน ป.ป.ช.สนามบินน้ำอยู่หรือไม่ นายสรรเสริญ กล่าวว่า ต้องดูสถานการณ์ในห้วงเวลาดังกล่าวว่าจะคลี่คลายไปอย่างไร การที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะมาชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาถือเป็นสิทธิที่นายกฯ ต้องมาต่อสู้คดี ซึ่ง ป.ป.ช.เปิดโอกาสให้ชี้แจงได้อย่างเต็มที่ เพราะการชี้แจงข้อเท็จจริงถือเป็นเรื่องที่จำเป็นที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ต้องทำว่ามีเหตุผลอย่างไร
เซ็นเอ็มโอยู 'ศปท.' ต้านโกง
สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการการแปลงยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตไปสู่การปฏิบัติการของศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริต (ศปท.) มีนายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานกรรมการป.ป.ช. เป็นประธานการเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการและเป็นสักขีพยานการลงนามความร่วมมือข้อตกลงท (เอ็มโอยู) ระหว่างสำนักงาน ป.ป.ช.และ ศปท. ที่มีทั้งหมด 15 หน่วยงานในสังกัด โดยมีกรรมการ ป.ป.ช. อาทิ นายภักดี โพธิศิริ นายวิชัย วิวิตเสวี นายปรีชา เลิศกมลมาศ นายณงค์ รัฐอมฤต และนายสรรเสริญ พวงลำเจียก เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ร่วมพิธีเปิดการประชุม
ทั้งนี้มีผู้เข้าร่วมการประชุมอย่างพร้อมเพรียง อาทิ นายประเวศน์ มูลประมุข เลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) นางสุภา ปิยะจิตติ รองปลัดกระทรวงการคลัง นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการสำนักงานคระกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจแ ละสังคมแห่งชาติ (สศช.) น.ส.เรณู ตังคจิวางกูร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายบริหาร
นายปานเทพ กล่าวเปิดการสัมมนาว่า สำนักงาน ป.ป.ช.ได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติในระยะที่สองเสร็จสิ้นแล้วซึ่งจะเป็นกรอบในแนวทางการต่อต้านการทุจริตในทุกภาคส่วนสืบเนื่องจากแผนยุทธศาตร์ชาติฯในระยะที่หนึ่ง ซึ่งถือเป็นแผนแม่บทในการพัฒนาการต่อต้านการทุจริต โดยสิ่งที่สำคัญที่สุดคือตัวขับเคลื่อนไปสู่การปฏิบัติเพื่อให้สอดคล้องกันในทุกภาคส่วน โดยมีสำนักงาน ป.ป.ช.เป็นศูนย์กลางในการขับเคลื่อนไปจนถึงปี 2560 การประชุมครั้งนี้มีความสำคัญมากและต้องขอขอบคุณเป็นอย่างมากที่มาร่วมประชุมในสถานการณ์เช่นนี้ ทั้งนี้ประสบการณ์จากแผนยุทธศาสตร์ชาติฯ ในระยะที่หนึ่งมีปัญหาและอุปสรรค คือแผนยุทธศาสตร์ชาติฯ ไม่สามารถลงไปสู่การปฏิบัติได้อย่างแท้จริง ดังนั้นแผนยุทธศาสตร์ชาติฯในระยะที่สองนี้จะต้องลงไปสู่ภาคส่วนที่รับผิดชอบเพื่อไปปฏิบัติอย่างจริงจังมากขึ้น
นายภักดี กล่าวบรรยายเรื่อง การแปลงยุทธศาตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตระยะที่สอง (2556-2560) ไปสู่การปฏิบัติ ตอนหนึ่งว่า แผนยุทธศาสตร์ในระยะที่หนึ่ง (2550-2555) ซึ่งมุ่งเน้นไปที่การแก้ปัญหาที่สาเหตุ โดยการป้องกันควบคู่ไปกับการปราบปราม อย่างไรก็ตามก็มีปัญหาอุปสรรคอยู่พอสมควร ดังนั้นจะนำปัญหาอุปสรรคของแผนยุทธศาสตร์ชาติฯ ในระยะที่หนึ่งมาปรับปรุงเพื่อนำมาใช้ในแผนยุทธศาตร์ชาติฯ ในระยะที่สองต่อไป ทั้งนี้ยุทธศาสตร์ชาติฯ ระยะที่สองยังยึดหลักในยุทธศาสตร์ฯระยะที่หนึ่งอยู่ คือ ยึดหลักคุณธรรมและจริยธรรม แต่จะมีการเน้นในเรื่องการยอมรับในระดับสากล เพราะจากการวิเคราะห์เห็นว่าประเทศไทยต้องมีความเป็นสากลมากขึ้น เพราะประเทศไทยกำลังเข้าสู่ประชาคมอาเซียน (เออีซี) ในอนาคต ดังนั้นจึงต้องสร้างการยอมรับในระดับสากลให้มากขึ้น และสร้างความเข้มแข็งการต่อต้านการทุจริตขององค์กรต่างๆ



