ข่าว

เงินทองต้องรู้ : คนแบกหนี้

เงินทองต้องรู้ : คนแบกหนี้

28 ก.พ. 2557

เงินทองต้องรู้ : คนแบกหนี้ : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล

 
                     จากคอลัมน์เล็กๆ ที่ใช้ชื่อ “วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน” ที่เริ่มต้นพร้อมหนังสือพิมพ์คม ชัด ลึก ตั้งแต่ปี 2544 เป็นคอลัมน์สำหรับตอบปัญหาและข้อข้องใจเกี่ยวกับเรื่องเงินๆ ทองๆ ให้กับผู้อ่าน ที่วันนั้นใช้พื้นที่เพียงเล็กน้อย ขยับขยายจนกลายเป็นสกู๊ปขนาดใหญ่ มีพื้นที่มากขึ้น ขณะที่เนื้อหาก็เป็นการสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนระหว่างการนำเสนอผลิตภัณฑ์การลงทุน แนวคิดด้านการบริหารจัดการการเงินส่วนบุคคล รวมถึงตอบคำถามที่ผู้อ่านส่งเข้ามา 
 
                     วันนี้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นอีกครั้ง จากที่เคยพบกันทุกวันอาทิตย์ ย้ายมาปักหลักเป็นวันศุกร์แทน ในมุมของคนอ่าน การ “ย้ายวัน” อาจจะไม่มีนัยนัก แต่ในมุมของคนเขียน ต้องสารภาพว่า ไม่ง่ายเลย เนื่องเพราะรูปแบบของวันธรรมดาและวันหยุดพักผ่อนนั้นต่างกันมาก นอกจากจะต้องเปลี่ยนชื่อคอลัมน์แล้ว ยังต้องปรับกระบวนการอีกหลายอย่าง (ไม่นับรวมการปิดต้นฉบับที่ต้องเร็วขึ้น 2 วัน ซึ่งถือเป็นเรื่องโหดร้ายของคนเขียน)
 
                     ดังนั้น จึงขอเอาฤกษ์เอาชัยกับพื้นที่ใหม่ วันใหม่และคอลัมน์ใหม่ ด้วยการสมนาคุณให้แก่ผู้อ่าน “คม ชัด ลึก” เพียงแค่ผู้อ่านส่งคำถามหรือข้อข้องใจเกี่ยวกับเรื่องเงินๆ ทองๆ เข้ามาที่อีเมล - [email protected] หรือส่งมาที่ facebook/Kwanchanok Wutthikul Fanpage หนังสือดีๆ อย่าง “เล่าเท่าที่รู้ เล่ม 2” ที่เขียนโดยคุณวีระ ธีรภัทร ก็พร้อมจะส่งให้คุณถึงบ้าน 
 
                     บางคำถามที่สามารถแชร์และน่าจะเป็นประโยชน์สำหรับท่านอื่นๆ จะถูกนำไปออกอากาศในรายการ “เงินทองต้องรู้” ออกอากาศทางวิทยุเนชั่น เอฟเอ็ม 90.5 เมกะเฮิรตซ์ ทุกวันจันทร์ถึงศุกร์ ตั้งแต่ 10.00-11.30 น. และ www.nationradio.co.th ด้วย 
 
                     สำหรับเรื่อง “ชวนคุย” ในสัปดาห์นี้ ต่อเนื่องจากสัปดาห์ที่แล้วว่าด้วยเรื่อง “หนี้” แต่เป็นข้อมูลใหม่ เพราะเป็นตัวเลขจากการแถลงของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ ที่เปิดเผยภาวะสังคมไทยไตรมาส 4/2556 โดยภาวะรายได้ รายจ่ายและหนี้สินครัวเรือน ซึ่งพบว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2556 ครัวเรือนไทยมีรายได้ 25,403 บาทต่อเดือนต่อครัวเรือน เพิ่มขึ้น 4.6% ขณะที่รายจ่ายเฉลี่ยอยู่ที่ 19,259 บาทต่อเดือนต่อครัวเรือน เพิ่มขึ้น 5.2% ทำให้ครัวเรือนยังมีเงินเหลือประมาณ 6,144 บาทต่อเดือนต่อครัวเรือน เพื่อที่จะนำไปชำระหนี้หรือเก็บออม
 
