
"วุฒิ"คว่ำพ.ร.ก.ขึ้นภาษีสรรพามิตน้ำมัน
ที่ประชุมวุฒิสภา คว่ำพ.ร.ก.ขึ้นภาษีสรรพามิตน้ำมัน ด้วยคะแนน 58 ต่อ 33 เสียง
(22มิ.ย.) การประชุมวุฒิสภา มีนายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา ทำหน้าที่ประธาน โดยที่ประชุมได้พิจารณาร่างพ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 (ฉบับที่ 5 ) พ.ศ. 2552
พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนาวานิช ส.ว.สรรหา กล่าวว่า ตนไม่เห็นด้วยกับการที่รัฐบาลขั้นภาษีน้ำมัน เพราะส่งผลกระทบต่อประชาชน ขณะนี้ราคาน้ำมันในประเทศประมาณ 30 บาทต่อลิตร ทั้ง ๆ ที่ความเป็นจริงราคาที่ควรจะเป็นคือประมาณครึ่งหนึ่ง และเมื่อเปรียบเทียบราคาน้ำมันตลาดโลกเมื่อปีที่แล้วพุ่งสูงขึ้นถึง 150 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ราคาน้ำมันในบ้านเราประมาณ 40 บาทต่อลิตร แต่ในปีนี้ราคาน้ำมันตลาดโลก 70 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล แต่ราคาน้ำมันบ้านเรากลับสูงถึงลิตรละ 30 บาท ซึ่งสูงกว่าความเป็นจริงถึง 70-80% ตนรู้ดีว่า รัฐบาลไม่เงิน รัฐบาลจึงออก พ.ร.ก. และพ.ร.บ.กู้เงิน 8 แสนล้านบาทเพื่อปิดหีบงบประมาณ อยากถามว่ารัฐบาลมีทางเลือกที่ดีกว่าการขึ้นภาษีน้ำมันหรือไม่ และที่รัฐบาลบอกว่า ไม่กระทบต่อผู้บริโภคนั้นไม่จริง เพราะการขึ้นราคาตลาดโลกขึ้น รัฐบาลก็ประกาศขึ้นราคาน้ำมันครั้งละ 60-80 ส.ต.ต่อลิตร ขึ้นเดือนละ 2-3 ครั้ง ประชาชนก็เสียเงินเพิ่มประมาณ 300 บาทต่อเดือน
นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ว.สรรหา กล่าวว่า การขึ้นภาษีน้ำมันส่งผลกระทบต่อต้นทุนสินค้า โดยเฉพาะราคาสินค้าเกษตร ซึ่งประชาชนจะต้องแบกรับต้นทุนค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่ราคาสินค้าการเกษตรตกต่ำ ทำให้เกษตรกรต้องได้รับผลกระทบ 2 เด้ง นอกจากนี้ยังทำให้การกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลได้รับผลกระทบโดยตรง รัฐบาลบอกว่า ราคาน้ำมันคือ ราคาน้ำมันดิบบวกค่าการตลาดบวกค่าภาษีสรรพามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม จนเป็นราคาขายหน้าปั้ม ซึ่งราคานี้ไม่รวมกับค่าขนส่ง รัฐบาลบอกได้หรือไม่ว่า ราคาน้ำมันที่รวมกับค่าภาษีนั้นเพิ่มมากน้อยเพียงใด หรือเพิ่มกี่บาท และเงินที่รัฐบาลได้นั้นรัฐบาลได้นำไปใช้ประโยชน์อะไร ชี้แจงได้หรือไม่
นายอนุรักษ์ นิยมเวช ส.ว.สรรหา กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับการขึ้นภาษีน้ำมัน เพราะการขึ้นภาษีเป็นปัจจัยพื้นฐานเพื่อการผลิตในอุตสาหกรรม ซึ่งผิดหลักการ ตนสงสัยว่า ทำไมรัฐบาลไม่มุ่งเน้นหารายได้ในลักษณะอื่นมากว่าการเก็บภาษีน้ำมัน ทั้งเรื่องการส่งออก การท่องเที่ยว หรือเป็นเพราะการเก็บภาษีน้ำมันเป็นวิธีการที่ง่ายกว่าการหาเงินแบบอื่น การเน้นเรื่องการเก็บภาษีไม่ได้ช่วยรัฐบาล แต่เป็นการกระตุกไม่ให้เศรษฐกิจของประเทศพื้นตัวเพราะเป็นการเพิ่มต้นทุนการผลิต
