ข่าว

'สุเทพ'ท้า!'ยิ่งลักษณ์'ตัวต่อตัว

'สุเทพ'ท้า!'ยิ่งลักษณ์'ตัวต่อตัว

27 ก.พ. 2557

'สุเทพ'ขึ้นเวทีประกาศลั่น!พร้อมเจรจา'ยิ่งลักษณ์' ท้า'ตัวต่อตัว-ถ่ายทอดสด' ด้าน'นายกฯ'ไม่ตอบรับเจรจาออกทีวี เสนอกลับ'ยุติชุมนุม-เลือกตั้ง'ก่อน

 
                   27 ก.พ.57 เมื่อเวลา 12.00 น. นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการกปปส. ได้ปราศรัยที่เวทีสีลม โดยระบุว่า นายสุเทพ กล่าวว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี อยากให้คนไทยสามัคคี ขอให้กลับไปดูที่พวกของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ไปเคลื่อนไหวเพื่อต้องการแบ่งแยกดินแดน อีกทั้ง ยังมีการนำกองกำลังจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชาเข้ามาในประเทศแต่ไม่สำเร็จ ยืนยันว่า เราไม่ต้องการรบกับใคร พี่น้องไม่ต้องตกใจ เพราะถ้ากลุ่มคนเหล่านั้นยกกองกำลังติดอาวุธมาใน กทม.นั้น จะชวนพี่น้องกลับบ้านไม่ไปต่อสู้ด้วยแน่นอน การประกาศแบ่งแยกดินแดนเป็นเรื่องที่เหิมเกริมที่อาจมีความผิดข้อหากบฏ  
 
                   นายสุเทพ กล่าวต่อว่า เรายินดีที่จะสามัคคีกับคนไทยทุกคน แม้แต่กลุ่มคนเสื้อแดง เพราะเราสู้เพื่อผลประโยชน์ของทุกคน แต่กลุ่มคนที่ต้องการแบ่งแยกดินแดงและล้มเจ้านั้น ยืนยันว่าเรายอมไม่ได้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ระบุว่า มีหัวใจเป็นประชาธิไตย แต่เมื่อครั้งที่มีการออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรม รัฐบาลกลับอ้างเสียงข้างมาก ตนจึงมองว่า ไม่ใช่เป็นการรักษาประชาธิปไตย เพราะไม่มีผู้ที่รักษาประชาธิปไคยคนไหนที่จ้างคนมาทำร้ายและฆ่าประชาชน ส่วนที่ระบุว่า ถ้าตนเห็นแก่ประเทศขอให้ไปเจรจากันนั้น ตนยืนยันว่า ตนเห็นแก่ประเทศไทย การต่อสู้ของเราเพื่อประเทศไทย และจะไม่ยอมให้ใครมาแบ่งประเทศ แม้แต่ตารางนิ้วเดียว เรื่องการเจรจานั้นตนเคยมีการพูดคุยกับน.ส.ยิ่งลักษณ์ต่อหน้าผบ.เหล่าทัพ แต่น.ส.ยิ่งลักษณ์ กลับบอกว่า ขอกลับไปคิดดูก่อน ตนจึงเห็นว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่ต้องเสียเวลามานัดหมายกับตน 
 
                   "ถ้าคุณยิ่งลักษณ์อยากจะเจรจาจริง ผมก็ขอให้นัดมาเลยว่าจะเป็นวันไหนแต่ขอให้มาเจรจากับผมสองต่อสอง โดยมีการตั้งโต๊ะเจรจาอย่างเปิดเผย ผ่านทางสถานีโทรทัศน์ทุกช่อง เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบ แต่ถ้าจะมาเจรจาให้มีการแบ่งแยกดินแดน คืนเงินให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หรือมีการลบล้างคำพิพากษานั้น พวกเราทำให้ไม่ได้ไม่ต้องมาเจรจา อย่างไรก็ตาม ขอให้พี่น้องอดทนและทำใจให้ร่าเริง เพราะตนเชื่อว่าชัยชนะต้องเป็นของพวกเราแน่นอน" เลขาธิการกปปส.กล่าว
 
                   นายสุเทพ กล่าวถึงการที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่เดินทางไปให้ชี้แจงข้อกล่าวหากับทางคณะกรรการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในกรณีทุจริตโครงการรับจำนำข้าวด้วยตนเอง ว่า เป็นความพยายามที่ต้องการยื้อเวลาเท่านั้น การที่กลุ่มนปช.มีการไปปิดองค์กรอิสระ อาทิ กกต., ป.ป.ช. และศาลนั้นมีความชัดเจนว่า การดำเนินการดังกล่าวเพื่อต้องการให้น.ส.ยิ่งลักษณ์สามารถเกาะเก้าอี้นายกฯ และมีอำนาจอยู่เหนือคนไทย ขอให้พี่น้องประชาชนอดทน เพราะชัยชนะของเราอยู่ไม่ไกล 
 
                   ทั้งนี้ ภายหลังการปราศรัย นายสุเทพได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนอีกครั้งโดยย้ำว่า ตนพร้อมที่จะเจรจานับตัั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ถ้านายกรัฐมนตรีมาเจรจากับตนตัวต่อตัวไม่ต้องส่งตัวแทนมา ส่วนสถานที่จะเป็นที่ไหนนั้นตนไม่ขัดข้อง แต่ถ้าไปเชียงราย ตนไม่ไป หรือถ้าน.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่มั่นใจก็ขอให้ไปท่องสคริปท์มาก่อน 10 วัน หรือไม่เช่นนั้นก็ขอให้ไปเรียกพ.ต.ท.ทักษิณ มาคุย โดยการพูดคุยต้องมีการถ่ายทอดสดผ่านสถานนีโทรทัศน์ทุกช่อง เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบ ส่วนที่ว่าจะเชิญใครมาเป็นพยานหรือไม่นั้น ตนไม่ขัดข้องแต่เห็นว่า ไม่จำเป็นเพราะจะมีการพูดคุยกันอย่างเปิดเผยอยู่แล้ว 
 
                  อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลา 13.40 น. น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวถึงข้อเสนอของนายสุเทพ ที่ประกาศท้าให้นายกฯ มาเจรจาด้วยสองต่อสองโดยมีการถ่ายทอดสดทางสถานีโทรทัศน์ ว่า "ก่อนอื่นต้องขอถามกลับไปถึงนายสุเทพว่า พร้อมที่จะเจรจาภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญหรือไม่ นายสุเทพจะหยุดชุมนุม เพื่อให้การเลือกตั้งสามารถดำเนินไปตามระบอบและกรอบของประชาธิปไตย"
 
                  เมื่อถามว่า ถ้านายสุเทพพร้อมทำตามที่นายกฯ บอกก็พร้อมที่จะเจรจาเลยใช่หรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า โดยหลักต้องขอเรียนว่าการพูดคุยจะต้องมีกรอบในการพูดคุย ทั้งนี้ ตนเห็นด้วยว่าเราควรจะใช้วิธีการพูดคุยกัน แต่ต้องมีกรอบและมีคำถามกลับไปก่อน
 
                  เมื่อถามว่า การเจรจาเพื่อหาทางออกควรจะเป็นในรูปแบบใด น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า คงตอบไม่ได้ เพราะไม่มีสูตรสำเร็จ แต่สิ่งที่ต้องทำคือ เราต้องค่อยๆ พูดกันไป เราอาจจะมีความต่างกันในหลายประเด็น แต่บางประเด็นอะไรที่สามารถคุยกันได้ ก็ควรมีการตีกรอบให้แคบลง
 
                  เมื่อถามว่า ถือเป็นนิมิตรหมายที่ดีหรือไม่ เพราะก่อนหน้านี้นายสุเทพประกาศปิดประตูตายในการเจรจา นายกฯ กล่าวว่า อย่างที่พูดไว้ว่าถ้ามีกรอบที่ตรงกัน การพูดคุยกันก็สามารถเป็นไปได้ แต่ถ้ากรอบที่ต่างคนต่างไม่ตรงกัน ก็เป็นสิ่งที่ยากในการที่จะพูดคุย
 
                  เมื่อถามว่า กรอบที่ตรงกันในที่นี้หมายถึงประเด็นใดบ้าง นายกฯ กล่าวว่า วันนี้คำถามคือ การพูดคุยจะอยู่ภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญหรือไม่ เพราะถ้าไม่อยู่ภายใต้นอกกรอบของรัฐธรรนูญแล้วตนก็ไม่สามารถปฏิบัติได้
 
                  "ในส่วนของดิฉันเองก็ต้องมีคนอื่นเข้ามาช่วยเหลือว่าจะมีมุมมองในการแก้ไขปัญหาอย่างไร จึงไม่ได้หมายความว่าเราจะปิดกรอบทั้งหมด เพียงแต่ต้องมีผู้ที่รู้เข้ามาช่วย ไม่เช่นนั้นก็จะไม่สามารถชี้แจงได้ ที่สำคัญสิ่งที่ทุกคนต้องการคือ การยุติการชุมนุม และอยากให้การเลือกตั้งสามารถดำเนินต่อไป ไม่เช่นนั้นเราก็ไม่สามารถตอบคำถามจากนานาประเทศได้ว่าเราจะรักษาระบอบประชาธิปไตยอย่างไร ถือเป็นหลักใหญ่ที่เราต้องยึด 
ซึ่งดิฉันเห็นด้วยกับหลักการในการพูดคุย และหลักการเจรจาโดยสันติ" นายกฯ กล่าว
 
                  เมื่อถามว่า โดยหลักของการเจรจาจะต้องมีการถ่ายทอดสดหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า คงต้องเรียนว่าตนเพียงคนเดียวคงตอบไม่ได้ ควรจะมีการพูดคุยกันหลายๆ คนน่าจะเป็นประโยชน์มากกว่า เพราะต้องมีผู้รู้เข้ามาร่วมด้วย เนื่องจากตนเองไม่สามารถจะตัดสินใจแทนคนทั้งประเทศได้ เพราะมีทั้งเรื่องกฎ กติกา และรายละเอียดต่างๆ
 
"ดังนั้นก่อนที่จะมีการเจรจาเราจะต้องมีกรอบออกมาก่อนในระดับหนึ่ง ถ้าเราไม่มีกรอบเลย พูดเท่าไรก็ไม่จบ แต่ถ้ามีกรอบออกมาในระดับหนึ่งและมีใจ ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ตรงกันมาหาวิธีการว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร ทุกอย่างก็จะเดินไปได้ แต่ถ้าต่างคนต่างวางตัวเป็นเส้นคู่ขนานคุยอย่างไรก็ไม่เกิดประโยชน์" นายกฯ กล่าว
 
                  เมื่อถามว่า รัฐบาลจะเป็นฝ่ายเริ่มในการเจรจาก่อนหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า รัฐบาลเปิดในทุกๆ ออฟชั่นและรัฐบาลก็ยินดีในการให้แต่ละท่านมาช่วยกันแก้ปัญหา เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นคือ ปัญหาของบ้านเมือง ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นแนวทางใด รัฐบาลยินดีที่จะเปิดรับอย่างทุกวันนี้ ซึ่งมีนักวิชาการหลายๆ ท่านออกมาแสดงความคิดเห็นรัฐบาลก็ยินดีรับฟัง แต่บางอย่างก็ไม่สามารถปฏิบัติได้ทั้งหมด จึงต้องขอร้องให้ทุกคนมาพูดคุยเพื่อหาแนวทางร่วมกัน  
 
เมื่อถามว่า ศูนย์รักษาความสงบ (ศรส.) ได้แสดงความเห็นว่าอยากจะเชิญตัวแทนองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) มาเป็นคนกลางในการพูดคุยและให้คำแนะนำในการแก้ไขปัญหา นายกฯ กล่าวว่า ทางยูเอ็นก็มีแนวทางการศึกษาจากหลายๆ ประเทศ การรับฟังในเรื่องของมุมมองและการแลกเปลี่ยนจากหลายๆ ประเทศ นั่นถือเป็นสิ่งที่ดีไม่ควรจะปิดกั้น แต่สุดท้ายแล้วเราเองก็ต้องมาพูดคุยกันภายในประเทศ
 
