ข่าว

'ศรส.'อุทธรณ์คำสั่ง'ศาลแพ่ง'

'ศรส.'อุทธรณ์คำสั่ง'ศาลแพ่ง'

20 ก.พ. 2557

'ศรส.'เล็งยื่นอุทธรณ์ศาลแพ่ง คำสั่งห้าม 9 ข้อโดยเร็ว โวยทำบ้านเมืองสูญญากาศ ด้าน'สุรพงษ์'เชื่อ'นายกฯ'อยู่กทม. เผยเตรียมสถานที่ทำงานใหม่นายกฯแล้ว

 
                   20 ก.พ.57 นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ในฐานะกรรมการศรส.แถลงหลังการประชุมศรส.ว่า ศรส.ได้รับทราบคำพิพากษาของศาลแพ่งที่ได้นั่งพิจารณาและอ่านคำพิพากษาให้คู่ความฟังแล้ว ศรส.ขอเรียนประชาชนว่า การที่รัฐบาลได้ใช้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย คือ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน นั้น ก็เพื่อจัดให้มีหน่วยงานในลักษณะพิเศษ คือ ศรส.เข้ามาทำหน้าที่แก้ไขปัญหาของบ้านเมืองในภาวะไม่ปกติและเป็นสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ให้สามารถคลี่คลายนำความสงบสุขกลับสู่ประเทศชาติได้ดังเดิมโดยเร็วที่สุด
 
                   "ด้วยความเคารพต่อคำพิพากษาของศาลแพ่ง แต่เห็นแตกต่างในข้อกฎหมาย ศรส.จึงรู้สึกกังวลใจแทนประชาชนเป็นอย่างยิ่ง เพราะ ศรส.ได้ถูกสั่งโดยคำพิพากษาให้ยุติภารกิจอันเป็นอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย โดยการจำกัดหน้าที่อันจำเป็นที่จะต้องกระทำเป็นอย่างมากมาย โดยเฉพาะข้อห้ามกระทำการถึง 9 ข้อ ซึ่งล้วนเป็นสาระสำคัญที่ ศรส.จะต้องใช้เพื่อแก้ไขปัญหาของความไม่สงบในขณะนี้ และนับจากวันนี้เป็นต้นไป ศรส.ก็จะไม่สามารถปฏิบัติภารกิจได้หลายเรื่องจนอาจเกิดความเสียหาย เช่น การแก้ไขปัญหามิให้ กปปส.ออกมาขัดขวางการเลือกตั้ง ซึ่งกำลังจะมาถึงในเร็ววัน การเข้าปิดล้อม ปิดสถานที่ราชการให้กลับไปเปิดการให้บริการประชาชนอีก และการกระทำของ กปปส.ต่างๆ ซึ่งสังคมและประชาชนก็พบเห็นอยู่แล้วว่าเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และมีแต่จะสร้างความเสียหายต่อบ้านเมืองมากขึ้นอยู่ตลอดเวลา" นายธาริต กล่าว
 
