
'ศรส.'ยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลแพ่งสัปดาห์นี้
'ศรส.' เตรียมรวบรวมหลักฐานยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลแพ่งในสัปดาห์นี้
24 ก.พ. 57 เมื่อเวลา 13.00 น. ที่บช.ปส. นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ในฐานะกรรมการศรส. แถลงผลการประชุมศรส. ว่า ที่ประชุมศรส.มีผลการประชุมสม ดังนี้ 1. ตามที่ผอ.ศรส. ได้มีหนังสือถึงพนักงานอัยการเพื่อให้ดำเนินการยื่นอุทธรณ์ คำพิพากษาของศาลแพ่งในคดีที่นายถาวร เสนเนียม เป็นโจทก์ ฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม จำเลยที่ 1 กับพวก โดยให้ข้อบังคับตามประกาศและข้อกำหนดไม่มีผลบังคับต่อโจทก์และประชาชน และห้ามจำเลยกระทำการรวม 9 ข้อนั้น พนักงานอัยการที่รับผิดชอบในเรื่องนี้ได้แจ้งว่า จะได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษา พร้อมคำร้องขอให้ศาลอุทธรณ์สั่งทุเลาการบังคับตามคำพิพากษาของศาลแพ่งตามขั้นตอนของกฎหมาย เพื่อยืนยันถึงอำนาจหน้าที่และดุลยพินิจของฝ่ายบริหารในการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินตามพ.ร.ก.ฉุกเฉิน โดยจะได้นำเสนอข้อเท็จจริงทั้งหลายที่แกนนำ กปปส. ได้ร่วมกันกระทำความผิดอย่างต่อเนื่องติดต่อกันตลอดมา จนถึงเหตุการณ์และความเสียหายที่เป็นปัจจุบัน พร้อมพยานเอกสารหลักฐานที่เป็นภาพถ่าย ภาพเคลื่อนไหวต่างๆ ซึ่งเห็นได้ชัดเจนว่า ปัจจุบันนี้ กปปส. มิได้ชุมนุมโดยสงบ เปิดเผย และปราศจากอาวุธ รวมถึงที่ศาลอาญาได้ออกหมายจับข้อหากบฏต่อนายสุเทพ เทือกสุบรรณ กับพวกด้วย และเพื่อความรอบคอบและสมบูรณ์ดังกล่าว พนักงานอัยการจะได้ยื่นเรื่องต่อศาลอุทธรณ์ได้ภายในสัปดาห์นี้
นายธาริต กล่าวต่อไปว่า จากเหตุการณ์ร้ายแรงที่ปรากฏอย่างต่อเนื่องมาหลังจากที่ศาลแพ่งได้มีคำพิพากษานั้น ศรส.มีความกังวลใจเป็นอย่างมาก และใคร่ขอร้องกลุ่มผู้ชุมนุมต่างๆ ทั้งที่สนับสนุน กปปส. กลุ่มที่คัดค้าน กปปส. กลุ่ม นปช. และกลุ่มอื่นๆ ได้โปรดอดทน อดกลั้น อย่าได้ออกมาใช้ความรุนแรง เพราะมีแนวโน้มว่าสถานการณ์จะวิกฤติมากขึ้นเรื่อยๆ จนอาจนำไปสู่สงครามกลางเมือง ซึ่งจะเกิดความเสียหายต่อชาติบ้านเมืองเป็นอย่างมาก และยากแก่การแก้ไขเยียวยาให้กลับคืนสู่สภาพเดิม สำหรับส่วนราชการและหน่วยงานต่างๆ นั้น ศรส.ขอได้โปรดปฏิบัติหน้าที่และภารกิจของตนโดยเคร่งครัด เฉพาะอย่างยิ่งการรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง อย่างไรก็ตาม ศรส.เองได้ปรับกำลังตำรวจให้ทำหน้าที่ดูแลและเฝ้าระวังเหตุร้ายต่างๆ ทั่วกทม. โดยเพิ่มอัตรากำลังอีกถึง 2,000 นาย แต่ก็ยังมีข้อจำกัดที่กปปส. ห้ามไม่ให้ตำรวจเข้าตรวจตราดูแลในบริเวณการชุมนุม ซึ่งตำรวจจะได้พยายามทำหน้าที่ต่อไปให้ดีที่สุด
2. ขณะนี้คณะกรรมการพิจารณาตรวจคนเข้าเมือง ซึ่งเป็นคณะกรรมการตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองได้พิจารณาเรื่องดังกล่าวแล้วมีมติว่า นายสาธิต เซกัล นายกสมาคมธุรกิจอินเดีย-ไทย และแกนนำ กปปส. มีพฤติการณ์เป็นที่น่าเชื่อว่าเป็นบุคคลที่เป็นภัยต่อสังคม หรือจะก่อเหตุร้ายให้เกิดอันตรายต่อความสงบสุ ขหรือความปลอดภัยของประชาชนหรือความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร เห็นควรเพิกถอนการอนุญาตให้มีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักร ตามมาตรา 53 ประกอบมาตรา 12(7) แห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 และจะได้นำเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อสั่งเพิกถอนการอนุญาตให้มีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรของนายสาธิต ต่อไป ซึ่ง ศรส. ได้รับทราบแล้วมีความเห็นว่า ตามมาตรา 7 แห่งพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ประกอบกับคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ พิเศษ 1/2557 เรื่อง การจัดตั้งศูนย์รักษาความสงบ ฉบับลงวันที่ 21 มกราคม 2557 อำนาจหน้าที่การสั่งเพิกถอน ดังกล่าว ได้โอนมาเป็นของผอ.