ข่าว

'ปชต.'กับความขัดแย้งทางการเมืองในอาเซียน

'ปชต.'กับความขัดแย้งทางการเมืองในอาเซียน

20 ก.พ. 2557

ประชาธิปไตยกับความขัดแย้งทางการเมืองในอาเซียน : นันทิดา พวงทองรายงาน

               ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองอย่างรุนแรงที่เกิดขึ้นในประเทศไทย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้จัดการบรรยายเรื่องการชุมนุมทางการเมือง เรื่อง "การชุมนุมทางการเมือง : ภาพสะท้อนการเติบโตของประชาธิปไตยในดินแดนอาเซียน" เพื่อสะท้อนถึงต้นตอของปัญหาทางการเมืองที่เกิดขึ้นในประเทศสมาชิกอาเซียน โดยเชิญนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญมาให้ความรู้ไว้อย่างน่าสนใจดังนี้

               นายสมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง กล่าวว่า ความขัดแย้งภายในที่เกิดขึ้นกับ 10 ประเทศในอาเซียน เริ่มภายหลังสงครามเย็น ทุกประเทศต้องปรับโครงสร้างทางการเมืองและเศรษฐกิจด้วยการเปิดประเทศ บนพื้นฐานความร่วมมือทางเศรษฐกิจ นำไปสู่การขยายตัวของทุนนิยม สำหรับประเทศไทยมีความเป็นทุนนิยมอยู่เป็นพื้นฐานแล้ว แต่หลังปี 2532 กระแสโลกาภิวัตน์ทำให้เกิดปัญหาจากการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ สะสมเชื้อประเด็นปัญหาเกิดลัทธิทุนนิยมที่เรียกว่า ทุนนิยมสามานย์

               ไทยกับกัมพูชาเป็นประเทศที่มีปัญหาทางการเมืองที่ใกล้เคียงกัน เนื่องจากยังมีความคิดว่า "ประชาธิปไตยต้องมาจากการเลือกตั้งด้วยเสียงข้างมาก" แต่สิ่งสำคัญอยู่ที่การชนะการเลือกตั้งจากเสียงข้างมากได้ใช้ความชอบธรรมในทางที่ถูกต้องหรือไม่ระหว่างดำรงตำแหน่ง

               ส่วนฟิลิปปินส์ ภายหลังยุคประธานาธิบดีมากอส ที่มีจัดการปัญหาคอร์รัปชั่นครั้งใหญ่มาแล้ว ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่มีการตื่นตัวทางการเมืองสูงขึ้นเป็นลำดับ และมีความเข้าใจในความหมายของประชาธิปไตยมากขึ้นและใกล้เคียงกัน ในส่วนของอินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ จะมีปัญหาบ้าง แต่ไม่รุนแรง มีแนวโน้มเข้าสู่ยุคการเปลี่ยนแปลงไปสู่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์

               ขณะที่ บรูไน ลาว และเวียดนาม ยังไม่มีความขัดแย้งมากนัก เพราะยังคงระบบการปกครองแบบเดิมอยู่ ชนชั้นใหม่ยังไม่เกิด มีแค่สะสมความไม่พอใจ และปัญหาคอร์รัปชั่นยังไม่มีมากนัก

               สอดคล้องกับที่นายสกุล สื่อทรงธรรม กรรมการมูลนิธิสื่อกลางเพื่อประชาธิปไตย กล่าวว่า ความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศของอาเซียน เริ่มต้นจากการเลือกตั้ง ซึ่งการเลือกตั้งเพียงเป็นหนึ่งในกระบวนการประชาธิปไตย ยังมีปัจจัยอื่นที่ทำให้สมบูรณ์

               ขณะที่สื่อต้องเป็นกลาง โดยเฉพาะการให้ความรู้ประชาชน การให้ความเสมอภาคและเป็นธรรมต่อทุกพรรคการเมืองเป็นสิ่งสำคัญ รวมทั้งไม่กีดกันผู้สมัครอิสระ และการโฆษณาจนส่งผลเสียไปกว่าการไม่มีการโฆษณาหาเสียง
  
               ด้าน นายทรงฤทธิ์ โพนเงิน ผู้เชี่ยวชาญลุ่มแม่น้ำโขง กล่าวว่า การชุมนุมทางการเมืองที่เกิดขึ้นในกัมพูชา ตามที่มีกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงของนายสม รังสี ผู้นำฝ่ายค้านรัฐบาลกัมพูชา เรียกร้องให้เกิดการเลือกตั้งใหม่ แต่สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรี ไม่ยอม เมื่อเทียบกับการเคลื่อนไหวทางการเมืองในประเทศไทย จะเห็นว่า การประท้วงของสองประเทศเหมือนกัน แต่ความต้องการต่างกัน ซึ่งนายฮุน เซน ไม่ต้องการเลือกตั้งใหม่ เนื่องจากหากมีการเลือกตั้งใหม่จะพ่ายแพ้ราบคาบจากการเปลี่ยนแปลงของกลุ่มประชากรที่มีคนรุ่นใหม่ ซึ่งไม่ใช่ฐานเสียงนายกฯฮุน  เซน มากขึ้น

               ทั้งยังชี้ว่า การเมืองไทยกับกัมพูชามีความเชื่อมโยงกัน ตั้งแต่ปี 1993 เป็นต้นมา ฮุน เซน เป็นรัฐบาลบริหารประเทศมาตลอด ถ้ามีการตรวจสอบทรัพย์สินจะไม่พบว่า นายกฯฮุน เซน ร่ำรวย เนื่องจากกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ในกัมพูชาให้การสนับสนุน และในช่วงหลัง สหรัฐอเมริกาจะเข้ามามีส่วนในการเจรจายุติความขัดแย้งในกัมพูชาและไทย เพื่อสร้างเสถียรภาพทางการเมืองของทั้งสองประเทศ ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลที่เป็นแหล่งลงทุนของบริษัทน้ำมันของสหรัฐ

ความขัดแย้งจะจบอย่างไร

               ในส่วนความขัดแย้งทางการเมืองภายในประเทศจะจบลงอย่างไร นายสมชายมองว่า จะจบหรือไม่จบขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย สำหรับการเมืองไทยในขณะนี้ คงจบไม่ง่าย เนื่องจากรัฐบาลเป็นฝ่ายได้เปรียบ และเหนือกว่าตรงที่มีคนไม่อยู่ในประเทศเป็นตัวแปรสำคัญ เว้นแต่ตัวแปรนั้นจะหายไป หรือเปลี่ยนใจ แต่ตอนนี้ก็ไม่เห็นแนวโน้มเป็นอย่างนั้น

               ขณะที่การรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียน ในปี 2558 จะไม่มีวันถอยหลังได้ และจะเป็นทางผ่านไปสู่เปิดตลาดเสรี การรวมตัวการค้า การบริการและการลงทุนอาเซียน แต่เสาหลักด้านประชาคมความมั่นคง จะก้าวไปไม่ถึงไหน เนื่องจากความขัดแย้งภายในประเทศอาเซียนยังคงอยู่

........................

(หมายเหตุ : ประชาธิปไตยกับความขัดแย้งทางการเมืองในอาเซียน : นันทิดา พวงทองรายงาน)