ข่าว

จำนองนา-จำนำข้าว

จำนองนา-จำนำข้าว

26 ก.พ. 2557

จำนองนา-จำนำข้าว : วันเว้นวันจันทร์ พุธ ศุกร์กับประภัสสร เสวิกุล

              สมัยก่อนมีเพลงเพลงหนึ่ง ที่ขึ้นต้นว่า “เราเป็นชาวนาอยู่ใต้ฟ้าเมืองไทย มีเกียรติคุณยิ่งใหญ่นักเอย” และในยุคเดียวกันก็มีคำขวัญว่า “ชาวนาเป็นกระดูกสันหลังของชาติ” ซึ่งฟังดูน่าครึ้มอกครึ้มใจไม่น้อย แต่เอาเข้าจริงแล้ว ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ชาวนาไทยไม่ได้มีเกียรติหรือมีศักดิ์ศรีเช่นนั้นเลย

              ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม และข้าวได้กลายเป็นสินค้าออกสำคัญที่ทำรายได้สู่ประเทศมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 พระองค์ทรงส่งเสริมการปลูกข้าว ด้วยการสร้างระบบชลประทาน และขุดคลองรังสิตเพื่อให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นแหล่งผลิตข้าวขนาดใหญ่ ปัจจุบันเรามีพื้นที่ปลูกข้าวประมาณ 65 ล้านไร่ มากเป็นลำดับที่ 5 ของโลกและมีผลผลิตประมาณ 27 ล้านตันต่อปี ซึ่งน่าจะทำให้ชาวนามีชีวิตที่ดี แต่ก็กลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น

              คงต้องยอมรับว่า การทำนาของชาวนาไทยนั้น ขึ้นอยู่กับดินฟ้าอากาศเป็นหลัก ปีไหนน้ำท่าบริบูรณ์ก็ได้ผลผลิตมาก แต่ถ้าปีไหนน้ำท่วมหรือฝนแล้ง ความเดือดร้อนก็ตกอยู่กับชาวนา ขณะเดียวกันสภาพสังคมในชนบทที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้ชาวนาได้รับความยากลำบากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะในเรื่องการขาดแคลนแรงงานของคนหนุ่ม-สาว เนื่องจากลูกหลานชาวนาส่วนหนึ่งเข้ามาเรียนหนังสือในเมืองแล้วประกอบอาชีพตามที่ร่ำเรียนมาหรือไม่ก็ไปเป็นแรงงานในภาคอุตสาหกรรมและบริการ นอกจากนี้ประเพณีบางอย่างซึ่งเป็นการแบ่งปันแรงงานเพื่อช่วยเหลือกันและกัน เช่น การลงแขกปลูกข้าว การช่วยกันเก็บเกี่ยวข้าว ก็กลายเป็นต้องจ้างแรงงานจากถิ่นอื่นเข้ามา พร้อมกับที่ค่าใช้จ่ายในการทำนาก็เพิ่มสูงขึ้น เพราะต้องใช้ปุ๋ย ใช้ยาฆ่าแมลง ยากำจัดวัชพืช ที่ทำจากสารเคมี ปีหนึ่งๆ เป็นจำนวนเงินไม่ใช่น้อย

              จากสภาพการณ์ดังกล่าวทำให้ชาวนาส่วนใหญ่ของประเทศจำต้องขายหรือจำนองที่นาของตนเพื่อนำเงินมาใช้ในการดำรงชีวิต การลงทุน และส่งเสียลูกหลาน และส่วนหนึ่งก็ต้องจ่ายค่าเช่าแก่เจ้าของที่คนใหม่ ยิ่งในยุคหลังสงครามเวียดนามที่แรงงานไทยเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานในตะวันออกกลาง ชาวนาจำนวนหนึ่งก็เดินทางไปทำงานยังต่างประเทศ ซึ่งแน่นอนว่าต้องจ่ายค่านายหน้า ค่าหัวคิด และอื่นๆ เป็นจำนวนไม่น้อย จำเป็นต้องขายที่นาเพื่อให้ได้เงินเป็นค่าบริการดังกล่าวด้วยความหวังว่าจะมีโอกาสสร้างเนื้อสร้างตัวได้ แต่หลายคนก็เป็นอย่างที่พูดกันว่า “ไปเสียนา กลับมาเสียเมีย”

              ผู้นำรัฐบาลไทยในบางยุคบางสมัยเคยฝันที่จะเห็นประเทศไทยเป็น “นิกส์” หรือประเทศอุตสาหกรรมใหม่ และบางทีก็ฝันจะเห็นประเทศไทยเป็นเสือเศรษฐกิจตัวที่ 5 ของเอเชีย ถัดจาก ญี่ปุ่น ไต้หวัน ฮ่องกง และสิงคโปร์ แต่จริงๆ แล้ว สิ่งที่ประเทศไทยมีความพร้อมและศักยภาพสูงสุดก็คือภาคเกษตรกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปลูกข้าว แต่ก็ดูเหมือนจะได้รับการละเลยมาโดยตลอด ทั้งๆ ที่น่าจะได้รับการพัฒนาทั้งพื้นที่เพาะปลูก ระบบส่งน้ำ การปลูกพืชเสริม การส่งเสริมให้ใช้ปุ๋ยและยากำจัดแมลง-วัชพืช ซึ่งทำจากธรรมชาติ แทนเคมี รวมถึงการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของชาวนาให้ดีขึ้น มีหลักประกันที่มั่นคงในชีวิต เพราะคนที่หลังสู้ฟ้า-หน้าสู้ดินเหล่านี้แหละครับ คือวีรชนตัวจริงของประเทศ

              และการที่ใครสักคนจะคดโกงคนที่โลภโมโทสันด้วยกัน ก็คงจะไม่กระไรนัก แต่การคดโกงคนที่ทุกข์ยากแร้นแค้น และไม่มีทางเลือกอย่างชาวนา เช่นในเรื่องการจำนำข้าว หรือไม่จ่ายเงินค่าจำนำข้าวให้ชาวนา ทั้งๆ ที่เคยเป็นฐานเสียงสำคัญของตนนั้น นับเป็นพฤติกรรมที่น่าขยะแขยงและชวนสังเวชใจเป็นอย่างยิ่งครับ