น.ส.รสนา โตสิตระกูล ส.ว.กรุงเทพฯ กล่าวว่า การขึ้นภาษีน้ำมันเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ เพราะเป็นการรีดเงินในกระเป๋าประชาชน ทั้งๆที่รัฐบาลควรแก้ปัญหาราคาน้ำมันเพื่อให้ประชาชนได้ใช้น้ำมันราคาถูก ปัจจุบันราคาน้ำมันภายในประเทศอิงกับราคาสิงคโปร์ โดยราคาสิงคโปร์บวกกับค่าอะไรอีกหลายค่า จนออกมาเป็นราคาน้ำมัน หากรัฐบาลมีความรับผิดชอบรัฐบาลควรทบทวนราคาน้ำมันเสียใหม่ แต่รัฐบาลก็ไม่ตัดสินใจ เพราะบริษัทน้ำมันมีอิทธิพลต่อรัฐบาล ซึ่งในอดีตเคยมี รมว.พลังงาน ที่มีความคิดลดค่าการกลั่นหน้าโรงงาน 1 บาทต่อลิตร ซึ่งเท่ากับ 4 หมื่นล้านบาทซึ่งจะช่วยให้ระบบเศรษฐกิจดีขึ้น แต่ก็ไม่สามรถทนแรงกดดันได้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมาชิกหลายคนได้อภิปรายแสดงความไม่เห็นด้วยการขึ้นภาษีน้ำมันของรัฐบาล โดยส่วนใหญ่เห็นว่า รัฐบาลอยู่ในภาวะถังแตก จนต้องออกกฎหมายกู้เงิน 8 แสนล้านบาท เพื่อปิดหีบงบประมาณ แต่การขึ้นภาษีน้ำมันส่งผลกระทบต่อประชาชนโดยรวม และเป็นการผลักภาระให้กับประชาชน ที่สำคัญไม่เป็นผลดีต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะน้ำมันคือ ต้นทุนการผลิต
น.พ.พฤฒิชัย ดำรงรัตน์ รมช.คลัง ชี้แจงว่า การขึ้นภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชน และการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะ รัฐบาลใช้กองทุนน้ำมันเข้าไปแบกรับภาระในส่วนของภาษีที่เพิ่มขึ้น ทำให้ประชาชนไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่ม แต่ที่ประชาชนต้องจ่ายเงินเพิ่มมาจากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่เพิ่มสูงขึ้น ตามกลไกตลาดที่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเพิ่มสูงขึ้น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากน.พ.พฤฒิชัย ชี้แตง พล.อ.เลิศรัตน์ ได้ลุกขึ้นอภิปรายอีกครั้ง ว่า ตนรับไม่ได้กับการชี้แจงของรัฐมนตรี เหลายคนไม่รู้ว่า กองทุนน้ำมันคืออะไร มีหน้าที่อย่างไร ซึ่งกองทุนน้ำมันก็แบกภาระมากมากอยู่ต้อง ไม่ว่าการนำเงินใช้หนี้ ปตท. เป็นพันล้านบาท แม้ว่าราคาน้ำมันตลาดโลกจะลดลง แต่ราคาน้ำมันก็ไม่มีการปรับลดลง เพราะต้องเก็บเงินเข้ากองทุน
เมื่ออภิปรายถึงตรงนี้ทำให้นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ต้องขอชี้แจง โดยนายกรณ์ กล่าวว่า ยืนยันว่า การปรับภาษี 2 บาทต่อลิตร ไม่มีผลกระทบต่อประชาชน เพราะเดิมนั้นกองทุนน้ำมันก็เก็บจากประชาชนอยู่แล้ว 2 บาท ซึ่งแทนที่จะเก็บเท่าเดิมกองทุนก็ยกเลิกการเก็บ โดยขณะนี้กองทุนมีเงิน 2 หมื่นล้านบาท มีหนี้อยู่ 5 พันล้านบาท จึงมีเงินเหลืออยู่ 1.5 หมื่นล้านบาท จึงสามารถที่จะแบกรับภาระภาษีน้ำมันแทนประชาชนได้เดือนละ 600 ล้านบาท ซึ่งจะสามารถรับภาระได้นานพอสมควร
อย่างไรก็ตาม ถือเป็นความโชคไม่ดีของรัฐบาลที่มีการปรับภาษีน้ำมัน ในขณะที่ราคาน้ำมันตลาดโลกก็ปรับตัวสูงขึ้นจาก 40 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล มาเป็น 70 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ราคาน้ำมันภายในประเทศจึงได้ปรับตัวสูงขึ้นตามราคาตลาดโลก ไม่ใช่เพราะสาเหตุการขึ้นภาษีน้ำมัน เพราะกองทุนได้แบกรับภาระไว้
นายกรณ์ กล่าวว่า หากราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นมากกว่านี้ รัฐบาลอาจมีการทบทวนมาตรา ช่วย เหลือประชาชน “ 6 มาตรการ 6 เดือน ฝ่าวิกฤตเพื่อคนไทยทุกคน ” ในเรื่องของการลดภาษีอัตราน้ำมันนำกลับมาใช้อีกครั้ง เพื่อช่วยเหลือประชาชน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่ประชุมใช้เวลาเกือบ 2 ชั่วโมง ในที่สุดที่ประชุมวุฒิสภาได้มีมติไม่เห็นชอบ พ.ร.กแก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 (ฉบับที่ 5 ) พ.ศ. 2552 .ด้วยคะแนน 58 ต่อ 33 เสียง งดออกเสียง 10 เสียง ไม่ลงคะแนน 1 เสียง