                  เมื่อถามว่า คิดว่าการรักษาประชาธิปไตยของนายกฯ ในวันนี้ คิดว่าจะชนะฝ่ายตรงข้ามได้หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า "เราไม่มีคำว่าแพ้ชนะ เรามีแต่คำว่าเราจะทำอย่างไรให้สามารถประคองประเทศและสถานการณ์เดินไปได้ สิ่งที่ถือเป็นชัยชนะคือประชาชนและประเทศต่างหากที่เราอยากเห็น ไม่อยากจะพูดว่าฝ่ายหนึ่งแพ้ฝ่ายหนึ่งชนะ ถ้าเรามีทิฐิต่อกัน ก็ไม่มีทางที่จะทำให้เส้นทางที่เป็นคู่ขนานมาบรรจบกันได้
 
                  ทั้งนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวถึงกรณีที่อดีตนายทหารหน่วยสงครามรบพิเศษทหารเรือ (ซีล) กองทัพเรือ เข้ามามีบทบาทในการชุมนุมของกลุ่มกปปส.ว่า เจ้าหน้าที่หน่วยราชการทุกคน โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานด้านความมั่นคงจะต้องวางตัวเป็นกลาง และดูแลประชาชนในด้านความมั่นคง และตนก็เชื่อว่า ผบ.ทร.จะต้องมีคำตอบในการชี้แจงเรื่องดังกล่าว และจะต้องตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งท่านจะต้องมีการรายงานตามสายงานอยู่แล้ว  
 
                  น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวถึงการส่งตัวแทนไปรับฟังข้อกล่าวหากับป.ป.ช.ในโครงการรับจำนำข้าวว่า ในส่วนของป.ป.ช.เป็นการเดินทางไปรับทราบข้อกล่าวหา ซึ่งการรับทราบข้อกล่าวหานั้นได้มีการสอบถามฝ่ายที่ปรึกษาด้านกฎหมาย เพราะตามระเบียบสามารถส่งตัวไปแทนรับทราบข้อกล่าวหาได้ โดยมอบอำนาจให้ผู้อื่นไปแทน จากนั้นจึงจะเป็นขั้นตอนของการชี้แจง
 
 
 
 
"เพื่อไทย"ชี้"สุเทพ"ขอเจรจาแต่ยื่นเงื่อนไขให้ถ่ายทอดสดมีนัยการเมือง
 
 
                  นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงถึงกรณีที่นายสุเทพ ขอเจรจากับน.ส.ยิ่งลักษณ์ แต่ต้องเป็นการเจรจาตัวต่อตัวและมีการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ว่า การเสนอให้มีการเจรจาเป็นสิ่งที่ดี แต่การเสนอของนายสุเทพเป็นข้อเสนอที่มีนัยทางการเมือง เพราะต้องการให้มีการถ่ายทอดสด ทั้งๆ ที่โดยหลักการแล้ว การเจรจาทางการเมืองทั่วโลกเขาจะเจรจากันในทางลับ ดังนั้น ข้อเสนของนายสุเทพจึงเหมือนเป็นการดีเบตแสดงวาทกรรมออกทีวีเท่านั้น ข้อเสนอของนายสุเทพแสดงความไม่จริงใจที่จะแก้ปัญหา แกนนำกปปส.ทุกคนหากต้องการเจรจา เพื่อแก้ไขปัญหาให้ประเทศจริงๆ ก็ควรมาเจรจาหารือกันในทางลับ และจะมีการเจรจาหลายครั้ง เมื่อมีความคืบหน้าในการเจรจาจึงนำผลมาแถลงข่าวให้สังคมรับทราบ 
 
                  "การที่นายสุเทพสร้างเงื่อนไขนี้ขึ้นมาก็เพื่อต้องการดีเบตโจมตี น.ส.ยิ่งลักษณ์ และรัฐบาลมากกว่า ไม่เกิดประโยนช์อะไรเลย อยากให้นายสุเทพทบทวนใหม่ หากจะมีการเจรจาก็ควรพูดคุยกันนอกรอบ คุยกันในทางลับ ไม่มีการถ่ายทอดสด เชื่อว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์เองก็มีวุฒิภาวะพร้อมที่จะเจรจาโดยไม่มีนัยการเมืองใดๆ แต่หากยังเป็นข้อเสนออย่างที่นายสุเทพบอกนั้น นายกฯ จะตอบรับได้อย่างไร เพราะเหมือนเป็นการมาเถียงการเมืองมากกว่า เหมือนมาชวนทะเลาะออกทีวี เป็นการเจรจาหาเสียง สร้างปัญหามากกว่าแก้ปัญหา ซึ่งไม่ใช่ทางออก" นายพร้อมพงศ์ กล่าว
 
