
ฝ่ายมั่นคงเจาะ10ปมข้อผิดพลาด'ศรส.'
ฝ่ายมั่นคงเจาะ10ปม ข้อผิดพลาด'ศรส.' : ทีมข่าวความมั่นคง
วันที่ 21 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เป็นวันครบ 1 เดือนในการทำงานของศูนย์รักษาความสงบ (ศรส.) ที่มี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเป็นผู้อำนวยการ ศรส. จะเรียกว่าเป็น 1 เดือนแห่งความ "ล้มเหลว" โดยสิ้นเชิงก็คงไม่ผิดนัก เพราะนอกจากจะขอคืนพื้นที่หรือสลายการชุมนุมไม่สำเร็จแล้ว ศาลแพ่งยังมีคำสั่งห้ามไม่ให้ใช้กำลังสลายการชุมนุม รวมทั้งข้อห้าม 9 ข้อตามประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ด้วย
เจ้าหน้าที่ระดับสูงในฝ่ายความมั่นคงที่เคยผ่านประสบการณ์การใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มาก่อนเมื่อปี 2553 และติดตามการทำงานของศรส.มาตลอด ประเมินข้อผิดพลาดในการทำงานของศรส. ว่า ประเด็นแรก ศรส.ไม่มีการข่าวที่ชัดเจนเพียงพอ จึงทำให้ภารกิจประสบความล้มเหลวแทบทุกครั้ง เพราะคนในศรส.เลือกรับฟังแต่เฉพาะข้อมูลข่าวสารในส่วนที่ตัวเองต้องการจะฟังเท่านั้น
ประเด็นที่สอง ศรส. ขาด "ภาวะผู้นำ" ในการแก้ไขปัญหาอย่างเด็ดขาด เพราะกลัวความผิดพลาดที่จะตามมาภายหลังการสลายการชุมนุมในอดีต เช่น เหตุการณ์ 7 ตุลาคม 2551 หรือกระทั่งเหตุการณ์กระชับพื้นที่เมื่อปี 2553 ทำให้ผู้นำในรัฐบาล และเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานถูกฟ้องร้องดำเนินคดีมาจนถึงทุกวันนี้ และการขอคืนพื้นที่เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ ก็ส่อว่าจะซ้ำรอยเดิมอีกครั้ง
ประเด็นที่สาม การประเมิน "ผู้ชุมนุม" ผิดพลาดทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ ศรส.วิเคราะห์เหมือนกับจะทึกทักเอาเองว่า เมื่อเวลาผ่านไปนานวันเข้า ผู้ชุมนุมจะฝ่อและยุติการชุมนุมไปเอง แต่ปรากฏว่า เมื่อใดก็ตามที่ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ประกาศยกระดับการชุมนุม เมื่อนั้น ผู้ชุมนุมก็จะเข้าร่วมเป็นจำนวนมากและก็มากขึ้นทุกครั้ง เพราะผู้ชุมนุมมีความเกลียดชังรัฐบาล จึงมี "จิตใจรุกรบ" ต่อรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ผลที่ออกมาก็คือสามารถยืนหยัดร่วมชุมนุมและต่อสู้ไปได้เรื่อยๆ
ประเด็นที่สี่ ศรส. แยกแยะธรรมชาติของผู้ชุมนุมจากต่างจังหวัดกับผู้ชุมนุมในกรุงเทพไม่ออก โดยผู้ชุมนุมทั้ง 2 กลุ่มผลัดเปลี่ยนกันอยู่ในพื้นที่การชุมนุมตลอดเวลา ทำให้สามารถชุมนุมอยู่ได้นาน ซ้ำร้ายศรส.ยังเหมารวมว่า ผู้ชุมนุมเป็นกลุ่ม "รับจ้าง" เหมือนกันทั้งหมด ทั้งที่กลุ่มที่ได้รับเบี้ยเลี้ยงมีเพียงกลุ่มการ์ดเท่านั้น ส่วนที่เหลือมาด้วยใจ และยังบริจาคเงินให้การชุมนุมอีกด้วย
ประเด็นที่ห้า ฝ่ายกฎหมายใน ศรส. กระทำการสุ่มเสี่ยงต่อการผิดกฎหมายเสีนเอง เช่น การประกาศอายัดบัญชีกลุ่มธุรกิจ หรือท่อน้ำเลี้ยงของกปปส. ทั้งที่ต้องดำเนินการผ่าน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และต้องเข้าข่าย 7-8 มูลฐานความผิดเสียก่อนจึงจะดำเนินการได้ แต่ดีเอสไอโดยการนำของนายธาริต เพ็งดิษฐ์ หนึ่งในกรรมการศรส.กลับรับไปทำเป็นคดีพิเศษเสียเอง ซึ่งถือว่าผิดขั้นตอน
ประเด็นที่หก การที่ศาลแพ่งพิพากษาห้ามใช้ประกาศคำสั่ง 9 ข้อตามพ.ร.ก.ฉุกเฉิน จะทำให้ศรส. ถูกฟ้องร้องดำเนินคดีตามมาอีกมากมาย
ประเด็นที่เจ็ด เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติการใช้ "อารมณ์" มากเกินไป เช่น เหตุการณ์ปะทะกันที่บริเวณเวทีกองทัพธรรม สะพานผ่านฟ้าลีลาศ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต และบาดเจ็บอีกเป็นจำนวนมาก
ประเด็นที่แปด กลุ่มผู้ชุมนุมได้ "สรุปบทเรียน" จากเหตุปะทะ เช่น ที่หน้าวัดศรีเอี่ยม เขตบางนา และแยกหลักสี่ เพื่อปิดช่องโหว่ในการปฏิบัติการ แต่ศรส. กลับไม่ได้สรุปบทเรียนจากที่ผ่านมาเลย
ประเด็นที่เก้า การชุมนุมของ กปปส. มีการเปิดกว้างระดมความคิดจากทุกสาขาอาชีพ แต่ศรส.ตัดสินใจโดยคนเพียงไม่กี่คน และปิดรับมุมมองที่คิดแตกต่าง
ประเด็นที่สิบ ศรส.ประเมินว่าฝ่ายตัวเองมีกำลังพลสนับสนุนมากเพียงพอแล้ว แต่ กปปส. คิดว่ากำลังของตัวเองยังไม่เพียงพอ จึงมีความพยายามแสวงหาระดมสรรพกำลังเพื่อมาร่วมต่อสู้อยู่ตลอด
ฝ่ายความมั่นคงสรุปปิดท้ายว่า การที่ศรส.เดินเกมผิดพลาดเยอะ เพราะการไม่เปิดรับข้อมูลข่าวสาร แต่เลือกที่จะรับในสิ่งที่อยากจะฟัง แม้จะมีกองเชียร์เยอะ แต่เป็นเพียงกองเชียร์ที่เชียร์เฉยๆ และหวังเพียงให้มีการ "เลือกตั้ง" ให้ได้ เพื่อให้ตัวเองกลับมามีอำนาจอีกครั้ง เพราะเป็นทางรอดทางเดียว แต่ตอนนี้ทางรอดคล้ายจะถูกปิดตายเพราะความผิดพลาดของศรส.เองแล้ว แถมยังมีแนวโน้มว่า ทั้งศรส.และคนในรัฐบาลจะถูกฟ้องร้องดำเนินคดีตามมาอีกยาว จะเรียกว่าเป็นบัญชีหางว่าวก็คงไม่ผิดนัก
--------------------------------
(หมายเหตุ : ฝ่ายมั่นคงเจาะ 10ปม ข้อผิดพลาด'ศรส.' : ทีมข่าวความมั่นคง)



