ข่าว

'มาร์ค'ยิ้มร่า!นอนให้เลือด

'มาร์ค'ยิ้มร่า!นอนให้เลือด

20 ก.พ. 2557

'มาร์ค'ยิ้มร่า!นำทีมอดีตส.ส.บริจาคเลือดสภากาชาด หลังคลังเลือดร่อยหลอ วอนทุกฝ่ายช่วยกันบริจาค หวังเลือดคนไทยรวมไทยเป็นหนึ่งเดียว

 

                     20 ก.พ.57 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยอดีต ส.ส.ของพรรคประชาธิปัตย์ ได้เดินทางไปบริจาคเลือด หลังทราบว่า คลังเลือดของสภากาชาดมีเลือดน้อยลงและอาจไม่พอต่อการให้บริการกับผู้ป่วย โดยหลังการบริจาคเลือด หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า อยากให้ประชาชนช่วยกันมาบริจาคเลือด เนื่องจากมีความต้องการใช้เลือดทุกวัน โดยเฉพาะในช่วงนี้สถานการณ์ไม่ปกติ 

                     นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ระยะหลังการใช้เลือดจึงมีความจำเป็นมากขึ้น และมากกว่าจำนวนผู้บริจาค หากปล่อยให้เป็นอย่างนี้คลังเลือดที่มีอยู่จะลดลงเรื่อย ๆ เพราะขณะนี้มีเหตุที่ทั้งประชาชน เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ที่ได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติภารกิจต้องการเลือด อยากให้คนไทยได้ช่วยเหลือกัน เช่น กรณีที่มีการโพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดียว่า ตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บต้องการเลือดกรุ๊ปเอนั้น ส่วนตัวคิดว่าทุกคนมีเลือดอยู่แล้ว หากคนไทยช่วยกันโดยไม่มีการแบ่งแยก จะเป็นการรวมเลือดคนไทยกลับเข้ามาเป็นหนึ่งเดียว ให้คนไทยได้สมัครสมานสามัคคีกัน ได้สังคมที่เกื้อกูลกันกลับมา

                     อย่างไรก็ตาม เฟซบุ๊กส่วนตัวชื่อ "Abhisit Vejjajiva" ซึ่งเป็นของนายอภิสิทธิ์ ได้โพสต์รูปภาพขณะที่นายอภิสิทธิ์บริจาคโลหิต อย่างไรก็ตาม มีผู้ใช้ได้เข้าร่วมแสดงความคิดเห็นต่างๆ นานา

 

 

'มาร์ค'ยิ้มร่า!นอนให้เลือด

 

'มาร์ค'ยิ้มร่า!นอนให้เลือด

 

'มาร์ค'ยิ้มร่า!นอนให้เลือด

 

'มาร์ค'ยิ้มร่า!นอนให้เลือด

 

'มาร์ค'ยิ้มร่า!นอนให้เลือด

 

 

ชี้คำสั่ง "ศาลแพ่ง" ส่งผล "หมายจับ 16 แกนนำกปปส." ละเมิด"พ.ร.ก.ฉุกเฉิน"หมดความหมาย 
 
 
                     นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงคำสั่งศาลแพ่งที่ไม่ยกเลิกการประกาศใช้ พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ( พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ) แต่ห้ามไม่ให้ปฏิบัติกับผู้ชุมนุมที่ใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญว่า เป็นเรื่องที่ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบ (ศรส.) ต้องทบทวนมาตรการต่างๆ ที่ดำเนินการอยู่ในขณะนี้ เพราะข้อห้ามของศรส.ที่ขัดต่อคำสั่งของศาลคงใช้ไม่ได้ 
 
                     ส่วนกรณีที่เคยมีการออกหมายจับ ในความผิดละเมิดพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ฝ่าฝืนตามข้อกำหนดนั้น หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า หมายจับนั้นก็ต้องยกเลิกไป แต่ถ้าผู้ชุมนุมทำผิดกฎหมายอาญา หรือกฎหมายอื่น เช่น ผิดกฎหมายเลือกตั้ง หรือบุกรุก ก็เป็นเรื่องที่ราชการยังดำเนินการได้อยู่ โดยความเห็นของตนคิดว่า ในส่วนของหมายจับ ทำผิดพ.ร.ก.ฉุกเฉิน หากอยู่ในขอบเขตที่ศาลกำหนดก็น่าจะถูกยกเลิกไปโดยปริยาย 
 
                     ผู้สื่อข่าวถามว่า จะต้องให้ผู้ที่ถูกออกหมายจับไปร้องต่อศาลเพื่อให้เพิกถอนหมายจับหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่แน่ใจว่าจะต้องมีการดำเนินการเช่นนั้นหรือไม่ แต่หลังจากนี้จะต้องดูแนวปฏิบัติของ ศรส.ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป เพราะทั้งศาลรัฐธรรมนูญและศาลแพ่งไม่ได้ก้าวล่วงในเรื่องการทำผิดกฎหมายฉบับอื่น ดังนั้น หากคิดว่ามีการทำผิดกฎหมายอาญาก็ดำเนินการตามปกติ แต่จะอ้างอิงอำนาจ หรือความคุ้มครองตามประกาศใน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ก็ต้องดูว่าเข้าข่ายที่ศาลห้ามหรือไม่ ซึ่งศรส.ควรปรับท่าที เพราะเหตุการณ์ปะทะกันที่สะพานผ่านฟ้าไม่ควรเกิดขึ้น เนื่องจากการเจรจาขอคืนพื้นที่ผู้ชุมนุมก็มีเหตุผล ทุกอย่างดูเรียบร้อย แต่มีคำสั่งมาจากระดับที่สูงกว่าจนทำให้เกิดปัญหาขึ้น
 
                     ส่วนที่มีข่าวว่า ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เปิดสายโทรศัพท์ให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร สั่งการนั้น หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ไม่ทราบข้อเท็จจริง แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นภาพที่สะเทือนใจประชาชน เชื่อว่า เจ้าหน้าที่ก็ไม่อยากปฏิบัติในภาวะเช่นนี้ จึงขอให้ทุกคนคิดถึงบ้านเมือง อย่าให้ความวุ่นวาย ความรุนแรงต้องเกิดขึ้น เพื่อสนองตอบความต้องการของคนเดียว ที่ไม่ได้เดือดร้อนกับความทุกข์ของคนไทยและอยู่นอกประเทศด้วย หากทำอย่างนั้นก็ใช้ไม่ได้ 
 
                     “ผมอยากเตือนไปยังศรส.ที่มีการแถลงบิดเบือนข้อเท็จจริง กรณียืนยันว่า ปฏิบัติการที่สะพานผ่านฟ้าไม่มีการใช้อาวุธกับผู้ชุมนุม เพราะขัดแย้งข้อเท็จจริง ไม่ช่วยให้เกิดผลดี และสร้างปัญหาตามมา เพราะความน่าเชื่อถือเป็นเรื่องสำคัญ หากคนไม่เชื่อถือรัฐและศรส.ก็จะเกิดผลกระทบทุกด้าน เนื่องจากความเชื่อมั่นเป็นหัวใจในการประคองสถานการณ์ทั้งเศรษฐกิจและการเมือง” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

 

 
 
จี้ความจริงใจ "ธ.ออมสิน" รับ ห่วง "ปชช." แห่ถอนเงิน กระทบเชื่อมั่น 
 
 
                     นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงกรณีที่ประชาชนแห่ถอนเงินธนาคารออมสินว่า ต้องเรียกความเชื่อมั่นกลับมาด้วยการให้ความจริงอย่างโปร่งใส ขณะนี้ หากปล่อยให้สถานการณ์ยืดเยื้อออกไป ทุกคนห่วงว่าจะสูญเสียและรุนแรงมากขึ้น ตนจึงเรียกร้องให้ฝ่ายการเมือง คือ รัฐบาลต้องเริ่มขยับหาทางออกให้กับประเทศ ซึ่งเห็นว่าแนวทางที่สามารถดำเนินการได้ คือ 1.ต้องหาข้อยุติในการเลือกตั้ง 2 ก.พ. ระหว่างรัฐบาลและคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หากจำเป็นต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญชี้  2.เรื่องการปฏิรูปจะเดินหน้าอย่างไร และ 3.นายกฯ กลายเป็นเงื่อนไขความขัดแย้ง จะเสียสละหรือแก้ปัญหาด้วยการหลีกไปให้บ้านเมืองเดินไปข้างหน้าอย่างไร 
 
