
'ภัยแล้ง'สัญญาณร้ายวิกฤติลูกโซ่
'ภัยแล้ง'สัญญาณร้ายวิกฤติลูกโซ่ : กัมปนาท ขันตระกูล /จตุรพร สุขอินทร์ /ศุภชัย วิเศษสรรค์รายงาน
ปัญหา "ภัยแล้ง" เริ่มส่งสัญญาณเตือนภัยออกมาเป็นระยะๆ โดยภัยแล้งที่เกิดขึ้นไปทุกย่อมหญ้าในขณะนี้คงไม่มีใครปฏิเสธว่า มันกำลังส่งผลกระทบต่อเนื่องมาถึงการบริหารจัดการน้ำในภาคเกษตร และการผลิตเป็นน้ำประปาเพื่อรองรับความต้องการของชาวไทยทุกคน ซึ่งปัญหานี้เป็นความท้าทายที่ภาครัฐจะต้องเตรียมการรับมือกับสภาพปัญหาดังกล่าวอย่างจริงจัง
ภัยแล้งในปีนี้มีผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายฟันธงว่า จะวิกฤติอย่างหนัก หลังจากเจ้าหน้าที่ภาครัฐประสบความล้มเหลวจากการขอความร่วมมือให้เกษตรกรและชาวนางดทำ "นาปรัง" เพื่อประหยัดการใช้น้ำในภาคเกษตร และลดความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายในกรณีที่น้ำไม่เพียงพอ
ปมปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ใช่คำกล้างอ้างลอยๆ เพราะจากข้อมูลกรมชลประทานพบว่า การจัดสรรน้ำในลุ่มเจ้าพระยากำลังประสบปัญหา เนื่องจากขณะนี้พบว่า "ชาวนาปลูกข้าวเพิ่มขึ้นถึง 200%" แม้ว่าก่อนหน้านี้กรมชลประทานออกคำเตือนร้องของดการปลูกข้าว เพราะจะส่งผลกระทบต่อการใช้น้ำสาขาอื่น โดยเฉพาะน้ำเพื่อใช้ในการอุปโภคบริโภคที่จะนำมาผลิตเป็นน้ำประปา รวมถึงการจัดสรรน้ำเพื่อการรักษาระบบ ในแง่ของการเป็นน้ำต้นทุน ที่จะผลักดันน้ำเค็ม
เหมือนผีซ้ำด้ำพลอย ปัญหาเก่าไม่ทันจะแก้ตก ปัญหาใหม่ที่ใหญ่ไม่แพ้กันก็มาเร็วชนิดไม่ทันคาดคิด เมื่อขณะนี้แม่น้ำเจ้าพระยาประสบปัญหาความเค็มรุกล้ำอย่างรวดเร็วในปีนี้ ซึ่งเรื่องดังกล่าวส่งผลกระทบมาถึงการผลิตน้ำประปาของการประปานครหลวง (กปน.) โดยตรง แต่ที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือ เดิมทีปัญหาดังกล่าวจะเกิดประมาณเดือนเมษายน-พฤษภาคม แต่จากสถานการณ์วิกฤติภัยแล้งในปีนี้ ทำให้ปัญหาน้ำเค็มรุกเข้ามาเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์
จากผลกระทบในเรื่องความเค็มรุกล้ำเข้ามาในเจ้าพระยา ส่งผลให้ กปน.ต้องปรับแผนการผลิตน้ำประปาใหม่ในทันที เช่น หยุดการสูบน้ำดิบเข้าคลองประปาในช่วงที่ค่าคลอไรด์สูง เพื่อรอให้ความเค็มลดต่ำลง รวมถึงการยกระดับน้ำในคลองประปาให้สูงขึ้น เพื่อสำรองน้ำดิบที่มีค่าความเค็มอยู่ในเกณฑ์นำมาผลิตน้ำประปาให้ได้มากที่สุด
ขณะที่การแก้ไขปัญหาทั้งระบบนั้น เบื้องต้นกรมชลประทานได้ประสานไปยังเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ เพื่อขอให้ผันน้ำมาสนับสนุน เพื่อให้เกิดการเจือจางน้ำเค็มให้ได้มากที่สุด แต่ข้อห่วงใยในขณะนี้คือ ปริมาณน้ำที่มีอยู่ทั้งต้นทุน และน้ำสำรองลดน้อยลงอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ฤดูแล้งยังลากยาวไปกว่า 2 เดือนจึงจะสิ้นสุด
