
ออกหมายจับ!'มือยิง'สุทิน ธราทิน'
27 ก.พ. 2557
สตช.แถลงคืบหน้าเหตุเกี่ยวเนื่องชุมนุม ออกหมายจับมือปาบึ้มอนุสาวรีย์ฯหลังดีเอ็นเอตรงเสื้อผ้า ตั้งนำจับ 7 แสนผู้ชี้เบาะแส พร้อมออกหมายจับตามภาพอีก 1 มือยิง'สุทิน'
27 ก.พ.57 เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2557 พล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แถลงข่าวสรุปความคืบหน้าคดีต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุม ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2557 เป็นต้นมาว่า เหตุต่างๆ แยกสถิติออกมาแต่ละเดือนพบว่า เดือน ต.ค. 2556 มีคดีเกิดขึ้น 1 คดี, เดือนพ.ย. 4 คดี, ธ.ค.8 คดี, ม.ค. 29 คดี, ก.พ นับถึงวันที่ 26 ก.พ.21 รวมทั้งหมด 63 คดี จะเห็นได้ว่าคดีที่เกิดขึ้นมีแนวโน้มสูงขึ้น สำหรับห้วงเวลาเกิดเหตุส่วนใหญ่ เหตุเกิดขึ้นหลังเที่ยงคืน-03.00 น. รองลงมาคือ 21.00 น.-เที่ยงคืน สังเกตได้ว่า หลังจากมีการตั้งด่านความมั่นคงร่วมกับทางทหารในช่วงเวลา 21.00 น.เป็นต้นไป ทำให้เกิดเหตุช่วงเวลา 18.00 น.-21.00 น. มากขึ้น ส่วนรูปแบบการก่อเหตุ ร้อยละ 28.44 ก่อเหตุโดยใช้อาวุธปืน รองลงมาคือ ระเบิดร้อยละ 13.21 ที่เหลือเป็นประทัดยักษ์ ระเบิดเพลิง เป็นต้น ส่วนอาวุธที่ใช้เป็นปืนพก 12 คดี, ระเบิดขว้าง 10 คดี, เอ็ม 79 อีก 6 คดี
พล.ต.ต.ปิยะ กล่าวว่า สำหรับคดีสำคัญที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุม พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. ได้เร่งรัดด้วยตัวเอง โดยแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม 1.คดีที่เกิดขึ้นหน้ามหาวิทยาลัยรามคำแหง 2.คดีที่เกิดที่สนามไทยญี่ปุ่น-ดินแดง 3.กลุ่มคดีเกี่ยวกับระเบิด กระจายกันไป เกือบทั้งหมดอยู่ในพื้นที่ กทม. และที่เขาสมิง จ.ตราด 4.คดีอื่นๆ เช่น เหตุปะทะแยกหลักสี่ เหตุยิงนายสุทิน ธราทิน แกนนำ กปท.วัดสี่เอี่ยม เหตุปะทะผ่านฟ้า
พล.ต.ต.ปิยะ กล่าวต่อว่า คดีกลุ่มที่ 1.คดีที่เกิดขึ้นหน้ามหาวิทยาลัยรามคำแหง มีผู้เสียชีวิต 5 ราย มีความคืบหน้าแยกเป็น 1.คดีฆ่านายทวีศักดิ์ โพธิ์แก้ว เมื่อวันที่ 30 พ.ย.56 มีการตรวจสอบคลิปวิดีโอ ในที่เกิดเหตุสอบปากคำพยานไปแล้ว 11 ปาก ตรวจที่เกิดเหตุ วิถีกระสุน อยู่ระหว่างติดตามตัวคนร้าย 2.คดีฆ่าพลทหารธนะสิมธิ์ เวียงคำ อายุ 21 ปี เมื่อวันที่ 1 ธ.ค.56 คดีนี้ตำรวจสามารถจับคนร้ายได้แล้ว 2 ราย คือนายนภดล แก้วมีจีน อายุ 20 ปี อยู่บ้านเลขที่ 183 หมู่ที่ 6 ต.ท่ายาง อ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช ตามหมายจับที่ 248/56 ลงวันที่ 22 ธ.ค.2556 และนายธีรภัทร ทองฤทธิ์ อายุ 20 ปี อยู่บ้านเลขที่ 246 หมู่ 5 ต.ในควน อ.ย่านยาขาว จ.ตรัง ตามหมายจับที่ 2484/56 ลงวันที่ 22 ธ.ค.56 พร้อมของกลางอาวุธรีวอลเวอร์ ขนาด.38 เครื่องกระสุนปืน จำนวน 6 นัด โดยกล่าวหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครอง โดยไม่ได้รับอนุญาต