                     โดยในครึ่งปีแรกของปี 2556 ครัวเรือนมีหนี้สินเฉลี่ย 159,492 บาทต่อครัวเรือน เพิ่มขึ้น 8.7% อย่างไรก็ตาม สัดส่วนของครัวเรือนที่เป็นหนี้ลดลงจาก 55.8% ในปี 2554 เหลือ 54.4% ในปี 2556 ขณะที่ช่วงครึ่งหลังของปี 2556 แนวโน้มการใช้จ่ายของครัวเรือนลดลง ขณะที่ภาระหนี้สินก็มีแนวโน้มชะลอลงเช่นกัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นจากการที่ยอดคงค้างการให้สินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคส่วนบุคคลของธนาคารพาณิชย์ชะลอตัวลงต่อเนื่องตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี
 
                     น่าที่สนใจที่สุดและสอดคล้องกับตัวเลขเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว คือ การผิดนัดชำระหนี้ไตรมาส 4 ปี 2556 ที่มียอดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) สำหรับสินเชื่ออุปโภคบริโภคส่วนบุคคล เพิ่มขึ้น 26.6% สินเชื่อที่ผิดนัดชำระเกิน 3 เดือน เพิ่มสูงขึ้น 45.8% อยู่ที่ 10,920 ล้านบาท ยอดคงค้างสินเชื่อบัตรเครดิตเกิน 3 เดือน เพิ่มขึ้น 31.3% 
 
                     สภาพัฒน์ขีดเส้นใต้ไว้ด้วยว่า แม้จะเป็นสัดส่วนน้อยในภาพรวมของสินเชื่อ แต่เป็นเครื่องชี้ว่าความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือนลดลง พร้อมทั้งปิดท้ายว่า สำหรับแนวโน้มปี 2557 ภาวการณ์ก่อหนี้และความสามารถในการชำระหนี้จะขึ้นอยู่กับแนวโน้มเศรษฐกิจและค่าจ้างแรงงาน
 
                     เคยชวนคุณวีระ ธีรภัทร สนทนาในรายการวิทยุ “เงินทองต้องรู้” คุณวีระมองความพังทลายของ “ชั้นเศรษฐกิจ” ที่ยุบตัวทีละชั้นจากปัญหาทางการเมืองที่ยืดเยื้อ ต่อเนื่องและยาวนานว่า ข้อควรระวังสำหรับความเสี่ยงที่จะเกิดกับเศรษฐกิจในรอบนี้ กลุ่มที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุด จะเป็นกลุ่มผู้มีรายได้ที่เรียกว่า “กลาง-กลาง” และ “กลาง-ล่าง” ส่วนกลุ่มที่ได้รับผลกระทบน้อยหรือไม่ได้รับผลกระทบ จะเป็นกลุ่มที่มีรายได้ “กลาง-บน” และ “บน-บน”
 
                     ถามให้ชัดลงไปอีกว่า รายได้ระดับ “กลาง-กลาง” และ “กลาง-ล่าง” ใช้แนววัดกันที่เท่าไหร่ คุณวีระบอกว่า ถ้า “กลาง-กลาง” ก็คือ รายได้ระหว่าง 5 หมื่นบาทถึง 1 แสนบาทต่อเดือนต่อครัวเรือน ส่วน “กลาง-ล่าง” ก็คือ รายได้ต่ำกว่า 5 หมื่นบาทต่อเดือนต่อครัวเรือน มากกว่า 1 แสนบาทต่อเดือนต่อครัวเรือนก็จัดเป็นกลุ่ม “กลาง-บน” ไปถึง “บน-บน”
 