                   นายธาริต กล่าวต่อว่า กรณีที่ศาลแพ่งอ้างผลของคำพิพากษาศาลรัฐธรรมนูญที่เคยวินิจฉัยไว้ว่า การชุมนุมของ กปปส.เป็นไปโดยสงบ เปิดเผย และปราศจากอาวุธ จึงเป็นการชุมนุมโดยชอบนั้น ศรส.เห็นว่า การวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเช่นนั้น เป็นข้อเท็จจริงในการชุมนุมช่วงแรกของ กปปส.แต่ต่อมาเมื่อเงื่อนไขของการชุมนุมคือ การต่อต้านกฎหมายนิรโทษกรรมได้จบสิ้นไปแล้ว กปปส.ก็ไม่ได้เลิกการชุมนุมกลับยกระดับเป็นการชุมนุมขับไล่รัฐบาล มีการปลุกระดม เชิญชวน ทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจาและการสื่อสารด้วยวิธีการต่างๆ อันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายของรัฐบาลและกฎหมาย เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่ทำให้เกิดความไม่สงบขึ้นในหลายพื้นที่และให้มีการล่วงละเมิดต่อกฎหมายแผ่นดิน มีการประกาศจัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกาล จัดตั้งสภาประชาชนโดยไม่มีกฎหมายรองรับ จัดตั้งกองกำลังอาสาสมัครรักษาการแทนตำรวจขึ้นเป็นการเฉพาะ บุกรุกและปิดยึดสถานที่ราชการ ขับไล่ข้าราชการให้เลิกปฏิบัติหน้าที่ การสั่งให้หยุดงาน การสั่งให้หยุดการเสียภาษี ตัดน้ำตัดไฟสถานที่ราชการ ตั้งกองกำลังไล่ล่านายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี เพิ่มเวทีการชุมนุมมากขึ้น ปิดการจราจรในถนนสำคัญๆ จนถึงประกาศปิดกรุงเทพมหานคร รวมถึงกระทำผิดกฎหมายอย่างร้ายแรงด้วยการขัดขวางการเลือกตั้งทั้งในกรุงเทพมหานครและหลายจังหวัดในภาคใต้ เป็นต้น
 
                   "ดังนั้น การกระทำของ กปปส.แม้จะชอบด้วยกฎหมายในช่วงแรก แต่หากต่อมาเป็นไปโดยผิดกฎหมายก็จะต้องพิจารณาแยกส่วนกัน มิใช่ว่าจะกระทำใดๆ ก็ได้ตามอำเภอใจก็จะกลายเป็นชอบ ไปหมดทั้งสิ้น ด้วยเหตุนี้ ศาลอาญาจึงได้ออกหมายจับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ พร้อมแกนนำอีกหลายคนในข้อหาเป็นกบฏ โดยศาลอาญาก็วินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเป็นคนละกรณีกับที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ศรส.ขอยืนยันว่า จะยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลแพ่งตามกฎหมายต่อไป แต่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ซึ่งจะต้องใช้เวลานานพอสมควรนั้น ศรส.มีความกังวลใจเป็นอย่างยิ่งที่ ศรส.และเจ้าหน้าที่ของ ศรส.ทุกคนจะไม่สามารถปฏิบัติภารกิจโดยเฉพาะส่วนที่เป็นสาระสำคัญตามที่กฎหมายกำหนดไว้ได้ เพราะคำพิพากษาของศาลแพ่งที่สั่งห้าม ศรส.ทั้ง 9 ข้อ ดังที่ทราบกันแล้ว สภาวะเสมือนสูญญากาศที่ขาดการบังคับใช้กฎหมายเช่นนี้ จึงเป็นความเสี่ยงสูงต่อการที่สังคมจะเพิ่มความขัดแย้งและความไม่สงบสุขมากขึ้นอีก เพราะกลุ่มประชาชนทั้งที่เห็นด้วยกับ กปปส. และที่ไม่เห็นด้วย ต่างก็มีจำนวนมากมายด้วยกันทั้งคู่ และด้วยความเดือดร้อนของประชาชน ด้วยการกีดขวางการจราจรตามถนนและสี่แยกต่าง ๆ เพราะ กปปส.สามารถเคลื่อนการชุมนุมไปตามสถานที่ต่างๆ ได้โดยเสรีตามใจชอบ จนเกิดภาวะวิกฤติในเมืองหลวงของประเทศ การปิดล้อมสถานที่ราชการ การขัดขวางการเลือกตั้ง ซึ่งจะต้องเกิดขึ้นอีกแน่นอน โดยเฉพาะความเสียหายทางด้านเศรษฐกิจซึ่งเกิดขึ้นทุกๆ มิติ และทวีความรุนแรงมากขึ้น จึงอาจเกิดการกระทบกระทั่งและเข้าจัดการกันเองได้ เพราะภาครัฐไม่อาจบังคับใช้กฎหมายได้ ซึ่งจะเป็นสภาวะที่ไม่พึงประสงค์เป็นอย่างยิ่ง ศรส.จึงแสดงความเสียใจต่อพี่น้องประชาชนที่ ศรส.ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ตามความคาดหวังของพี่น้องประชาชนได้ เนื่องจากศาลแพ่งมีคำสั่งดังกล่าว "นายธาริต กล่าว
 
