ข่าว

'พท.'จี้'ปปช.'ฟัน'มาร์ค'ทุจริตประกันข้าว

'พท.'จี้'ปปช.'ฟัน'มาร์ค'ทุจริตประกันข้าว

24 ก.พ. 2557

'พท.' หอบหลักฐานยื่น 'ป.ป.ช.' 25 ก.พ.นี้ จี้เร่งรัดฟัน 'รัฐบาลมาร์ค' ทุจริตโครงการประกันราคาข้าว จี้องค์กรสื่อออกมาปกป้อง หลัง 'กปปส.' ปิดล้อม 'วอยซ์ทีวี'

 

                       24 ก.พ. 57  เมื่อเวลา 13.15 น.  ที่พรรคเพื่อไทย นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงถึงกรณีที่ ป.ป.ช.ปฏิเสธว่าไม่ได้เร่งรัดแจ้งข้อกล่าวหานายกฯ กรณีทุจริตโครงการจำนำข้าว โดยอ้างว่ามีการตรวจสอบมาก่อนหน้านี้แล้วว่า หนังสือที่ ป.ป.ช.ทำถึงรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ลงวันที่ 15 พ.ย. 53 เสนอแนะแนวทางป้องกันการทุจริตจากการแทรกแซงตลาดข้าว โดยนายอภิสิทธิ์ ลงนามรับทราบเมื่อวันที่ 30 พ.ย. 53 เท่ากับเป็นการเตือนในโครงการประกันราคาข้าวว่าอาจจะมีการทุจริต และ ป.ป.ช.ก็ได้เตือนในทำนองเดียวกันนี้ในสมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ด้วย ซึ่งจากการตรวจสอบนั้น หนังสือของ ป.ป.ช.ได้อ้างหนังสือของ สตง.ที่มีการท้วงติงโครงการจำนำข้าวของรัฐบาลเมื่อวันที่ 30 ม.ค. 57 โดยหนังสือของ สตง.นั้นก็ยังติงโครงการประกันราคาเช่นกัน โดยระบุว่า โครงการประกันราคาเมื่อมีการขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวเบื้องต้นนั้นพบว่า การขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวไม่ถูกต้อง เกินความเป็นจริง นำไปสู่การสวมสิทธิ์เกษตรกรและการทุจริตได้ เท่ากับว่าโครงการประกันราคาส่อทุจริตที่เรียกว่า จดทะเบียนลม ดังนั้น ป.ป.ช.เองก็น่าจะทราบเรื่องนี้

                       นายพร้อมพงศ์ กล่าวอีกว่า รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ใช้เงินกู้จากโครงการไทยเข้มแข็งจ่ายไปแล้ว 128,000 ล้านบาท ซึ่งขาดทุนอย่างต่อเนื่อง และรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยังต้องจัดงบประมาณมาใช้หนี้ที่ยังค้างอยู่ให้อีก 38,000 ล้านบาท ดังนั้น ความเสียหายของโครงการประกันราคานั้นรวม 166,000 ล้านบาท ทั้งนี้ ในวันพรุ่งนี้ (25 ก.พ.) เวลา 13.00 น. พรรคเพื่อไทยจะนำเอกสารเหล่านี้ พร้อมทั้งเอกสารที่พรรคเพื่อไทยเคยยื่นต่อ ป.ป.ช.เมื่อปี 2554 ที่ ป.ป.ช.อ้างว่าเกิดเหตุน้ำท่วมใหญ่ทำให้ไม่สามารถตรวจสอบได้ไปยื่นต่อ ป.ป.ช. เพื่อขอให้กล่าวโทษนายอภิสิทธิ์ ว่ากระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ตามประมวลกฎหมายอาญา หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่หรือทุจริตต่อหน้าที่ตามกฎหมายอื่น

 

 

ทีมกม.ยัน 'ป.ป.ช.' ไต่สวนก่อนแจ้งข้อกล่าวหา 'นายกฯ' แค่ 21 วัน

 

                       นายพิชิต ชื่นบาน คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย แถลงถึงกรณีที่ป.ป.ช.แจ้งข้อกล่าวหา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในโครงการรับจำนำข้าวว่า ประเด็นที่ป.ป.ช.กล่าวหานั้นมี 2 ประเด็น คือ 1. ไม่เข้มงวดการใช้กฎหมาย ทำให้เกิดการทุจริต และ 2. เพิกเฉย ไม่ระงับยับยั้ง ทั้งนี้ หากไปเทียบเคียงกับสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็มีการทักท้วงโครงการประกันราคาว่าอาจจะไม่โปร่งใส ซึ่ง ป.ป.ช.สามารถตรวจสอบทั้ง 2 โครงการไปพร้อมกันได้ แต่กลับเลือกที่จะตรวจสอบโครงการจำนำข้าวเพียงโครงการเดียว ทั้งๆ ที่โครงการประกันราคาสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ก่อให้เกิดภาระผูกพันให้รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ต้องจัดทำงบประมาณมาใช้หนี้ให้ อย่างไรก็ตาม มีป.ป.ช.ท่านหนึ่งตอบโต้ว่าไม่ได้เป็นการเร่งรีบโดยใช้เวลาเพียงแค่ 21 วันนั้น ขอชี้แจงว่า การทำคดีนี้ได้แยกสำนวนเป็นการจำนำข้าวและการระบายข้าว ซึ่งในส่วนนี้มีการยื่นเอาผิดนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรมว.พาณิชย์นั้นเป็นเรื่องของการระบายข้าว แต่ในการกล่าวหา น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นการกล่าวหาทั้งโครงการว่าการจำนำข้าวขาดทุน ไม่ได้กล่าวหา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ว่าทุจริตเรื่องระบายข้าว ดังนั้นยืนยันว่าใช้เวลาไต่สวนกรณีของนายกฯ เพียงแค่ 21 วัน

                       นายพิชิต ยังกล่าวถึงกรณีที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. เตรียมฟ้องร้องโดยตรงเพื่อเอาผิด น.ส.ยิ่งลักษณ์ ร.ต.อ.เฉลิม และพวก ที่สั่งการจนเป็นเหตุให้มีผู้ชุมนุมเสียชีวิตด้วยว่า การชุมนุมเมื่อปี 2553 มีผู้เสียชีวิต ซึ่งทางกฎหมายถือว่าผู้ที่เสียชีวิตจากการชุมนุมนั้นถือว่าเป็นการตายโดยผิดธรรมชาติ ตามขั้นตอนพนักงานสอบสวนในพื้นที่ต้องชันสูตรศพและทำสำนวนเพื่อหาสาเหตุ จากนั้นจึงส่งให้อัยการเพื่อส่งฟ้องต่อศาลชั้นต้น แต่กรณีของนายสุเทพกลับใช้วิธีฟ้องตรง ทั้งนี้การไปฟ้องโดยตรงเท่ากับเป็นการดิสเครดิตรัฐบาล ที่ทำอยู่ไม่ถูกต้อง สำหรับความพยายามจากบุคคลบางกลุ่มที่อ้างถึงรัฐธรรมนูญมาตรา 127 และ 172 ให้ครม.ต้องพ้นจากหน้าที่เพื่อหวังให้เกิดสูญญากาศทางการเมืองนั้น รัฐธรรมนูญมาตรา 181 ระบุชัดว่า ครม.ที่พ้นตำแหน่งต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีครม.ใหม่เข้ามาทำหน้าที่ อีกทั้ง พ.ร.บ.บริหารราชการแผ่นดินมาตรา 10 วรรคท้าย และคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 20/2553 ก็ระบุเหมือนกันว่า ให้ครม.ที่พ้นตำแหน่งปฏิบัติหน้าที่จนกว่าจะมีครม.ใหม่

 

 

จี้องค์กรสื่อออกมาปกป้อง หลัง 'กปปส.' ปิดล้อม 'วอยซ์ทีวี'

 

                       นายพร้อมพงศ์ กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มกปปส.ไปปิดล้อมสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมวอยซ์ทีวี ว่า เป็นการคุกคามสื่อ ซึ่งก็เหมือนกับการคุกคามประชาชน ละเมิดสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชน และท้าทายต่อกฎหมายของบ้านเมือง ไม่สอดคล้องกับที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส.ที่ระบุว่า จะปฏิรูปการเมือง ปฏิรูปสื่อ ดังนั้น ขอเรียกร้ององค์กรสื่อสารมวลชนให้ออกมาปกป้องสื่อมวลชนด้วยกัน เพื่อไม่ให้เกิดลัทธิเอาอย่างในอนาคต ไม่ใช่เลือกปฏิบัติ ขณะที่ประชาชนก็ควรร่วมประณามการกระทำครั้งนี้ด้วย ไม่ใช่ปล่อยให้เรื่องผ่านไป ทั้งนี้ การเรียกร้องทางการเมืองนั้นต้องทำด้วยเหตุผลไม่ใช่การกดดัน