ศรส.แล้ว ศรส.จึงจะได้ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป โดยจะให้ผอ.ศรส. ลงนามสั่งเพิกถอนการอนุญาตให้ นายสาธิต มีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรตามกฎหมายโดยเร็วต่อไป ทั้งนี้กระบวนการต้องกลับไปที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กระทรวงมหาดไทย ในการแจ้งคำสั่ง ซึ่งการดำเนินการตามขั้นตอนทั้งหมด ไม่สามารถตอบได้ว่าใช้เวลากี่วัน
3. ศรส.ได้รับรายงานจากกองบัญชาการตำรวจนครบาลและตำรวจภูธรภาค ถึงความคืบหน้าในการดำเนินคดีกับแกนนำ กปปส. และแนวร่วม กรณีร่วมกันกระทำผิดด้วยการขัดขวางการเลือกตั้ง ด้วยวิธีการต่างๆ ทั้งในกรุงเทพมหานครและในต่างจังหวัดโดยเฉพาะภาคใต้ ซึ่งเป็นความผิดร้ายแรงต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เป็นการล่วงละเมิดสิทธิของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งโดยตรง ขณะนี้มีจำนวนคดีประเภทขัดขวางการเลือกตั้งทั่วประเทศ จำนวน 185 คดี คดีประเภทเป็นเจ้าหน้าที่ กกต. จงใจละทิ้งหน้าที่ไม่จัดการเลือกตั้ง จำนวน 170 คดี รวมคดีทั้งสิ้น 355 คดี และศาลได้ออกหมายจับให้แล้วจำนวน 124 คน ขณะนี้ได้ตัวมาดำเนินคดีแล้วจำนวน 43 คน
4. ตามนโยบายของ ศรส. ร่วมกับส่วนราชการต่างๆ ได้เห็นถึงความจำเป็นและความเดือดร้อนของประชาชนจากการปิดกทม.ของ กปปส. โดยเฉพาะสถานที่ราชการ ดังนั้น เพื่อให้สถานที่ราชการสามารถกลับมาเปิดให้บริการประชาชนได้ตามเดิม ศรส. ร่วมกับส่วนราชการจึงได้ดำเนินการเปิดสถานที่ราชการต่างๆ ที่ถูกปิดให้เริ่มเปิดทำการได้ ขณะนี้สามารถเปิดได้ถึง 53 แห่งแล้ว แต่หลังจากที่ศาลแพ่งได้มีคำพิพากษา ส่งผลให้ ศรส.ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ในส่วนที่เป็นสาระสำคัญหลักตามกฎหมายได้ และเป็นผลให้ กปปส. ไปบุกรุก ปิดล้อมสถานที่ราชการและขับไล่ข้าราชการไม่ให้ทำงานอีก โดยเฉพาะในเช้าวันนี้ (24 ก.พ.) กปปส. ได้ไปบุกรุกปิดล้อมส่วนราชการ จำนวน 5 แห่ง ได้แก่ กรมศุลกากร กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพลังงาน กระทรวงการคลัง กรมสรรพากร และบริษัทเอกชน จำนวน 2 แห่ง ได้แก่ สถานีโทรทัศน์วอยซ์ทีวี และ บริษัทเอ็มลิ้ง เอเชีย คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
นายธาริต กล่าวด้วยว่า กรณีที่ศาลอาญาไม่อนุมัติหมายจับแกนนำกปปส. รวม 13 คน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ พระพุทธอิสระ ซึ่งศรส.ขอให้ออกหมาย ฉ.เพิ่มเติม ตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยหยิบยกเหตุผลของศาลแพ่งที่ได้ออกคำสั่ง 9 ข้อ และในวันพุธที่ 26 ก.พ.นี้ ตามที่กปปส.ขอให้เพิกถอนหมายจับ 19 ราย ที่ศาลอาญาออกแล้วนั้น ศรส.ประเมินว่าศาลอาญาน่าจะเพิกถอน 19 หมายเช่นเดียวกัน ด้วยเหตุผลเดียวกับคำพิพากษาศาลแพ่ง เห็นได้ว่าคำพิพากษาศาลแพ่งส่งผลในวงกว้างอย่างมาก ทั้งเรื่องการออกหมาย ฉ. และการจับกุม ส่วนการยื่นอุทธรณ์กับทุเลาคำสั่งศาลแพ่ง ไม่สามารถยื่นได้ทันในวันนี้ (24 ก.พ.) โดยจะยื่นให้ได้ภายใน 2-3 วันนี้ ซึ่งศรส.จะทำอย่างรอบคอบ ทั้งนี้ ศรส.จะดำเนินการทุกอย่างตามขั้นตอน สิ่งที่ถูกต้องที่สุดคือเราต้องอุทธรณ์ ถ้าไม่อุทธรณ์คำพิพากษาศาลแพ่งจะกลายเป็นประวัติศาสตร์ เราต้องทำตามระบบเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในอนาคต ทั้งนี้ ศรส.ประเมินสถานการณ์อยู่ตลอด จึงอยากขอร้องให้ทุกฝ่ายทั้งผู้สนับสนุนกปปส. คัดค้าน นปช. และกลุ่มอื่นๆ อดทนอดกลั้น อย่าออกมาใช้ความุรนแรง เพราะศรส.ประเมินว่ามีแนวโน้มสถานการณ์จะวิกฤติขึ้นเรื่อยๆ จนอาจนำไปสู่สงครามกลางเมือง