พล.ต.ต.ปิยะ กล่าวต่ออีกว่า 3.คดีฆ่านายวิโรจน์ เข็มนาค 43 ปี เหตุเกิดเมื่อวันที่ 1 ธ.ค.56 ความคืบหน้านั้น ได้มีการสอบพยานไปแล้ว 11 ปาก ตรวจที่เกิดเหตุพบหัวกระสุนที่อาคารเก่า 4.คดีฆ่านายวิศณุ เภาพู่ อายุ 26 ปี เมื่อวันที่ 1 ธ.ค.56 คืบหน้าสอบสวนพยานแล้ว 8 ปาก ได้รับผลชันสูตรศพแล้ว อยู่ระหว่างติดตามสืบสวนอยู่ 5.คดีวางเพลิงเผาทรัพย์นายสุรเดช หรือเจ คำแปง อายุ 17 ปี เสียชีวิต คืบหน้าได้สอบสวนพบผู้กระทำผิด 15 คน ออกหมายจับแล้ว 8 คน จับกุมแล้ว 2 คน คือนายอดิสรน์ หรือต้า สีจันทร์ผ่อง อายุ 29 ปี นายเอ (นามสมมติ) อายุ 15 ปี
โฆษกตร.กล่าวไปว่า คดีกลุ่มที่ 2.คดีที่เกิดที่สนามไทยญี่ปุ่น-ดินแดง แยกเป็น 2 คดี คือ กรณีการเสียชีวิตของ ด.ต.ณรงค์ ปิติสิทธิ์ คืบหน้าสอบปากคำไปแล้ว 9 ปาก กรณีการเสียชีวิตของนายวสุ สุฉันทบุตร คืบหน้ามีการสอบปากคำไปแล้ว 27 ปาก ส่งรายงานชันสูตรพลิกศพให้พนักงานอัยการแล้ว โดยได้มีการสอบปากคำ ผู้ที่อยู่ในที่เกิดเหตุ เพื่อยืนยันตำแหน่งผู้ตาย และคนร้ายในขณะเกิดเหตุ นักวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับวิถีกระสุนและยืนยันข้อเท็จจริงในที่เกิดเหตุว่า กระสุนมาจากที่ใด
กลุ่มที่ 3.กลุ่มคดีเกี่ยวกับระเบิด ประกอบด้วยคดีระเบิด 9 คดี คือ คดีระเบิดหน้าบ้าน นพ.อรรถสิทธิ์ เวชชาชีวะ คดีระเบิดที่พิพิธภัณฑ์วังสวนผักกาด คดีระเบิดที่ถนนบรรทัดทอง คดีระเบิดที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ คดียิงเอ็ม 79 ศาลอาญารัชดา คดีระเบิดหน้าศาลอุทธรณ์และศาลเพ่ง คดีระเบิดหน้าห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี สาขาราชดำริ คดีระเบิดและกราดยิงผู้ชุมนุม กปปส.ที่จังหวัดตราด คดียิงบ้านนพ.กรกฤษณ์ ชัยเจนจิต
สำหรับความคืบหน้าคดีระเบิดหน้าบ้าน นพ.อรรถสิทธิ์ เวชชาชีวะ คดีระเบิดที่พิพิธภัณฑ์วังสวนผักกาดทั้ง 2 คดี สามารถจับภาพรถจักรยานยนต์ ต้องสงสัยเอาไว้ได้ และอยู่ระหว่างการตรวจสอบ โดยให้แฟนพันธุ์แท้มาช่วยวิเคราะห์ว่า เป็นรถรุ่นใด ยี่ห้อใด และได้มีการตรวจดีเอ็เอ กระเดื่องที่พบในที่เกิดเหตุไว้แล้ว โดยดีเอ็นเอ ทั้งสองคดี มีแนวโน้มว่า เป็นคนร้ายชุดเดียวกัน
พล.ต.ต.ปิยะ กล่าวไปอีกว่า ความคืบหน้าคดีระเบิดที่ถนนบรรทัดทอง สอบปากคำผู้บาดเจ็บไปแล้ว 7 ปาก ตรวจภาพวงจรปิด พบรถจักรยานยนต์ต้องสงสัย ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน และพบภาพชายต้องสงสัย เดินผ่านหน้าร้านสมบูรณ์โภชนา เดินมุ่งหน้าไปที่ซอยจุฬา ซอย 6 และ 4 ซึ่งเป็นจุดเกิดเหตุ ตรวจดีเอ็นเอ กระเดื่องเก็บไว้เปรียบเทียบ ส่วนคืบหน้าเหตุระเบิดอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ได้มีการตรวจดีเอ็นเอจากเสื้อผ้าผู้ก่อเหตุ ซึ่งมีการยืนยันชัดเจน เมื่อเทียบกับดีเอ็นเอที่ได้จากผู้ต้องสงสัย สามารถออกหมายจับนายกฤษกา ไชยแค อายุ 43 ปี ตามหมายจับศาลอาญาที่ 284/2557 ลงวันที่ 20 ก.พ.ข้อหาฆ่าผู้อื่น
ทั้งนี้ ผบ.ตร.ได้ประกาศให้เงินรางวัลนำจับ 2 แสนบาท และก่อนหน้านี้ ผบช.น. ได้ตั้งรางวัลนำจับได้ 5 แสนบาท รวมรางวัลนำจับ 7 แสน ให้กับผู้ที่แจ้งเบาะแส จนสามารถจับกุมคนร้ายได้ ขณะนี้ ฝ่ายสืบสวนได้ติดตามตัวคนร้ายไปที่บ้านที่ จ.กาญจนบุรี อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี และในพื้นที่คลองเตย ซึ่งได้เบาะแสพอสมควร แต่ยังไม่สามารถจับกุมคนร้ายได้ ทั้งนี้ การสืบสวนเชื่อว่า เหตุระเบิดที่ถนนบรรทัดทอง และอนุสารวรีย์ชัยฯ น่าจะเป็นคนร้ายกลุ่มเดียวกัน
พล.ต.ต.ปิยะ กล่าวว่า ส่วนคืบหน้าคดียิงเอ็ม 79 ศาลอาญารัชดา จากการตรวจภาพวงจรปิด ทั้งหมด 23 ตัว และสอบปากคำพยานในที่เกิดเหจุ ตำรวจพบรถยนต์ต้องสงสัย 2 คัน ขับผ่านมาบริเวณหน้าศาลอาญารัชดา เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุได้ชะลอความเร็ว ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับเกิดเหตุระเบิดขึ้น ในทางสืบสวนเชื่อว่า ยิงเอ็ม 79 จากรถคันดังกล่าว ซึ่งตอนนี้ได้ประสานให้แฟนพันธุ์แท้มาดูรถยนต์ต้องสงสัยคันดังกล่าวว่าเป็นรถยี่ห้อใด ส่วนความคืบหน้าระเบิดหน้าศาลอุทธรณ์ และศาลเพ่ง ยังไม่พบรถต้องสงสัย คาดว่า น่าจะยิงมาจากอีกฝากของถนนรัชดา แต่ติดต้นไม้ ทำให้ไม่ครบวงรอบจึงไม่เกิดระเบิด
ส่วนความคืบหน้าคดีระเบิดหน้าห้างบิ๊กซี จากการตรวจวิถีกระสุน พบว่า ทิศทางมาจากแยกประตูน้ำ จัดทีมตรวจอาคารสูงทุกจุด จัดทีมใหญ่สแกนรอบพื้นที่เกิดเหตุ จัดทีมตรวจกล้องวงจรปิดทุกที มีการสอบปากคำพยานแล้ว 25 ปาก กองพิสูจน์หลักฐานตรวจอาคารสูง 6 จุดที่จะก่อเหตุได้คือ โรงแรมโนโวเทล ห้างพาราเดียม ห้างแพรตทินัม โรงแรมแกรนด์ไดมอน ชุมชนหลังวัดปทุมวราราม ชุมชนหลังบิ๊กซี ตรวจที่เกิดเหตุ เป็นเครื่องยิงเอ็ม 79 หรือเอ็ม 203 ใช้กระสุนระเบิดขนาด 40 มม. ระยะหวังผล 150 เมตร ระยะยิงไกลสุด 400 เมตร รัศมีระเบิดแผลฉกรรจ์ 5 เมตร รัศมี 400 มีทั้งกระสุนเจาะเกราะ และกระสุนธรรมดา ซึ่งที่ห้างบิ๊กซี เป็นกระสุนธรรมดา ขณะยิงจะไม่เกิดเสียง เสียงจะดังเมื่อกระทบเป้าหมาย สามารถยิงจากรถที่วิ่งอยู่ได้
โฆษก ตร.กล่าวต่อว่า ความคืบหน้ากราดยิง และระเบิดเวที กปปส.เขาสมิง จ.ตราด มีการสอบปากคำไปแล้ว 26 ปาก ผู้เห็นเหตุการณ์ 6 ปาก ตรวจพบรถกระบะ 2 คัน แบ่งชุดทำงาน ตรวจสอบเส้นทางเข้าเมือง และออกนอกเมือง ยังคงประเด็นไว้ 2 ประเด็นคือ หวังผลการเมือง และประเด็นส่วนตัว กลุ่มที่ 4 คดีอื่นๆ แยกเป็นคดียิงนายสุทิน ที่วัดศรีเอี่ยม คืบหน้าพนักงานสอบปากคำแล้ว 90 ปาก ออกหมายเรียกพยานอีก 12 ปาก อนุมัติหมายจับตามภาพ 1 คน ตามหมายจับศาลจังหวัดพระโขนง ที่ ส71/2557 ลงวันที่ 25 ก.พ. 2557 เป็นชายไทย ไม่ทราบชื่อ ข้อหามีอาวุธปืนในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต พกพาอาวุธปืนไปในเมืองหมู่บ้านทางสาธารณะ ยิงปืนโดยใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุ สำหรับความคืบหน้าเหตุปะทะแยกหลักสี่ ตำรวจได้รวบรวมภาพในที่้กิดเหตุ ขออนุมัติหมายจับ 4 ราย ศาลยกคำร้องให้หาหลักฐานเพิ่ม 1 ราย อีก 3 ราย ศาลนัดฟังวันที่ 11 มี.ค.ส่วนความคืบหน้าเหตุปะทะแยกผ่านฟ้า สอบปากคำพยานแล้ว 16 ปาก และทำการชันสูตรพลิกศพ และตรวจที่เกิดเหตุไม่พบปลอกกระสุน มีการทำภาพจำลองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หัวกระสุนบางส่วน มีคนเก็บไว้ โดยได้เร่งรัดตรวจพิสูจน์และจะลงพื้นที่ตรวจสอบอีกครั้ง
พล.ต.ต.ปิยะ กล่าวต่อไปอีกว่า ตำรวจทำงานเต็มที่ รอบคอบ เป็นธรรม โปร่งใส ยึดตามพยานหลักฐาน มอบหมายให้ พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ รอง ผบ.ตร.ควบคุมดูแลทั้งหมด และจะมีการประชุมความคืบหน้าทุกคดีไม่ได้นิ่งนอนใจ ผบ.ตร.เห็นว่า คดีที่มีความสูญเสียส่วนใหญ่ เกี่ยวข้องกับระเบิดเอ็ม 79 จึงได้สั่งให้ตั้งชุดพิเศษ 1 ชุด ในการติดตามการใช้ระเบิดเอ็ม 79 โดยเฉพาะ โดยได้ระดมผู้เชี่ยวชาญทั้งจาก บช.น., ตชด., ศชต. และผู้มีความรู้ในเรื่องนี้ มาเป็นชุดพิเศษ เชื่อมโยงคดีเข้าด้วยกัน ซึ่งการข่าวพบว่า มีประมาณ 2-3 กลุ่มที่ใช้ระเบิดชนิดนี้ ซึ่งไม่สามารถเปิดเผยได้ ส่วนหนึ่งคือ ต้องได้รับการฝึกมาระดับหนึ่ง ในการใช้อาวุธและต้องมีการประกอบกำลัง ชุดล่วงหน้า ชุดชี้เป้า และชุดยิง ตอนนี้การสืบสวนก็เริ่มใกล้เข้ามาแล้ว
พล.ต.ต.ปิยะ กล่าวต่อว่า ผบ.ตร.ได้เน้นย้ำภาระกิจของตำรวจ ต้องป้องกันไม่ให้เกิดเหตุรุนแรง เมื่อมีเหตุเกิดขึ้น ต้องประสานงานให้เข้าที่เกิดเหตุให้ได้เร็วที่สุด ต้องติดตามคนร้าย รายงานความคืบหน้าให้ประชาชนได้รับทราบ ยังคงมุ่งเน้นการบริการประชาชนด้านต่างๆ ให้ประชาชนอุ่นในมากที่สุด และขอความร่วมมือผู้ชุมนุมเพราะที่ผ่านมาตำรวจเข้าพื้นที่ไม่ได้ทำให้การรวบรวมพยานหลักฐานไร้ประสิทธิภาพขอให้ความร่วมมือกับตำรวจจะได้คลี่คลายคดีให้ได้ด้วยดี ยืนยันว่าเราเป็นตำรวจโดยอาชีพทุกคดีไม่ว่าผู้กระทำผิดเป็นใครเราก็ดำเนินทุกคดี