                     “ถ้านายกฯ ยังไม่ปลดล็อกตรงนี้ก็จะคาราคาซังอย่างนี้ เพราะถ้ารัฐบาลไม่แก้ปัญหาอะไรเลย ใช้วิธีผลักดันสิ่งที่ตัวเองต้องการอย่างเดียว แค่เฉพาะการเลือกตั้งก็ใช้เวลาเป็นเดือน และระหว่างทางจะเกิดเงื่อนไขความขัดแย้งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนสุดท้ายจะเป็นการเลือกตั้งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายในที่สุด” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว
 
                     ส่วนกรณีที่ชาวนา จ.อุทัยธานี เคลื่อนเข้ามาในกทม.นั้น หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะชาวนารอเงินจำนวนมาก แต่รัฐบาลไม่ขายข้าวเพื่อนำเงินมาให้ชาวนา ในส่วนที่ขายไปได้เพียง 4 พันล้าน แต่หนี้ที่ติดชาวนาสูงถึง 1.3 แสนล้านบาท การที่นายกฯ และรัฐบาลสร้างขุดข้อมูลเท็จว่าปัญหานี้เป็นเรื่องการเมือง ไม่คิดว่าจะตบตาชาวนาได้ เพราะนับวันข้อมูลจะถึงชาวนากว้างขวางขึ้น เพราะโครงการนี้ไม่ได้เริ่มต้นจากการหาเงินกู้ รัฐบาลมีข้าวในมือมากกว่าคนไทยทั้งประเทศกินทั้งปี แต่ไม่เอาออกมาขาย ต้องถามว่าหาเงินกู้ทำไม
 
                     ผู้สื่อข่าวถามว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เคยระบุว่า โครงการรับจำนำข้าวเป็นโครงการที่ดี และคิดเองคนเดียว เลิกไม่ได้ ควรจะรับผิดชอบอย่างไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า สถานการณ์ขณะนี้พิสูจน์แล้วว่าความคิดของพ.ต.ท.ทักษิณ ใช้ไม่ได้ ที่เคยอวดอ้างว่าโครงการนี้จะทำกำไรก็ไม่เป็นความจริง จึงต้องรับผิดชอบ สิ่งที่พ.ต.ท.ทักษิณ จะทำได้ดีที่สุดสำหรับประเทศไทยคือ เลิกยุ่ง เลิกสร้างความวุ่นวายให้กับบ้านเมือง
 
                     หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่ประเทศอิรัก ระงับการสั่งซื้อข้าวจากประเทศไทย เพราะมีปัญหาเรื่องคุณภาพว่า น่าเป็นห่วง เคยเตือนแล้วว่ายิ่งเก็บข้าวในโกดังมากขึ้น แทนที่จะทำให้โปร่งใสว่า มีข้าวในสต็อกแค่ไหน คุณภาพเป็นอย่างไร หากไม่ตรงกับที่ระบุไว้ก็ต้องดำเนินการกับการทุจริตที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ รู้สึกเป็นห่วงว่า นอกจากปัญหาเฉพาะหน้าเรื่องการจ่ายเงินให้ชาวนาแล้ว ยังต้องสะสางปัญหาโครงการจำนำข้าวทั้งหมด เพื่อฟื้นฟูอุตสาหกรรมข้าวไทยกลับมา 
 
                     “ผมคิดว่าโดยต้องเริ่มต้นจากการระบายข้าวในสต็อกทั้งหมด ปรับกติกาการช่วยเหลือเกษตรกร ไม่ให้กระทบกับคุณภาพของข้าว ซึ่งยังต้องใช้เวลาในการเรียกความเชื่อมั่นจากตลาดที่ถูกแย่งไปอีกด้วย ซึ่งโอกาสที่ไทยจะกลับมาเป็นแชมป์ส่งออกข้าวได้อีก คือ การต้องรีบสะสางปัญหาจำนำข้าวให้หมด โดยน่าจะใช้เวลาหลายปีที่จะฟื้นฟูอุตสาหกรรมข้าวไทยได้เหมือนเดิม” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว