ข่าว

เร่งหยุดความรุนแรง

เร่งหยุดความรุนแรง

24 ก.พ. 2557

เร่งหยุดความรุนแรง : บรรณาธิการประจำวันจันทร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2557

               เป็นความสลดหดหู่ใจสุดที่จะบรรยาย เมื่อเด็กหญิงวัยเพียงแค่ 5 ขวบ ต้องมาสังเวยเหตุการณ์ปาระเบิดและกราดยิงไปยังเวทีกิจกรรมทางการเมืองของคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ตลาดยิ่งเจริญ อ.เขาสมิง จ.ตราด เมื่อค่ำวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก ทั้งที่ครอบครัวของเด็กน้อยที่ต้องเสียชีวิตลงนี้ ไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับความขัดแย้งทางการเมืองทั้งสิ้น หากแต่พวกเขามาประกอบสัมมาอาชีพค้าขาย หาเงินเลี้ยงปากเลี้ยงท้องตามปกติ แต่คนร้ายผู้มีจิตใจอำมหิตหาได้แยกแยะไม่ เพราะได้ลงมือเพียงเป้าประสงค์ให้เกิดความรุนแรงบาดเจ็บล้มตายเพื่อจุดหมายทางการเมืองเพียงเท่านั้น


               เหตุการณ์เศร้าสลดครั้งล่าสุดนี้ เกิดขึ้นให้หลังเพียงไม่กี่วันจากการขอคืนพื้นที่ชุมนุม กปปส.ในส่วนของกองทัพธรรมบริเวณสะพานผ่านฟ้าลีลาศมีผู้เสียชีวิตถึง 5 คน บาดเจ็บอีกหลายสิบคนเช่นกัน โดยก่อนหน้านั้นมีผู้เสียชีวิตไปแล้วกว่า 10 คน บาดเจ็บนับร้อย ทั้งจากการปะทะและเหตุลอบยิง ปาระเบิด ฯลฯ บางเหตุการณ์เกิดขึ้นในยามดึกดื่นปลอดผู้คน และขาดการระมัดระวังเพียงพอ แต่บางกรณีก็เกิดขึ้นกลางวันแสกๆ อย่างเช่นการปาระเบิดเข้าไปในขบวนล่วงหน้าของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส.ที่บริเวณถนนบรรทัดทอง การปิดล้อมทำร้ายกันที่บริเวณถนนศรีนครินทร์ ด้านหน้าวัดศรีเอี่ยม เป็นเหตุให้นายสุทิน ธราทิน แกนนำถูกยิงเสียชีวิต เหตุปะทะที่บริเวณแยกหลักสี่ มืดมือลอบยิงระเบิดเข้าไปในศาลอาญาและศาลแพ่ง รัชดาฯ และวางระเบิดหน้าซูเปอร์สโตร์ ฯลฯ

               อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาที่มาแห่งเหตุความรุนแรงขึ้น ย่อมไม่พ้นไปจากการสร้างสถานการณ์เพื่อให้บรรลุเป้าประสงค์บางอย่างของฝ่ายการเมือง โดยที่เจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่สามารถจับกุมคนร้ายเพื่อขยายผลทางคดีได้แม้แต่สักรายเดียว แม้ว่าก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก จะเคยออกมาเรียกร้องให้ตำรวจเร่งรัดทำคดีความรุนแรงต่างๆ เพื่อสร้างความกระจ่าง ที่ผู้บัญชาการทหารบกเชื่อว่าจะสามารถหยุดยั้งเหตุการณ์เอาไว้ได้ แต่เมื่อตำรวจนอกจากจะทำคดีล่าช้าแล้ว กลับวางสถานะของตนเป็นคู่ขัดแย้งกับฝ่ายผู้ชุมนุม กปปส.เสียเอง จึงยิ่งคาดหวังได้ยากว่าคดีจะคืบหน้า ยังไม่ต้องพูดถึงว่าตำรวจจะทำหน้าที่ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ให้ความอุ่นใจแก่ประชาชนได้หรือไม่ ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลรักษาการเองกลับดูเหมือนจะยักคิ้วหลิ่วตาให้ท้ายกลุ่มการเมืองที่กำลังออกมาเคลื่อนไหวต่อต้าน กปปส.อีกต่างหาก

               สถานการณ์บ้านเมืองขณะนี้เดินมาถึงจุดอันตรายอย่างยิ่ง พูดอีกอย่างก็คือ ทั้งสองฝ่ายพร้อมที่จะแตกหัก โดยมีกลุ่มผู้นิยมความรุนแรงซ่อนอยู่เบื้องหลังเพื่อคอยฉกฉวยโอกาส ซึ่งก็มีเหตุการณ์ที่ชี้ให้เห็นแล้วว่า ยิ่งนานวันกลุ่มที่ว่านี้ก็ยิ่งกำเริบเสิบสาน ลงมือได้โดยไม่สนใจว่าเหยื่อจะไปเป็นใคร ไม่เว้นแม้แต่เด็กที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวด้วย ไม่เว้นแม้แต่ศาลยุติธรรม ซึ่งเป็นสถาบันหลัก ราวกับจะทำให้เห็นว่า บ้านเมืองไร้ขื่อแป โจทย์ใหญ่ขณะนี้จึงอยู่ที่ความพยายามทุกวิถีทางไม่ให้ความรุนแรงไม่ว่าจะมาจากฝ่ายไหนก็ตามเกิดขึ้นอีก พร้อมๆ ไปกับระดมสรรพกำลังสติปัญญาจากทุกฝ่าย เพื่อหาทางออกให้ชาติบ้านเมืองโดยเร็วที่สุด ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป