ข่าว

หลายจว.แล้ง!พิจิตรน้ำยมแห้งขอด

หลายจว.แล้ง!พิจิตรน้ำยมแห้งขอด

19 ก.พ. 2557

หลายจว.แล้ง! พิจิตรแม่น้ำยมแห้งขอด ส่งผลกระทบต่ออาชีพประมงพื้นบ้าน ขณะที่ชาวนาอ่างทองเดือดร้อนหนัก วอน 'ชลประทาน' ปล่อยน้ำ หวั่นข้าวยืนต้นตาย

 

                      19 ก.พ.57 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสถานการณ์ภัยแล้ง ยังส่งผลกระทบต่อชาวจังหวัดพิจิตร เช่น ชาวประมงพื้นบ้าน บ้านย่านยาว ตำบลวังจิก อำเภอโพธิ์ประทับช้าง ต้องปล่อยให้เรือหางยาวที่ไว้สำหรับทำการประมงพื้นบ้านในเขตที่แม่น้ำยมที่ไหลผ่าน ต้องถูกทิ้งไว้ปล่อยเกยตื้น บนพื้นทรายกลางแม่น้ำ หลังสถานการณ์ภัยแล้งในพื้นที่ยังคงขยายวงกว้าง ทำให้แม่น้ำยมแห้งลง แม้ในจุดต่ำสุดของแม่น้ำจะมีน้ำขังเพียงเป็นแอ่งท้องกระทะขังอยู่ แต่ชาวบ้านก็ไม่สามารถจับปลาได้และไม่มีรายได้เสริมจาการที่ว่างจากการทำนา

                      สำหรับแม่น้ำยม ที่ไหลผ่าน 4 อำเภอของจังหวัดพิจิตร คือ อำเภอสามง่าม โพธิ์ประทับช้าง บึงนาราง และอำเภอโพทะเล ที่มีสภาพแห้งขอดลงตลอดทั้งสาย เริ่มสงผลกระทบต่อประชาชนตามแนวริมฝั่ง และพื้นที่การเกษตรนาข้าวเป็นบริเวณกว้างแล้ว โดยเฉพาะพืชการเกษตร เช่น นาข้าว

 

ชาวนาอ่างทองวอน 'ชลประทาน' ปล่อยน้ำ หวั่นข้าวตาย

 

                      นายทุเรียน เอี่ยมสุเมธ อายุ 58 ปีกำนันตำบลไผ่ดำพัฒนา อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง พร้อมด้วยตัวแทนชาวนาจาก 8 หมู่บ้านของตำบลไผ่ดำพัฒนา นำผู้สื่อข่าวไปดูคลองบางตาทอง ซึ่งเป็นคลองส่งน้ำมาจาก ต.จำปาหล่อ อ.เมืองอ่างทอง จ.อ่างทอง มายัง ต.ไผ่ดำพัฒนา อ.วิเศษชัยชาญที่ตอนนี้แห้งขอด จนไม่มีน้ำให้ชาวนา ต.ไผ่ดำพัฒนา ใช้วิดน้ำทำนาทำให้ชาวนาต้องได้รับผลกระทบอย่างมาก

                      นายทุเรียน กล่าวว่า ต.ไผ่ดำพัฒนา มีชาวนาทำนาเป็นอาชีพอยู่ 3,000 ไร่โดยช่วงนี้ต้นข้าวกำลังยืนต้นตาย ชาวนาบางคนต้องปล่อยนาทิ้ง เพราะไม่คุ้มกับค่าน้ำมันวิดน้ำเข้านา โดยชาวนาต้องตั้งเครื่องวิดน้ำต่อกันหลายทอดเพื่อนำน้ำมาหล่อเลี้ยงต้นข้าว ชาวนากำลังหมดตัว ข้าวที่เข้าโครงการรับจำนำ ก็ยังไม่ได้เงิน ต้องไปกู้หนี้ยืมสินเขามา จนดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นทุกเดือน ตนก็อยากให้ทางชลประทานได้ปล่อยน้ำมาทางนี้บ้างเพื่อให้ต้นข้าวที่กำลังจะตายได้ฟื้นขึ้นมา

                      ส่วนนางจุฑามาศ สมสอน อายุ 43 ปี อยู่บ้านเลขที่ 47/2 ม.8 ต.ไผ่ดำพัฒนา กล่าวว่าตนทำนาปรังกว่า 100 ไร่ โดยอาศัยน้ำจากคลองบางตาทองในการทำนามาตลอด แต่ตอนนี้คลองบางตาทองไม่มีน้ำ ตนต้องจ้างช่างมาขุดบ่อน้ำบาดาล จำนวน 6 บ่อ โดยตนต้องเสียค่าใช้จ่ายในการขุดบ่อบาดาล 17,000-18,000 บาท ทุกวันนี้ต้องใช้เครื่องสูบจากบ่อบาดาลลงนาเองหมดค่าน้ำมันไปแล้วหลายเงินแต่ก็ต้องลงทุนเพราะไม่รู้จะทำอย่างไร

 

อยุธยา - เกษตรกรชาวนากรุงเก่าท้อ! เจอพิษแล้ง

 

                      ผู้สื่อข่าวออกสำรวจสภาพความเดือดร้อนของเกษตรทำนาในพื้นที่ อ.อุทัย จ.พระนครศรีอยุธยา หลังพบว่ายังมีเกษตรกรอีกจำนวนมากที่นอกจากประสบปัญหาไม่ได้รับเงินจำนำข้าวและบางรายก็ยังได้ไม่ครบ กำลังประสบปัญหานาข้าวแห้งตาย

                      นายกู้เกียรติ์ คงเกษม อายุ 23 ปี เปิดเผยว่าช่วยพ่อทำนามาตั้งแต่เรียนอยู่ ป.6 และทำต่อเรื่อยมาจนจบ ม.3 แล้วไม่ได้เรียนต่อ หันมาเอาดีในการทำนา 80 ไร่ที่พ่อมีอยู่ที่ ม.11 ต.ข้าวเม่า อ.อุทัย จ.พระนครศรีอยุธยา ปีนี้นับว่าเป็นกรรมของชาวนา เพราะมีปัญหาเรื่องการรับจำนำข้าวที่รัฐบาลมีปัญหาเรื่องการจ่ายเงินล่าช้า ในส่วนของตนได้รับเงินมาครบแล้ว แต่ก็จะได้ก็ใช้เวลานานหลายเดือน ต้องไปกู้เงินนอกระบบมาลงทุน เพราะจะไปกู้ธกส.ก็ยังเป็นหนี้อยู่ แต่ปรากฏว่าก็ประสบปัญหาภัยแล้งอีก ทางอบจ.พระนครศรีอยุธยา และท้องถิ่นมีเครื่องสูบน้ำมาช่วย 1 ตัวและน้ำมันอีก 160 ลิตรเท่านั้น ซึ่งก็ไม่เพียงพอ นอกนั้นก็ต้องพึ่งต้วเอง โดยลงทุนเติมน้ำมันพื่อสูบน้ำทั้งวันทั้งคืน เฉลี่ยวันละ 2 พันบาท ปรากฎว่าหลังจากสูบน้ำเข้านา น้ำในคลองส่งก็แห้ง และเมื่อหยุดสูบน้ำในนาข้าวก็แห้ง ทำให้ข้าวที่มีอายุ 2 เดือน และกำลังตั้งท้องต้องยืนตาย ทั้งที่กำหนดจะเก็บเกี่ยวได้ในเดือนมี.ค.นี้  จึงถอดใจหยุดสูบน้ำจากคลองส่งน้ำธรรมชาติที่ห่างจากที่นาประมาณ 2 ก.ม. เพื่อเข้านาข้าว ซึ่งมีข้าวยืนตายแล้ว 15 ไร่ และคงทยอยตายอย่างต่อเนื่อง ค่าเสียหายมากกว่า 4 แสนบาท

                      นายศุภชัย สุขเกษม อายุ 30 ปี บ้านอยู่ในหมู่บ้านและตำบลเดียวกัน ยืนเฝ้าเครื่องสูบน้ำตลอดเวลา เปิดเผยว่ายังไม่ได้รับเงินจำนำข้าว จำนวน 3.5 แสนบาท แต่รอไม่ได้ต้องปลูกข้าวรอบใหม่ ทั้งที่รัฐบาลยังไม่มีความชัดเจนว่าจะรับจำนำข้าวรอบใหม่หรือไม่อย่างไร ตนก็ทำการปลูก โดยกู้เงินนอกระบบลงทุนไปแล้วไม่น้อยกว่า 4 แสนบาท เนื้อที่ 70 ไร่คาดเดือนมีนาคมนี้ได้เก็บ แต่มีแนวโน้มว่าจะขายตรงให้กับโรงสี ซึ่งราคาอาจจะต่ำกว่าการเข้าโครงการรับจำนำข้าวครึ่งต่อครึ่ง แต่ก็ไม่มีทางเลือก ทุกวันนี้ยอมที่จะต่อสู้ด้วยการสูบน้ำเข้านาทัง้วันทั้งคืนอย่างต่อเนื่อง ข้าวที่ปลูกเป็นข่าวพันธุ์ กข.31 อายุ 110 วันก็สามารถเก็บเกี่ยวได้ เฉลี่ย 1 ไร่ 1 เกวียน ถ้าน้ำดินดีไม่มีอุปสรรค แต่ตอนนี้อาจจะเหลืออยู่ 50-60 ถังต่อไร่ แล้วแต่ว่าชาวนาจะสู้แค่ไหน

                      นายไมตรี ปิติตานนท์ ชลประทานจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเตือนให้เกษตรกรที่อยู่พื้นที่เสี่ยง และเคยประกาศเรื่องของภัยแล้งไปแล้ว ให้หยุดการทำนาในรอบต่อไปในช่วงแล้ง และยืนยันว่าขณะนี้ภัยแล้งมีแนวโน้มที่จะทวีความรุนแรง ทางชลประทานไม่สามารถที่จะส่งน้ำไปช่วยเหลือได้ทุกพื้นที่

                      นายวิทยา ผิวผ่อง ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่สำรวจภัยแล้งว่า ขณะนี้มี 8 อำเภอจาก 16 อำเภอกำลังประสบปัญหาภัยแล้ง โดยเฉพาะที่อำเภอบ้านแพรก พบปัญหาขาดแคลนน้ำทำนาถึงพันไร่ ชลประทานได้ประสานจัดระบบส่งน้ำจากลพบุรี ทำให้มีปริมาณน้ำในแม่น้ำลพบุรี ปล่อยน้ำมาเก็บไว้ที่ประตูน้ำคลองตาเมฆ พร้อมติดตั้งเครื่องสูบน้ำ ขณะเดียวกัน เกษตรกรได้รวมตัวกันสร้างบ่อพักน้ำซีเมนต์ ลอดท่อถนนจากริมคลองตาเมฆ แล้วสูบน้ำเข้านา เป็นการบรรเทาความเดือดร้อนได้ในระดับหนึ่ง

                      “เป็นการบริหารจัดการของกลุ่มเกษตรกร ที่สามารถแก้ไขปัญหาได้ทันเหตุการณ์มากกว่าที่จะรอพึ่งทางราชการเพียงอย่างเดียว ซึ่งต้องยกให้เป็นตัวอย่างให้กับเกษตรกรในพื้นที่อื่นด้วย ช่วยกันคิด ช่วยกันแก้ปัญหาด้วยตนเองก่อนที่จะร้องขอ เพราะอาจช่วยไม่ทัน หรือไม่ทราบปัญหาของแต่ละพื้นที่ได้เท่ากับตัวของท่านเอง” นายวิทยา ผิวผ่อง กล่าวด้วยว่า เรื่องของภัยแล้ง ทางจังหวัดฯ จะติดตามเฝ้าระวังและแจ้งเตือนเกษตรกรเป็นประจำทุกปี พร้อมกันนี้ สำนักชลประทานที่ 12 ได้ประกาศหยุดการส่งน้ำเพื่อการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ปี 2556/2557 เดือนมีนาคม และเริ่มฤดูการส่งน้ำเพื่อการเพาะปลูกพืชนาภายในเดือนพฤษภาคม เพื่อให้เกษตรกรรู้ถึงสถานการณ์น้ำต้นทุนและไม่เสี่ยงปลูกข้าวนาปรัง

 

นาปรังลุ่มน้ำปากพนังเริ่มแล้ง ชาวนาเร่งสูบน้ำหวั่นข้าวยืนต้นตาย

 

                      ที่ จ.นครศรีธรรมราช นาปรังในพื้นที่ตำบลคลองน้อย อำเภอปากพนัง และในเขตลุ่มน้ำปากพนังหลายจุดกำลังอยู่ในสภาวะขาดน้ำหลังจากชาวนาหว่านข้าวกล้าได้ไม่นาน ขณะที่ฝนได้ทิ้งช่วงไปหลายสัปดาห์แล้วระดับน้ำในลำคลองสายต่างๆลดระดับ ชาวนาจำเป็นต้องตั้งเครื่องสูบน้ำเพื่อก็นาที่กำลังแตกระแหง ข้าวกล้าเริ่มยืนต้นตาย โดยการทำนาปรับในฤดูกาลนี้พบว่ามียอดรวมหลายหมื่นไร่ ซึ่งครอบคลุมอยู่ในอำเภอปากพนัง อำเภอเชียรใหญ่ อำเภอหัวไทร อำเภอเฉลิมพระเกียรติ และอำเภอเมืองนครศรีธรรมราชบางส่วน

                      ขณะที่นายจรัส มาศทาง นายกองค์การบริหารส่วนตำบลคลองน้อย กล่าวว่า ได้ขอสนับสนุนเครื่องสูบน้ำจากกรมโยธาธิการและผังเมือง โดย อบต.ต้องไปบรรทุกมาจากจังหวัดสุพรรณบุรี มาสนับสนุนโดยเน้นการสูบน้ำเข้ามากักเก็บยังคลองส่งน้ำสายต่างๆด้วยระบบฝายกักเก็บเนื่องจากหากแล้งถึงระดับหนึ่งจะไม่สามารถดึงน้ำในคลองมาใช้ได้ ดังนั้นจึงเร่งการสูบน้ำเข้ามากักเก็บก่อนที่จะไม่มีน้ำให้สูบเพื่อระบายไปยังพื้นที่เกษตรกรรมทั้งนาข้าว ปาล์ม ส้มโอ พืชไร่เช่นพริก ฟักทอง และพืชผลอื่นๆในพื้นที่