ข่าว

ข่าวสุดท้ายของผู้สูญเสีย

ข่าวสุดท้ายของผู้สูญเสีย

20 ก.พ. 2557

ข่าวสุดท้ายของผู้สูญเสีย : สุพิชฌาย์ รัตนะ / มณเฑียร อินทะเกตุรายงาน

               จากรายงานตัวเลขผู้เสียชีวิต 5 คนจากเหตุการณ์ขอคืนพื้นที่บริเวณสะพานผ่านฟ้าลีลาศ เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา หนึ่งในนั้นมี "ศรัทธา แซ่ด่าน" แกนนำกลุ่มกปปส. จ.ยะลา รวมอยู่ด้วย

               บทบาทของ "ศรัทธา" หาใช่แค่เรียกร้องอำนาจอธิปไตยจากรัฐบาล แต่เขายังรั้งตำแหน่งทางสังคมอีกหลายหน้าที่ โดยเฉพาะตำแหน่งผู้บัญชาการกองร้อยราษฎรอาสารักษาหมู่บ้าน (อรบ.) สวนส้ม ต.สะเตงนอก อ.เมืองยะลา (ผบ.ร้อย.อรบ.สวนส้ม)ทำหน้าที่ดูแลความปลอดภัยพี่น้องประชาชนในพื้นที่ให้รอดพ้นและปลอดภัยจากปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้อีกด้วย กระทั่งได้เคลื่อนไหวร่วมกับกปปส.ที่ยะลาและกรุงเทพฯ

               ล่าสุด "ศรัทธา" ได้นำครอบครัวและมวลชนหลายสิบชีวิตจาก จ.ยะลา เดินทางมาร่วมชุมนุมเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา กระทั่งจบชีวิตนักต่อสู้ลงบนถนนราชดำเนิน

               "พี่ศรัทธาอาสาไปอยู่ด้านหน้าเผชิญหน้ากับตำรวจเพื่อสกัดไม่ให้เข้ามายึดคืนพื้นที่ พร้อมกำชับให้พี่รออยู่ด้านหลังอย่างห่างๆ ระหว่างนั้นพี่ศรัทธาถูกกระสุนยางยิงจนตัวเขียวช้ำหลายจุดแต่ไม่ถอย พอได้พัก 2-3 นาทีกลับเข้าไปทำหน้าที่ต่อ เพราะตำรวจก็ไม่หยุดพฤติกรรมทำร้ายผู้ชุมนุม จากนั้นไม่นานพี่ศรัทธาถูกยิงสาหัสและเสียชีวิตในเวลาต่อมา" คำบอกเล่าจากปากของ "จงจิต แซ่ด่าน" ภรรยาที่อยู่เคียงบ่าเคียงไหล่ นายศรัทธา แซ่ด่าน มาตลอดชีวิต

               "จงจิต แซ่ด่าน" บอกอีกว่า ได้ออกเดินทางมาพร้อมกับพี่น้องชาวยะลาเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ เพื่อเข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่มกปปส.โดยมาพักที่บริเวณด้านหลังโรงครัวยะลา กระทั่งเมื่อศรส.ขอคืนพื้นที่โดยมีเจ้าหน้าที่มาปิดล้อมพื้นที่ชุมนุมเอาไว้ทำให้พี่ศรัทธาขออาสาเข้าไปอยู่ด้านหน้าในการนำมวลชนดูแลความปลอดภัย ส่วนตัวเธอเองได้ติดตามไปด้วย แต่อยู่ห่างๆ เพราะไม่อนุญาตให้ผู้หญิงเข้าไปเกรงจะได้รับอันตราย โดยพี่ศรัทธาได้กำชับให้รออยู่ใกล้ๆ ที่จอดรถ

               กระทั่งเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงขึ้นก็วิ่งกลับไปกลับมาเพื่อพักเป็นช่วงๆ แม้จะเป็นห่วงแต่ด้วยความเป็นนักสู้พี่ศรัทธาก็ไม่ถอย กระทั่งมีโทรศัพท์จากเพื่อนที่รู้จักซึ่งเข้าไปพร้อมกันแจ้งว่าพี่ศรัทธาถูกยิงบาดเจ็บและถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล

               "พอทราบข่าวพี่นั่งรถจักรยานยนต์รับจ้างให้ไปส่งโรงพยาบาล แต่แพทย์นำเข้าห้องผ่าตัดตั้งแต่บ่ายโมง ต้องนั่งรอจนเวลา 5 โมงเย็นแพทย์ออกมาแจ้งว่าพี่ศรัทธาตายแล้วโดยมีบาดแผลถูกยิงที่ราวนม"

               จากความสูญเสียดังกล่าวแม้ในเบื้องต้นจะยังไม่แจ้งให้ครอบครัวที่อยู่ จ.ยะลา ทราบเพราะกลัวจะเป็นห่วง แต่เมื่อสื่อเสนอข่าวออกไป ลูกๆ 3 คน เป็นผู้ชาย 2 คน คนโตอายุ 21 ปี คนกลางอายุ 13 ปี และคนสุดท้องเป็นผู้หญิงอายุ 1 ขวบทราบเรื่องก็เดินทางตามมาสมทบทันที

               "เสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพราะไม่คิดว่าจะเกิดความรุนแรงมากขนาดนี้ ที่ผ่านมาเราอยู่ในพื้นที่ชายแดนภาคใต้เข้าใจดีถึงภาวะความเสี่ยงภัยและต้องระมัดระวังตัวเพียงใด แต่ท้ายที่สุดเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นจนได้ โดยมีเพื่อนที่อยู่ในเหตุการณ์บอกว่าเห็นปลายกระบอกปืนหันมาทางพี่ศรัทธาพร้อมกับตะโกนให้หมอบแต่ไม่ทันการณ์เพราะกระสุนพุ่งเจาะเข้าราวนมจังหวะที่ย่อตัวเพื่อหมอบนั่นเอง"

               อย่างไรก็ตามสิ่งที่ "จงจิต" พูดปิดท้ายได้อย่างกินใจว่า หากถามว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต้องทำให้หยุดกิจกรรมการเคลื่อนไหวไปด้วยหรือไม่ บอกได้ทันทีว่าแม้จะกลัวแต่ไม่หยุดเพราะเชื่อมั่นในความเป็นนักสู้ เมื่อตัดสินใจสู้แล้วต้องชนะเท่านั้น คำว่าถอยคงไม่มีแน่ และเชื่อว่าพี่ศรัทธาก็คงเลือกแบบเดียวกัน

               ญาติจะนำศพของศรัทธา แซ่ด่าน ไปบำเพ็ญกุศลที่วัดพุทธภูมิ จ.ยะลา ในวันศุกร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ นี้ 

               "สุพจน์ บุญรุ่ง" อายุ 52 ปี ก็เป็นอีกชีวิตซึ่งต้องทอดร่างอาบเลือดลงบนถนนราชดำเนิน ในห้วงนาทีวิกฤติที่ตำรวจเข้าสลายการชุมนุมของกองทัพธรรมที่สะพานผ่านฟ้าลีลาศ

               ชญานิน บุญรุ่ง ลูกสาวคนโตของสุพจน์วัย 30 ปี กล่าวทั้งน้ำตาว่า ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยเจอหน้าพ่อ ตลอดเวลาตั้งแต่เล็กอยากมีพ่อ อยากเห็นหน้าพ่อ และก็เพิ่งมาเจอพ่อเมื่อ 5 ปีที่ผ่านมานี้เอง 

               "ตลอดระยะเวลา 5 ปีมีความสุขมากที่ได้อยู่กับพ่อ พ่อได้เติมเต็มความรัก รับผิดชอบในสิ่งที่พ่อผิดพลาดทอดทิ้งไปกว่า 25 ปี หนูไม่เคยรู้สึกเกลียดหรือโกรธพ่อที่ทิ้งไปตั้งแต่เด็กเลยแม้แต่น้อย" ชญานิน กล่าว และว่า เธอเองนั้นมีความมุ่งมั่นที่จะทำงานเลี้ยงดูพ่อในบั้นปลายชีวิต หากแต่พอกลับมาด่วนจากไปเสียก่อน

               ชญานินมักไปร่วมชุมนุมกับพ่ออยู่เสมอนับแต่เวทีผ่าความจริงของประชาธิปัตย์ กระทั่งถึงม็อบที่ผ่านฟ้า ด้วยเหตุผลที่ว่า "เราทั้งสองรักความถูกต้อง"

               “เหตุการณ์ที่ผ่านฟ้าเมื่อวานนี้ เรานึกว่าสงบเงียบแล้ว หนูกับพ่อรวมทั้งกลุ่มผู้ชุมนุมก็พากันเดินกลับไปที่สะพานผ่านฟ้า แต่ก็มีเสียงปืนดังมาหลายนัด ต่างคนต่างวิ่งหลบกระสุน บางส่วนก็หมอบกับพื้น หนูจะเป็นคนเดินนำหน้าป๊า แต่จังหวะนั้นเมื่อเสียงปืนดังขึ้นก็มีคนฉุดให้หนูหมอบหลบกระสุน เมื่อเหลือบมองไปดูป๊าเห็นเขาหมอบอยู่นึกว่าไม่เป็นอะไร กระทั่งมีคนตะโกนว่ามีคนถูกยิง เดินเข้าไปดูก็เห็นป๊านอนเลือดอาบแดงฉาน เลือดพุ่งออกมาเหมือนท่อน้ำแตก มันเป็นภาพที่สะเทือนใจ ทำอะไรไม่ถูก หนูรู้ได้ทันทีเลยว่าป๊าไม่รอดแน่ แล้วมันก็เป็นอย่างที่นึก แต่ลึกๆ แล้วตลอดทั้งคืนพยายามบอกให้ตัวเองตื่นทั้งที่ไม่ได้หลับ อยากให้เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นแค่ความฝัน จากนี้ไปหนูไม่มีพ่อแล้ว หนูเสียใจมากเพราะหนูเพิ่งมีพ่อมาได้ 5 ปี” ชญานิน กล่าวน้ำตานองหน้า

               ชญานิน กล่าวว่า เธอได้ทำตามความต้องการของพ่อสองอย่างคือ เข้าศาสนาอิสลาม และจะชุมนุมสานต่อเจตนารมณ์ของพ่อต่อไป

               พัณณิน บุญรุ่ง ลูกสาวอีกคนของสุพจน์วัย 25 ปี ถึงแม้จะไม่ได้อยู่กับพ่อ เพราะแม่เป็นภรรยาคนที่สอง แต่ก็ยังติดต่อพูดคุยกันทางโทรศัพท์อยู่ตลอด พ่อจะเป็นห่วงเรื่องเรียน อยากให้เรียนจบปริญญาตรี ซึ่งขณะนี้กำลังศึกษาคณะเทคโนโลยีสื่อสาร เอกวิทยุโทรทัศน์ ม.รามคำแหง ทุกครั้งที่พูดคุยกันทางโทรศัพท์ พ่อจะถามเรื่องเรียนตลอด แต่มาช่วงหลังไม่ค่อยได้คุยโทรศัพท์กับพ่อ เพราะโทรไปหาแล้วพ่อไม่รับสาย ข่าวคราวของพ่อที่ได้รับเมื่อวานนี้ เป็นข่าวสุดท้ายจริงๆ

               ร่างของ "สุพจน์" ถูกนำไปทำละหมาดที่มัสยิดดารุ่ลอามีน ถนนศรีนครินทร์ เมื่อเวลา 13.00 น.วันที่ 19 กุมภาพันธ์ ก่อนนำไปฝังยังกุโบร์ตามพิธีกรรมทางศาสนาอิสลาม ในงานวันนั้น มีญาติมิตร รวมทั้งประชาชนทั้งไทยพุทธและมุสลิมหลายร้อยคนมาร่วมไว้อาลัย พัณณินวิงวอนในท่ามกลางความเศร้าสลดนั้นว่า ขอให้พ่อของเธอเป็นศพสุดท้าย

................................

(หมายเหตุ : ข่าวสุดท้ายของผู้สูญเสีย :  สุพิชฌาย์ รัตนะ / มณเฑียร อินทะเกตุรายงาน)