                   ด้านนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศ ในฐานะประธานที่ปรึกษาศรส. กล่าวว่า แม้คำพิพากษาของศาลแพ่ง จะทำให้ศรส.มีข้อจำกัดมากมายในการปฏิบัติหน้าที่แต่ศรส.จะมุ่งมั่นทำหน้าที่ต่อไป และจะยื่นอุทธรณ์โดยเร็วที่สุด
 
 
 
 
"สุรพงษ์"  เชื่อ "นายกฯ" อยู่กทม. เผย เตรียมสถานที่ทำงานใหม่นายกฯแล้ว
 
 
                   นายสุรพงษ์ กล่าวถึงกรณี ด.ต.ธีรเดช เล็กภู่ ผบ.หมู่ ป.สภ.แสนสุข จ.ชลบุรี ที่เตะระเบิดจนได้รับบาดเจ็บบริเวณสะพานผ่านฟ้าลีลาศ เมื่อวันที่ 18 ก.พ.ที่ผ่านมา ว่า หลังจากตนได้มอบหมายให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พิจารณาเรื่องการเลื่อนขั้น จากการตรวจสอบระเบียบปรากฏว่า สามารถเลื่อนขั้นจากยศ ด.ต. เป็น ร.ต.ต.ได้ เนื่องจากเป็นการปฏิบัติหน้าที่อย่างกล้าหาญ เด็ดเดี่ยว และเสี่ยงอันตราย เพื่อช่วยป้องกันเพื่อนตำรวจ ซึ่งในสัปดาห์หน้าจะนำเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ทั้งนี้ ตนเห็นว่าตำรวจที่มาทำหน้าที่ดูแลการชุมนุม พยายามทำหน้าที่ด้วยความอดทน ใช้เพียงโล่ห์ และกระบองในการป้องกันตัว ไม่มีการปฏิบัติให้เกิดความรุนแรง สมควรได้รับการปูนบำเหน็จกรณีได้รับบาดเจ็บ หรือเสียชีวิต โดยศรส.ให้ความสำคัญเรื่องนี้จึงได้กำชับให้ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงห์แก้ว ผบ.ตร. ดูแลตำรวจทุกหน่วยที่มาปฏิบัติหน้าที่ให้ได้รับความสะดวก ปลอดภัย และสร้างขวัญกำลังใจไม่ให้ย่อท้อ
 
                   นายสุรพงษ์ กล่าวถึงกรณีคำสั่งศาลแพ่งที่ให้คง พ.ร.ก.ฉุกเฉินแต่มีข้อห้ามต่างๆ ว่า ศรส.ทำตามหน้าที่ด้วยความระมัดระวัง เราไม่ต้องการให้ประชาชนที่มาชุมนุมโดยสงบ ปราศจากอาวุธได้รับอันตราย แต่ศรส.เชื่อว่ามีมือที่ 3 พยายามสร้างสถานการณ์ให้เกิดวุ่นวาย จะได้เป็นชนวนให้เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดมาล้มรัฐบาลได้
 
                   ผู้สื่อข่าวถามว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม จะใช้สถานที่ใดทำงานหลังจาก กปปส.ไปปิดล้อมสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ศรส.ดูแลเรื่องความปลอดภัยเป็นหลัก นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการกปปส.เป็นกบฏ ไปไล่ล่านายกฯ และคณะรัฐมนตรี น่าแปลกที่บ้านนี้เมืองนี้ กบฏไปรังควานไล่จับคนดีๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องไม่อยู่ในข้อห้ามของศาลอยู่แล้ว การที่นายกฯ ไปอยู่ในสถานที่ราชการ และกปปส.นำกำลังเข้ามาบุกรุกก็มีความผิดตามกฎหมาย ตำรวจก็ต้องทำตามกฎหมาย แต่ที่วันที่ 19 ก.พ.ที่ผ่านมา มีมวลชนมาปิดล้อมสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมจำนวนมาก นายกฯไม่ต้องการให้เกิดความวุ่นวาย จึงไม่ได้ได้เดินทางเข้าไปทำงานเท่านั้นเอง อย่างไรก็ตาม จากนี้ถ้านายกฯ จะไปทำงานที่ไหนตนจะเป็นผู้แถลงให้ทราบ
 
                   นายสุรพงษ์ กล่าวต่อว่า สำหรับรัฐมนตรีคนอื่น ที่เคยเข้าทำงานที่สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมนั้น เพราะนายกฯ เรียกประชุม แต่ไม่ได้ทำงานอยู่ในสถานที่ดังกล่าวตลอด รัฐมนตรีทุกคนทำงานอยู่ที่กระทรวง ทั้งนี้ ตนเชื่อว่า นายกฯ ยังอยู่ในกทม.ไม่ได้ไปไหน นายกฯ จะใช้ที่ศรส.ก็ทำงานได้แต่ท่านไม่ได้ดูที่นี่ และมอบหมายให้ร.ต.อ.เฉลิม อย่บำรุง รมว.แรงงาน ในฐานะผอ.ศรส.ดูแลอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม สำนักงานปลัดกลาโหม ยังใช้เป็นสถานที่ทำงานได้อยู่ เพราะนายกฯ มีตำแหน่งรมว.กลาโหมด้วย ซึ่งอาจใช้เป็นครั้งคราวตามภารกิจ ซึ่งการย้ายที่ทำงานไปมาของนายกฯ ไม่กระทบต่อการบริหารราชการแผ่นดิน เพราะสมัยนี้การทำงานง่ายขึ้น มีทั้งโทรศัพท์และวิดีโอคอนเฟอเร้นซ์ อีกทั้ง 2 ปีที่ผ่านมา นายกฯ ก็เดินทางตลอด ทั้งนี้ สำหรับภารกิจเดินทางไปต่างประเทศต้องงดไปก่อน จนกว่าทุกอย่างจะเข้าที่เข้าทาง ซึ่งตนจะเดินสายทำความเข้าใจกับประเทศมหาอำนาจ 5 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐฯ อังกฤษ รัสเซีย ฝรั่งเศส และจีน รวมถึงสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ในเร็วๆ นี้ เพื่อชี้แจงถึงสถานการณ์ของประเทศไทย
 
                   เมื่อถามว่า เป็นไปได้หรือไม่ว่าที่ทำงานสำรองนายกฯอาจต้องย้ายไปต่างจังหวัด นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ไม่มี เมืองหลวงยังอยู่กทม. ทั้งนี้ ได้มีการเตรียมสถานที่ทำงานของนายกฯ ไว้หลายที่ แต่ยังไม่บอกว่าที่ไหน เพราะกลัวนายสุเทพ จะต้องเดินทางไกลหัวใจจะวายตายก่อน ทุกวันนี้นายสุเทพ ถึงกับต้องใช้กำลังมาท้าตีท้าต่อย ร.ต.อ.เฉลิม เป็นนักเลงหรืออย่างไร
 
                   “ถ้าผมเป็นพี่เหลิม ผมรับท้าไปแล้ว เพราะผมพนันว่า พี่เหลิมชนะ นายสุเทพแขนคดต่อยไปก็ไม่ถึง แต่ก็กลัวว่ากำนันจะตายก่อน” นายสุรพงษ์ กล่าว