
ขอบใจจริงๆ
ขอบใจจริงๆ : วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ กับ ประภัสสร เสวกุล
ผู้บริหารองค์กรแห่งหนึ่งบอกกับผมว่า ท่านขอบคุณโรคภัยไข้เจ็บ ที่ทำให้ท่านมีชีวิตที่มั่นคงและเจริญก้าวหน้าเช่นที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้ ท่านเล่าว่า ในครอบครัวของท่าน ทั้งคุณลุง พี่ชาย 2 คน เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งในตับอ่อน คุณพ่อกับคุณแม่ก็เป็นมะเร็งที่เดียวกัน ตอนแรกท่านเครียดมาก ไม่เป็นอันทำงานทำการ ด้วยความวิตกกังวลว่าตัวเองก็คงจะหนีโรคร้ายนี้ไม่พ้น แต่ในที่สุดก็ทำใจได้ว่า ถ้าหากมันจะเป็นมะเร็งจริงๆ ก็คงจะต้องเป็น ไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้
เมื่อทำใจได้เช่นนี้ ท่านก็เปลี่ยนมุมมองใหม่ว่า ไหนๆ ก็ต้องมีชีวิตอยู่กับโรคนี้แล้ว ก็ควรอยู่ร่วมกันฉันมิตร ไม่ตั้งตนเป็นศัตรูกัน ไม่คิดว่าโรคภัยเป็นสิ่งเลวร้าย แต่คิดว่าเขาเป็นเหมือนเพื่อนหรือญาติของเราคนหนึ่ง ซึ่งอาจจะมีความไม่ดีบางอย่างบางประการ แต่ถ้าเรามองเขาในแง่ดี ให้ความรัก ความปรารถนาดีต่อเขา เขาก็ย่อมตอบสนองเราด้วยความรู้สึกเดียวกัน และไม่กล้าแสดงความร้ายกาจออกมา เพราะเกรงว่าจะเสียคนที่รักเขา
ผู้บริหารองค์กรท่านนั้น บอกว่า เมื่อคิดได้เช่นนี้ ท่านก็มีกำลังใจที่จะทำงาน และที่สำคัญก็คือ การดูแลสุขภาพ ท่านไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ไม่เที่ยวกลางคืน ไม่ทำอะไรที่บั่นทอนสุขภาพ ขณะเดียวกันก็เผื่อแผ่ความรักและความปรารถนาดีไปยังผู้อื่น เริ่มจากลูก เมีย พนักงานในบริษัท แม้กระทั่งคนที่ได้ชื่อว่าร้ายๆ ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นนักเลง หัวขโมย คนติดยาเสพติด ด้วยแนวคิดเดียวกันที่ว่า ถ้าเราดีกับเขา เขาก็ย่อมดีต่อเรา หรืออย่างน้อยก็ไม่กล้าร้ายต่อเรา เพราะเกรงจะเสียคนที่มีความรู้ดีๆ ต่อเขา
ท่านเล่าว่า ทุกครั้งที่ทำบุญทำกุศล ก็จะอุทิศบุญกุศลนั้นแก่โรคภัยไข้เจ็บในตัวท่านด้วย และที่ไม่น่าเชื่อก็คือเมื่อไม่นานมานี้ คุณหมอที่ดูแลท่านอยู่แสดงความยินดีกับท่านว่า ท่านมีภูมิคุ้มกันพิเศษป้องกันไวรัส บี ในตับ เกิดขึ้นเอง ท่านเชื่อว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นเพราะการคิดดี ทำดี และมอง “เพื่อนร่วมโรค” ฉันมิตร ซึ่งจิตใจที่ดีงามจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดี
ท่านสรุปว่า คนทุกคนที่เกิดมาบนโลกนี้ต่างก็มีกรรมเป็นเครื่องกำหนด โดยเราไม่มีทางรู้ว่าเราทำกรรมดีกรรมชั่วอะไรมาบ้างในชาติปางก่อน บางคนอาจจะคิดว่า ในชาตินี้ตนเองทำความดีมากมาย แต่ทำไมถึงได้รับความทุกข์ยากเดือดร้อนแล้วเลยพาลน้อยใจโชคชะตา หรือเป็นเดือดเป็นแค้นเมื่อเห็น ที่รู้ๆ กันอยู่ว่าสารเลวได้ดิบได้ดี ซึ่งทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพราะกรรมเก่าที่เราและเขาเคยทำไว้และตามมาส่งผลในชาตินี้ แต่ถึงแม้ว่าเราจะตกอยู่ใต้กฎแห่งกรรมของชาติก่อน แต่สำหรับชาติต่อไป เราเองคือผู้กำหนดกรรมในอนาคต แน่นอนว่าเมื่อเราตั้งมั่นอยู่ในศีลในธรรม และคุณความดี เลี้ยงชีวิตในทางที่ชอบ ไม่เบียดเบียนคดโกงใคร ก็จะเป็นต้นทุนที่ดีซึ่งติดตัวไปถึงภพหน้า แต่ถ้าชาตินี้ เป็นคนที่ไม่อยู่ในศีลในธรรม ทำแต่ความชั่วช้าสามานย์ ผิดทำนองคลองธรรม มุ่งหน้าแต่จะกอบโกยผลประโยชน์ในทางมิชอบ ก็คาดการณ์ได้ล่วงหน้าเลยว่า ชาติหน้าเขาเหล่านั้นย่อมจะต้องเสวยผลของกรรมชั่วที่ทำไว้
ผมฟังแล้วก็ได้แต่ขอบคุณท่าน เพราะสิ่งที่ท่านคิด ท่านทำและท่านพูด ล้วนให้สติในหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของจิตใจ สุขภาพ การทำความดี-ความชั่ว รวมถึงเรื่องราวในสังคมทุกวันนี้ ขอบคุณจริงๆ ครับ
ท้ายคอลัมน์วันนี้ขอแนะนำหนังสือน่าอ่าน “พายุตะวันตก” ของ เฉลิมศักดิ์ แหงมงาม นักเขียน-นักปกครอง นิยายอิงประวัติศาสตร์ ว่าด้วยการไล่ล่าอาณานิคมทะเลปากอ่าวไทย ประชาธิปไตยและสงคราม (สนพ.บ้านเก่า/240 บาท)