                     เหตุที่เป็นอย่างนั้น เพราะกลุ่มที่มีรายได้ต่ำกว่า 1 แสนบาทต่อเดือนต่อครัวเรือน ยังมีภูมิคุ้มกันที่ไม่เพียงพอ เป็นมนุษย์เงินเดือน หาเช้ากินค่ำ มีค่าใช้จ่ายมากและมีหนี้ ความทนทานของภาวะเศรษฐกิจที่ “เหือดแห้ง” จากวิกฤติการเมืองที่ยืดเยื้ออาจจะไม่เพียงพอ
 
                     เป็นคำเตือนที่จะเชื่อหรือไม่เชื่อ ก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่เมื่อต้องระวัง ก็น่าจะต้องระวัง
 
                     สำหรับ “คนแบกหนี้” ทั้งหลาย มีข้อแนะนำจากศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (ศคง.) ธนาคารแห่งประเทศไทยว่า จะแบกหนี้อย่างฉลาด ต้องยึดหลัก 2-3 ประการ ดังนี้ ประการแรก ให้ยึดหลัก จ่ายครบ จ่ายตรงเวลา เลี่ยงปัญหาผิดนัดชำระหนี้ เพราะการจ่ายหนี้คืนเต็มจำนวน จะช่วยให้ไม่เสียดอกเบี้ย (กรณีไม่เบิกถอนเงินสด) การจ่ายขั้นต่ำหรือมากกว่าอย่างตรงเวลา ก็จะช่วยรักษาประวัติเครดิต ส่วนถ้าใครมีปัญหาเงินไม่พอชำระหนี้ ก็สามารถหาทางออกด้วยการจัดระบบใช้จ่ายใหม่ ด้วยการไม่เพิ่มหนี้ ใช้จ่ายลดลง และหารายได้เสริม รวมทั้งเจรจากับเจ้าหนี้ เช่น การขอขยายเวลา ลดจำนวนเงินผ่อนต่อเดือน
 
                     ที่สำคัญอย่า “หนีหนี้” เพราะทำให้ประวัติเครดิตไม่ดี  เสียโอกาสในการขอสินเชื่อ เสียค่าใช้จ่ายในการทวงถามหนี้ รวมถึงอาจถูกฟ้องร้องและดำเนินคดี
 
                     ปิดท้ายวันนี้ เก็บมาฝากจากคอลัมน์ “จดหมายจากผู้ว่าการถึงอาจารย์ป๋วย” เขียนโดย ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ตีพิมพ์ในวารสารพระสยาม ของธนาคารแห่งประเทศไทย ฉบับแรกประจำเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2557 ว่า ภาคครัวเรือน ควรสร้างวินัยทางการเงิน เริ่มตั้งแต่สถาบันครอบครัว ลดการก่อหนี้ที่ไม่จำเป็นลง และพัฒนาความรู้ความสามารถให้เพิ่มขึ้น ภาคธุรกิจควรลดต้นทุน เพิ่มคุณภาพ ปรับปรุงประสิทธิภาพ ภาครัฐควรปรับปรุงระเบียบข้อจำกัดต่อศักยภาพการแข่งขัน พัฒนาสาธารณูปโภคและระบบขนส่งมวลชนเพื่อลดต้นทุนด้านการขนส่งของประเทศ และพัฒนาคุณภาพการศึกษาตลอดจนปฏิรูปธรรมาภิบาล และสร้างความเท่าเทียมกันในสังคมทั้งทางด้านโอกาส รายได้ และมีส่วนร่วมของประชาชนในทุกระดับ เพื่อลดความแตกแยกในสังคม
 
                     “ช่วงชีวิตหนึ่งของคนเราย่อมมีโอกาสต้องผ่านร้อนผ่านหนาว การเสริมสร้างภูมิคุ้มกันที่ดี ย่อมทำให้สุขภาพแข็งแรงขึ้นได้ ประเทศชาติก็เช่นเดียวกัน”
 
 
 
--------------------
 
(เงินทองต้องรู้ : คนแบกหนี้ : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล)