
'ยะใส'จี้'ผบ.ทบ.'ยุติความรุนแรง
25 ก.พ. 2557
'สุริยะใส' ชี้วิกฤติการเมืองขยายตัวเป็นปัญหาความมั่นคงของประเทศ ถาม 'ผบ.ทบ.' ต้องตัดสินใจบางอย่างหรือยัง ห่วงสถานการณ์รุนแรงกว่าปี 53
25 ก.พ. 57 นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานกลุ่มกรีนและกรรมการ กปปส. กล่าวว่า สถานการณ์ความรุนแรงในขณะนี้ขยายตัวเป็นปัญหาความมั่นคงของประเทศไปแล้ว มีแนวโน้มรุนแรงมากกว่าความขัดแย้งทางการเมือง ปี พ.ศ. 2553 การใช้อาวุธสงคราม โดยเฉพาะ M79 ถี่ขึ้น และแทบทุกครั้งทำให้มีประชาชนผู้บริสุทธิ์ต้องตายและเสียชีวิตจำนวนมาก ที่น่าเป็นห่วงที่สุดปฏิบัติการ ยิง M79 ไม่จำกัดพื้นที่บริเวณที่ชุมนุมเท่านั้น แม้กระทั่งยิงถล่มศาล ก็เกิดขึ้นแล้ว กองทัพโดย ผบ.ทบ. และ ผบ.ตร.ก็ออกมายอมรับว่าปฏิบัติการดังกล่าวเชื่อมโยงกับกองกำลังชุดดำปี 2553 น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯรักษาการ ก็ยอมรับว่าเป็นการก่อการร้าย
นอกจากนี้หากพิจารณาบริบทของสถานการณ์ยังมีความแหลมคมมากกว่าปี 2553 เช่น การยิงถล่มศาล ขู่ปิดศาล ปิดองค์กรอิสระ ขึ้นป้ายแยกประเทศ ล้มเจ้า ชูธงคอมมิวนิสต์ ฯลฯ มันไม่ใช่เหตุบังเอิญ หรือไม่เชื่อมโยงกันเลย ระหว่างการสร้างความรุนแรงในเมือง กับการเคลื่อนไหวของมวลชนบางกลุ่มในต่างจังหวัด แต่เป็นขบวนการที่กำลังทำลายความมั่นคงของประเทศอย่างชัดเจน
รวมทั้งไม่ใช่ความขัดแย้งทางการเมืองเท่านั้น แต่ลุกลามขยายตัวกลายเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ ข้ออ้างที่ว่าปัญหาการเมือง ต้องแก้ด้วยการเมืองนั้น เป็นข้ออ้างที่ไม่ยอมรับความจริงว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นในแผ่นดินนี้ คำถามคือ กองทัพจะปล่อยให้เหตุการณ์นี้ขยายตัวไปมากแค่ไหน จึงจะมีมาตรการป้องกันที่เป็นรูปธรรม ไม่ใช่ตั้งรับด้วยการเอาทหารเสนารักษ์ตั้งด่านไปวันๆ เท่านั้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ควรตัดสินใจบางอย่างหรือยัง กองทัพต้องมีมาตรการที่เป็นรูปธรรมกว่านี้
ทั้งนี้ควรเลิกอ้างว่าไม่มีกฎหมายรองรับ หากทหารต้องเคลื่อนกำลัง แล้วเหตุการณ์ที่ทหารราบ 11 เข้าไปช่วยนักศึกษารามฯ ที่ ม.รามคำแหง และเหตุการณ์ปะทะที่หลักสี่ กองทัพใช้กฎหมายอะไรมารองรับ ไม่มีกฎหมายห้ามในสิ่งที่ถูกต้องและควรจะทำเพื่อความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง หัวใจของคนมีหน้าที่ต่างหากที่ควรถูกตั้งคำถาม ว่าทำไมท่านไม่ทำหน้าที่ที่ควรทำ สังคมที่น่ากลัว ไม่ใช่เพียงเพราะมีผู้ร้าย แต่คนทำหน้าที่ปราบปรามผู้ร้ายนิ่งเฉย ไม่ทำอะไรที่ควรทำต่างหาก



