ข่าว

'ยิ่งกว่าบุพเพสันนิวาส'

'ยิ่งกว่าบุพเพสันนิวาส'

20 ก.พ. 2557

'ยิ่งกว่าบุพเพสันนิวาส' : คอลัมน์เขยฝรั่ง สะใภ้อินเตอร์ : โดย...เรื่อง-สุชาติ สูงเรือง // เรียบเรียง-เสาวลักษ์ คงภัคพูน

 
                       เจียมตัวว่าจน มีโอกาสเรียนหนังสือแค่ชั้นประถมปีที่ 4 พ่อแม่ก็ไม่มีเงินจะส่งเสีย ชีวิตตั้งแต่เด็กของ "วิภาดา" จึงต้องขลุกอยู่กับการทำงานหาเงินมาเลี้ยงปากท้องตัวเองและพ่อแม่ที่แก่เฒ่าลงทุกวัน งานหนักเอางานเบาไม่เกี่ยง สู้ยิบตา ใช้ชีวิตกินน้อย ทำงานมากมาจนย่างเข้าวัยสาว
 
                       ด้วยความเป็นนักสู้ทำให้มีโอกาสงามๆ เข้ามาในชีวิต ค่อยๆสร้างเนื้อสร้างตัวจนได้เช่าห้องเล็กๆ ใกล้ชายทะเลในชลบุรี เปิดร้านตัดเย็บเสื้อผ้า งานหลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย สมัยนั้นลือชื่อมากว่าเป็นร้านตัดเย็บประณีต ฝีมือดี เจ้าของร้านอัธยาศัยดี ทำให้กิจการดีขึ้นเรื่อยๆ สร้างรายได้อย่างงดงาม มีฐานะมั่นคงเป็นปึกแผ่นขึ้น มีเงินเพียงพอจะดูแลพ่อแม่ญาติพี่น้องที่อยู่ จ.อำนาจเจริญ ทำงานหนักไม่เคยสนใจคนรอบข้างที่แวะเวียนเข้ามาพูดคุย วิภาดา มุ่งมั่นทำงานหาเงินจนอายุล่วงเลยเกือบเข้าเลข 4
 
                       เมื่อปี 2539 จังหวะชีวิตพลิกผัน ร้านตัดเย็บเสื้อผ้าของเธอเข้าสู่ขาลง เนื่องเพราะแฟชั่นสมัยใหม่รุกเข้ามา ถูกกว่า สวยกว่า หาซื้อง่าย ทำให้กิจการรับตัดเสื้อผ้าเริ่มแย่ ลูกค้าลดลงอย่างเห็นได้ชัด จากนั่งเย็บผ้ามือเป็นระวิง กลับต้องมานั่งตบยุงแทน จากวันเป็นเดือน หลายเดือนเข้าเริ่มไม่ไหว เริ่มต้องชักเงินเก่ามากิน วิภาดาตัดสินใจนำเงินสะสมที่มีเล็กน้อยกลับไปบ้านเกิด ไปช่วยพ่อแม่ทำนาและลงทุนค้าขายเล็กๆ น้อยๆ ยอมรับในความเปลี่ยนแปลงของโลกสมัยใหม่
 
                       คืนห้องเช่า เก็บข้าวของ นั่งมองอดีต บอกลากิจการที่เคยรุ่งเรือง อีกไม่กี่ชั่วโมงก็จะขึ้นรถกลับบ้านเกิดที่จากมานาน หวั่นใจกับอนาคตที่ต้องไปต่อสู้อีกครั้ง จู่ๆ มีฝรั่งวัยเกษียณเดินมาสอบถามอะไรบางอย่าง วิภาดาไม่สามารถสื่อสารได้ จึงไปตามคนข้างห้องมาช่วยพูดคุย ทราบว่าฝรั่งต้องการหาห้องเช่า เพื่อนก็ช่วยหาให้ในฐานะคนไทยไม่เคยแล้งน้ำใจ มาได้ห้องพักริมทะเลใกล้ๆ แถวนั้น
 
                       ไม่กี่นาทีหลังจากนั้นเพื่อนมาตามบอกว่าฝรั่งอยากคุยด้วย ก็บอกปฏิเสธไป จะคุยอะไร คุยกันไม่รู้เรื่องและกำลังเตรียมตัวจะกลับบ้าน ยังปฏิเสธไม่ทันจบ ฝรั่งคนนั้นก็เดินมาโดยมีเพื่อนเป็นล่าม แนะนำตัวว่าชื่อ ยินส์ ออร์บิน อดีตทหารแคนาดา เพิ่งเกษียณ เดินทางมาเที่ยวเมืองไทยครั้งแรก ลงเครื่องบินก็มุ่งตรงมาชลบุรี สิ่งที่น่าตกใจมากคือ ยินส์บอกว่า ต้องการมาหาภรรยาชาวไทย เพราะเคยพบครอบครัวที่มีภรรยาสาวไทย ทำให้ชอบที่ความสวย อ่อนหวาน ยิ้มง่ายและดูแลสามีดี
 
                       "ถ้าคุณวิภาดาไม่มีสามียังไม่มีครอบครัว แต่งงานกับผมได้ไหม ผมพร้อมที่จะเลี้ยงดูไม่ต้องห่วง" คำพูดของฝรั่งตาน้ำข้าวที่เพิ่งพบกันไม่ถึงชั่วโมง
 