 
 
 
"โฆษกกปปส."สวน"ยิ่งลักษณ์ไอย่ายื่นเงื่อนไขยุติชุมนุม
 
 
                  นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ โฆษก กปปส.เรียกร้องให้น.ส.ยิ่งลักษณ์ เร่งเปิดพื้นที่การเจรจาตามที่นายสุเทพ เรียกร้องว่า ให้เปิดเวทีเจรจาและมีการถ่ายทอดสดการเจรจาโดยเร็วที่สุด โดยไม่จำเป็นต้องให้องค์กรต่างชาติเข้ามาเป็นคนกลาง ทั้งนี้ ตนมองว่าหากให้องค์กรสากลเข้ามาเป็นตัวกลางเจรจาตามที่นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รักษาการรองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ระบุ ทำได้ภายใต้กรอบของสิทธิมนุษยชน การละเมิดสิทธิมนุษยชนของผู้ชุมนุมเท่านั้น ไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นทางการเมืองที่หลักการสากลไม่นิยมปฏิบัติ
 
                  “หากถามว่าจะให้ไปเจรจาในศูนย์รักษาความสงบ หรือศรส.นั้น เพื่อต้องการอะไร ต้องการจับตัวคุณสุเทพ ตามที่มีหมายจับหรือไม่ ตอนนี้คุณสุเทพได้แสดงออกถึงความจริงใจแล้วว่าจะเจรจา แต่ต้องตัวต่อตัวอย่างเปิดเผย ส่วนที่รักษาการนายกฯ ระบุว่า ให้ กปปส.ยุติการชุมนุมก่อนนั้น ผมมองว่าขณะนี้ไม่ควรกำหนดเงื่อนไขใด ที่แสดงให้เห็นถึงความไม่จริงใจที่ไม่อยากให้การเจรจาเกิดขึ้น” นายเอกนัฏ กล่าว
 
 
 
 
"สุรพงษ์"อัด"สุเทพ"ท้า"นายกฯ"แค่ดีเบต
 
 
                  เมื่อเวลา 16.15น. นายสุรพงษ์  โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีนายสุเทพ เสนอให้น.ส.ยิ่งลักษณ์ เจรจาตัวต่อตัวอย่างเปิดเผยออกโทรทัศน์ ว่า ตนเห็นว่าเป็นการโต้วาทีมากกว่าการเจรจา เพราะถ้านายสุเทพ มีความจริงใจในการเจรจา ควรจะมาพูดคุยกันก่อนนอกรอบว่า มีเงื่อนไข ต้องการอะไร ซึ่งถ้านายสุเทพ ต้องการดีเบต หรือโต้วาที ควรจะไปท้าร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.แรงงาน ในฐานะผอ.ศรส. หรือนายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำนปช. เพราะถ้าโต้วาที น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่สามารถสู้นายสุเทพ ได้ เพราะนายสุเทพ พูดน้ำไหลไฟดับ และหากจะโต้วาทีจริง ตนเห็นว่าควรจะเป็นลักษณะถ่ายทอดโทรทัศน์ในลักษณะโฟนอินเข้ามา เพราะถ้าเป็นการเผชิญหน้า นายสุเทพจะไปท้าผู้เข้าร่วมดีเบตชกต่อย
 
                  "ในช่วงบ่ายที่ผ่านมา ตนได้ส่งหนังสือเชิญไปถึงนายบัน คี มุน เลขาธิการสหประชาชาติ (ยูเอ็น) เพื่อให้มาแนะนำแนวทางแก้ปัญหาความขัดแย้งของประเทศ รวมถึงเป็นคนกลางเพื่อประสานให้เกิดการเจรจา เรียบร้อยแล้ว" นายสุรพงษ์ กล่าว