นายธนรัชต์ ภุมมะกสิกร ผู้อำนวยการเขื่อนศรีนครินทร์ อ.ศรีสวัสดิ์ จ.กาญจนบุรี เปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนศรีนครินทร์ ปัจจุบัน (21 ก.พ.2557) อยู่ที่ระดับ 171.78 เมตร เป็นปริมาณน้ำ 14,503.76 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 81.73% สำหรับเขื่อนวชิราลงกรณ สถานการณ์น้ำอยู่ที่ระดับ 147.53 เมตร คิดเป็นปริมาณน้ำ 6,225.56 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 70.27% โดยปริมาณน้ำของเขื่อนทั้งสองลดลงกว่าปี 2556 เพียงเล็กน้อย
ส่วนการจัดสรรน้ำนั้น เชื่อว่าปริมาณน้ำที่กักเก็บของทั้งสองเขื่อนรวมกันเป็นจำนวน 8,802.71 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยทั้ง 2 เขื่อนระบายน้ำรวมกันได้ประมาณ 40 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน เมื่อคำนวณหาปริมาณน้ำเชื่อว่า น้ำจะเพียงพอให้ใช้ตลอดช่วงฤดูแล้ง 3 เดือนนี้ โดยจะใช้น้ำประมาณ 3,600 ล้านลูกบาศก์เมตร
ส่วนสถานการณ์น้ำในเขื่อนภูมิพล จ.ตาก นั้น นายรักชาติ เหล็กบุญเพชร หัวหน้าแผนกเดินเครื่องโรงไฟฟ้าเขื่อนภูมิพล จ.ตาก กล่าวว่า สถานการณ์น้ำอยู่ในเกณฑ์ต่ำ จากข้อมูลวันที่ 21 กุมภาพันธ์ มีปริมาณน้ำอยู่ในเขื่อน 6,309 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 46.87 ของปริมาณความจุ ส่วนปริมาณน้ำที่ใช้งานหรือน้ำที่สามารถระบายออกจากเขื่อนได้เหลือเพียง 2,509.75 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 25.98 เท่านั้น ซึ่งการระบายน้ำภายในช่วงวันที่ 17-23 กุมภาพันธ์ ยังคงระบายน้ำตามปกติที่ 20 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน แต่สัปดาห์หน้าและสัปดาห์ถัดไปอาจจะลดการระบายน้ำลงเป็น 18 ล้านลูกบาศก์เมตร และ 15 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อสำรองน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง
"ปริมาณน้ำดังกล่าวอาจจะเพียงพอต่อการอุปโภค-บริโภค หากลดการระบายน้ำลงตามความเหมาะสม แต่สำหรับการทำการเกษตรในพื้นที่ท้ายน้ำ ปริมาณน้ำในช่วงฤดูแล้งคงไม่เพียงพอ ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องขอความร่วมมือและสร้างความเข้าใจกับเกษตรกร ถึงสถานการณ์น้ำในปัจจุบัน และปัญหาที่จะเกิดขึ้นอย่างเร่งด่วน” นายรักชาติ กล่าว
ทางด้าน ดร.สุเทพ เลิศศรีมงคล ผู้อำนวยการเขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้ปรับแผนให้เหมาะสมสอดคล้องกับสถานการณ์จริง อย่างเช่น ช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา เกษตรกรในพื้นที่ท้ายน้ำมีการทำนาปรังมากถึง 7 ล้านไร่ มากกว่าปีที่ผ่านมาถึง 2 ล้านไร่ ทำให้ต้องใช้น้ำปริมาณมากขึ้น จึงเพิ่มการระบายน้ำจากเดิมวันละ 10 ล้านลูกบาศก์เมตร เป็น 20 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน และที่ผ่านมาทางเขื่อนภูมิพล และเขื่อนสิริกิติ์ ได้ระบายน้ำใช้งานรวมกันออกมาแล้วเกือบ 5,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งถือว่าสูงมาก เมื่อเทียบกับปริมาณน้ำใช้งานสำรองที่เหลืออยู่ของทั้ง 2 เขื่อน
"สถานการณ์น้ำในเขื่อนอยู่ในเกณฑ์ต่ำเช่นเดียวกับปี 56 โดยข้อมูล ณ วันที่ 21 กุมภาพันธ์ มีปริมาณน้ำในเขื่อน 4,964 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 52.20 ของปริมาณความจุ ส่วนปริมาณน้ำที่ใช้งานหรือน้ำที่สามารถระบายออกจากเขื่อนได้มี 2,114 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 31.74 เท่านั้น หากประชาชนที่อยู่บริเวณท้ายน้ำตลอดจนบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยาปลูกข้าวนาปรังครั้งที่ 2 จะทำให้ปริมาณน้ำใช้งานที่เขื่อนระบายออกมาไม่เพียงพอ และหากไม่มีฝนตก จะทำให้ปริมาณน้ำมีไม่เพียงพอต่อการทำนาปรังครั้งที่ 2 อย่างแน่นอน ดังนั้นต้องขอความร่วมมือเกษตรกรให้งดการทำนาปรังครั้งที่ 2 เนื่องจากนา 1 ไร่จะใช้น้ำ 1,000 คิว ซึ่งสูงมาก” ดร.สุเทพ กล่าว
ขณะเดียวกันด้านความเห็นของกลุ่มเกษตรกรผู้ใช้น้ำนั้น มีความเห็นที่แตกต่างกันอกออกไปในแต่ละพื้นที่ โดย นายเข็มชาติ จิ๋วปัญญา ประธานกลุ่มเกษตรกรทำนา ต.ไม้งาม อ.เมือง จ.ตาก กล่าวว่า พื้นที่ ต.ไม้งาม ไม่ได้รับผลกระทบในช่วงฤดูร้อนมากนัก เนื่องจากอยู่ใกล้แม่น้ำปิง ทางเขื่อนภูมิพลจะระบายน้ำมาตลอด มากบ้างน้อยบ้าง แต่ยังเพียงพอในการทำนา และหากน้ำในแม่น้ำปิงลดลง ยังมีสระ มีบ่อน้ำบาดาล พื้นที่ซึ่งจะประสบปัญหารุนแรงกว่าก็คือ ต.น้ำรึม ต.วังประจบ ต.ตลุกกลางทุ่ง และต.โป่งแดง อ.เมือง จ.ตาก
ส่วน นายประนอม อ่อนนุ่ม เกษตรกร ต.โป่งแดง อ.เมือง จ.ตาก กล่าวว่า ต.โป่งแดง ไม่มีคลองส่งน้ำเหมือนตำบลอื่นๆ แหล่งน้ำในพื้นที่มีอ่างเก็บน้ำตามโครงการพระราชดำริและอ่างเก็บน้ำที่กรมชลประทานมาสร้างไว้ให้ ที่ใช้ได้มี 3 อ่าง แต่ตอนนี้ปริมาณน้ำน้อยกว่าปีที่แล้ว ซึ่งปีที่ผ่านๆ มาจะมีวิกฤติภัยแล้งประมาณเดือนเมษายน-พฤษภาคม แต่ปีนี้ดูเหมือนว่าจะมาเร็ว ส่วนแหล่งน้ำหลักอีกแห่งคือ คลองแม่ระกา เป็นแหล่งน้ำที่ใช้ทั้ง 13 หมู่บ้าน เพื่อทำการเกษตรและใช้เป็นแหล่งผลิตน้ำประปาสำหรับอุปโภคบริโภค ขณะนี้ก็เริ่มแห้งขอดแล้ว
"ตอนนี้เริ่มวิกฤติแล้ว ชาวบ้านบางคนที่ทำนาหว่านช่วงเดือนมกราคม ปล่อยให้แห้งตาย รวมๆ แล้วเสียหายไปถึง 50 ไร่ ส่วนพื้นที่ใกล้น้ำพอมีน้ำทำนา บางส่วนเริ่มเก็บเกี่ยวข้าวแล้ว แต่ช่วงนี้คงไม่มีใครปลูกข้าว เพราะทางอำเภอประกาศมาตั้งแต่ช่วงปลายปีว่า ปีนี้น้ำน้อยจะแล้งจัด จึงไม่ทำนา ส่วนคนที่ทำบางคนต้องขาดทุน เพราะน้ำไม่พอ" นายประนอม กล่าว
ภาพของวิกฤติจากภัยแล้งที่กำลังก่อตัวขึ้นเชื่อว่าคงเอาเรื่องอยู่ ซึ่งคงเป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะรัฐบาล ต้องเร่งเข้ามาแก้ไขอย่างจริงจังมากขึ้น เพราะมิฉะนั้นความทุกข์ยากคงตกไปที่ประชาชน และเกษตรกรชาวไทยอย่างหนีไม่พ้น
--------------------------------
(หมายเหตุ : 'ภัยแล้ง'สัญญาณร้ายวิกฤติลูกโซ่ : กัมปนาท ขันตระกูล /จตุรพร สุขอินทร์ /ศุภชัย วิเศษสรรค์รายงาน)