                       "ชีวิตเป็นสาว ไม่เคยแต่งงาน ไม่เคยมีคนรัก ไม่คิดแม้จะอยากได้ เพราะรู้ตัวดีว่าเราจน มีภาระมากมาย ใครจะอยากมาแบกรับภาระนี้ด้วย จู่ๆ มีฝรั่งอายุห่างกับเราตั้งเยอะ มาขอแต่งงานทั้งที่เพิ่งรู้จัก ยังไม่ได้ศึกษานิสัยใจคอ จึงตอบไปว่ายังไม่พร้อม ขอกลับบ้านก่อน ถ้ายังไม่เปลี่ยนใจจะปรึกษาพ่อแม่ก่อนว่ามีความคิดเห็นอย่างไร"
 
                       ยินส์ได้ขอหมายเลขโทรศัพท์และที่อยู่ บอกว่าเขามาท่องเที่ยว 1 เดือน เผื่อจะได้พบกันอีก ซึ่งวิภาดาก็ไม่ขัดข้อง ให้ที่อยู่พร้อมเบอร์โทรไปแบบไม่คาดหวังอะไร เพราะเรื่องใหญ่ในชีวิตที่ต้องกลับไปตั้งต้นใหม่ในบ้านเกิด วนเวียนอยู่ในสมองมากกว่าที่จะมีอารมณ์รักในช่วงนี้
 
                       จนเมื่อเวลาผ่านไปเกือบเดือน ยินส์ได้ติดต่อมาทางโทรศัพท์ผ่านล่ามคนเดิมบอกอยากเดินทางไปพบพ่อแม่ที่อำนาจเจริญเพื่อขอคำตอบรับรักเขาหรือไม่และกำลังจะออกเดินทางขึ้นรถที่สถานีขนส่งหมอชิต ถ้อยคำที่เป็นการบังคับกรายๆ จะปฏิเสธก็ดูแล้งน้ำใจ ดีเสียอีกให้เขามาพบสภาพชีวิตในความเป็นจริง อยู่บ้านนอกบ้านนาแบบคนชนบท จะยังอยากได้เป็นภรรยาหรือไม่ เมื่อตอบรับไมตรีกลับไป เขาได้เดินทางมาที่บ้านคำเดือย หมู่บ้านชาวภูไทเมืองชายแดนไทยลาวริมฝั่งแม่น้ำโขง พบกับพ่อและแม่ของวิภาดา
 
                       "ตอนแรกไม่กล้าบอกพ่อแม่นะว่าจะมีฝรั่งตามมาหา พอเขามาจริงๆ เลยสารภาพกับพ่อแม่ว่ามีฝรั่งหลงรักอยากแต่งงานด้วย ตอนแรกแม่ไม่เชื่อว่าเขาจะรักลูกสาวได้จริง เพิ่งพบกันจะรักได้อย่างไร กลัวถูกหลอก จึงให้ครูใหญ่ในหมู่บ้านมาเค้นเอาความจริงจากฝรั่ง ด้วยคำสารภาพซื่อๆ และการกระทำของเขาตรงใจแม่ทุกอย่างเลยสะดวกตอบตกลง จัดพิธีสู่ขอด้วยวิถีชาวภูไทในวันที่ 15 มกราคม 2540 มีหัวหมู เหล้าไห ไก่ตัว ของเซ่นไหว้เลี้ยงปู่ตาตามประเพณีเท่านั้น"
 
                       หลังแต่งงานยินส์เดินทางกลับประเทศแคนาดา ใช้เวลาทำเอกสารนานมากจึงสามารถพาภรรยาชาวไทยไปเคารพญาติผู้ใหญ่ฝ่ายสามี และต้องใช้เวลานานกว่าเอกสารต่างๆ จะเรียบร้อยจนจดทะเบียนสมรสได้
 
                       ยีนส์สร้างบ้านให้วิภาดาที่อำนาจเจริญ ส่วนเขาจะมาเมืองไทยปีละ 2 ครั้ง เพราะยังติดที่ต้องดูแลธุรกิจในแคนาดา อยู่กันมานานเกือบยี่สิบปี ฐานะพอมีพอใช้ ผ่านเรื่องราวดีๆ ในชีวิตมามาก วิภาดาจึงอยากทำงานเพื่อตอบแทนสังคม ด้วยการเป็นกรรมการบริหารกลุ่มเพื่อนหญิงอำนาจเจริญ เป็นจิตอาสาคอยช่วยเหลือเด็ก สตรีที่ถูกทำร้ายหรือกดขี่ทางเพศ ช่วยฉุดชีวิตของคนที่กำลังทุกข์ มืดมน ให้มองเห็นแสงสว่าง พาเขาให้มีหนทางชีวิตดีๆ ให้รับรู้ว่าโลกมิได้โหดร้ายเสมอไป
 
                       "แม้จะไม่มีทายาทเพราะแต่งงานตอนอายุมากทั้งสองคน แต่ก็ไม่ได้รู้สึกขาดอะไร มีความสุขดี มีเวลาทำงานอุทิศเพื่อสังคม คอยติดตามให้ความช่วยเหลือเด็กเยาวชนและสตรีที่ด้อยโอกาส ชีวิตทุกวันนี้มีความสุขเพียงพอแล้ว ยิ่งแบ่งปันยิ่งมีความสุข"
 
 
 
.......................
 
('ยิ่งกว่าบุพเพสันนิวาส' : คอลัมน์เขยฝรั่ง สะใภ้อินเตอร์ : โดย...เรื่อง-สุชาติ สูงเรือง // เรียบเรียง-เสาวลักษ์ คงภัคพูน)