ข่าว

'เฉลิม-ธาริต'เสียใจ!ตร.-ปชช.ตาย

'เฉลิม-ธาริต'เสียใจ!ตร.-ปชช.ตาย

19 ก.พ. 2557

'เฉลิม'อัด'สุเทพ'หาเรื่องปลุกมวลชนมาทำเนียบฯ ยัน'จนท.ไม่ใช้อาวุธ-กระสุนจริง ด้าน'ธาริต'ระบุ'ศรส.'เสียใจตร.-ปชช.ตาย 5 ขณะที่'ตร.คุมฝูงชน'ตำหนิศรส.เอาตัวรอด

 
                   19 ก.พ.57 เมื่อเวลา 11.30 น. ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.แรงงาน ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์รักษาความสงบ (ศรส.) กล่าวถึงการขอคืนพื้นที่ 5 จุด เมื่อวันที่ 18 ก.พ.ที่ผ่านมา จนมีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต ว่า ตนติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด และไม่คิดมาก่อนว่าม็อบของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการกปปส.จะมีอาวุธสงคราม ชัดเจนว่า สิ่งที่นายสุเทพประกาศป่าวร้องชุมนุมสงบ สันติ และปราศจากอาวุธเป็นความเท็จ นายสุเทพนำม็อบมาเพื่อต้องการให้เกิดเหตุและความรุนแรง แต่เจ้าหน้าที่ระมัดระวัง จะเห็นว่าเอ็ม 79 นั้นหายาก รวมถึงอาวุธปืนชนิดอื่นๆ เมื่อวันที่ 18 ก.พ.ที่ผ่านมา หากนายสุเทพมีสำนึกว่า เคยเป็นรัฐมนตรีและรองนายกฯ จะไม่นำมวลชนมา เพราะตำรวจไม่ได้สลายม็อบ แค่จะเข้าไปจับผู้ที่มีหมายจับและเป็นที่ซ่องสุมอาวุธที่อยู่ข้างทำเนียบรัฐบาล ตำรวจไม่ได้ไปที่เวทีกปปส.ปทุมวัน สวนลุมพินี และอโศก เพื่อสลายม็อบ นายสุเทพไม่มีความจำเป็นใดๆ เลยที่ต้องมา ที่มาเพราะต้องการหาเรื่อง เริ่มตั้งแต่กระทรวงมหาดไทยที่ใช้เอ็ม 16 ยิงตำรวจมาจากข้างในก่อน อย่างไรก็ตาม ตนเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งพี่น้องประชาชนและเพื่อนตำรวจมือเปล่าที่เสียชีวิตเพราะระเบิด ตำรวจไม่มีจิตใจที่จะเข่นฆ่าประชาชน เมื่อเห็นมีเหตุการณ์ก็ถอย อยู่ในสภาพม็อบสลายตำรวจ
 
                   “ผมขอย้ำอีกครั้งว่า มันจะมีแบ็กอย่างไรก็ไม่สำเร็จ เพราะเมืองไทยเป็นเมืองพุทธ มีพระสยามเทวาธิราชคุ้มครอง นายสุเทพต้องพบจุดจบในเร็ววันนี้จากพรรคพวกเขาเองและแพ้ภัยตัวเอง ซึ่งใกล้จบแล้ว”ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว
 
                   ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวต่อว่า ที่มีคนบอกว่าเห็นตำรวจถือเอ็ม 16 นั้นถูกต้อง แต่เป็นยุทธวิธีการฝึก เมื่อตำรวจชุดปราบจราจลมือเปล่าถอนกำลังกลับที่ตั้งจะมีตำรวจอีกชุดหนึ่งถืออาวุธให้ม็อบมีความรู้สึกว่า อย่าตามเข้าไปทำร้าย ตำรวจมีเป็นหมื่นคน ม็อบมีประมาณ 5 พันคน หากตำรวจเขาคิดชั่วอย่างที่นายสุเทพคิด ชาวบ้านจะเหลืออะไร แต่เขาไม่ได้คิดจึงถอยออกมา ยืนยันว่า ตำรวจไม่ได้ใช้กระสุนจริง หากใช้ตายเยอะแยะกว่านี้ แต่ตนมั่นใจว่า มีมือที่สาม เพราะตำรวจมือเปล่า ล้มคาโล่ห์ เห็นแล้วเจ็บปวด อย่างไรก็ตาม มาตรการของศรส.หลังจากนี้จะเป็นอย่างไรคงต้องรอคำวินิฉัยของศาลแพ่งในช่วงบ่ายวันนี้ก่อน แต่หวังว่า ศาลคงติดตามสถานการณ์อยู่ คงเห็นว่าไม่ได้ออก พ.ร.ก.ฉุกเฉินออกมาเพื่อใช้อำนาจพิเศษอะไรเลย 
 
                   ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวต่ออีกว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตำรวจเสียขวัญและกำลังใจ เพราะผู้บังคับบัญชาบังคับไม่ให้พกพาอาวุธและไม่ให้ทำร้ายประชาชน แต่เหตุที่เกิดขึ้นเพราะนายสุเทพเป็นต้นเหตุ ส่วนกระแสข่าวว่า ตำรวจฝ่ายปฏิบัติไม่พอใจที่ไม่ให้ใช้อาวุธเพื่อป้องกันตัวนั้น ตนได้รับรายงานแล้ว และถูกด่าทุกวันว่าใจเย็นเหลือเกิน แต่ข้อเรียกร้องที่ให้ใช้ปืนนั้นทำไม่ได้ เพราะมองประชาชนเป็นพี่น้องทั้งนั้น อย่างไรก็ตาม ตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บจากการเตะระเบิด ตนได้พูดคุยกับ พล.ต.อ.วรพงษ์ ชิวปรีชา รองผบ.ตร.แล้ว โดยจะให้ประกาศเกียรติคุณว่าเขาใจถึง เป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ที่แท้จริง
 
 
 
 
"ธาริต"ระบุ"ศรส."เสียใจตร.-ปชช.ตาย 5 
 
 
                   นายธาริต เพ็งดิษฐ์ กรรมการศูนย์รักษาความสงบ (ศรส.) เเถลงว่า ศรส.มีผลการประชุมสมควรแจ้งให้พี่น้องประชาชนทราบ ดังนี้ 1.ศรส.ขอแสดงความเสียใจต่อตำรวจและประชาชนที่เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ที่บริเวณสะพานผ่านฟ้าลีลาศ เมื่อเช้าวันที่ 18 ก.พ.และขอประณามกลุ่มกองกำลังไม่ทราบฝ่ายที่ปะปนอยู่ในกลุ่มของผู้ชุมนุม แล้วใช้อาวุธสงครามร้ายแรง อันได้แก่ ระเบิดลูกเกลี้ยง  ระเบิดเอ็ม 79  ปืนซุ่มยิงความเร็วสูง และปืนสั้นชนิดต่างๆ รวมทั้งแก๊สน้ำตาระดมยิงเข้าใส่ตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่เป็นผลให้มีตำรวจและประชาชนเสียชีวิตถึง 5 คน และบาดเจ็บรวม 68 คน  จึงเป็นที่แน่ชัดว่า แกนนำกปปส.ได้จงใจและยินยอมให้มีกองกำลังติดอาวุธร้ายแรงเข้าปฏิบัติการดังกล่าว   
 
                   ศรส.ขอยืนยันว่า การปฏิบัติการของตำรวจชุดควบคุมฝูงชนนั้น ปราศจากอาวุธ  คงมีเพียงโล่ห์ กระบอง และปืนยิงกระสุนยางเท่านั้น  โดยเฉพาะตำรวจได้ปฏิบัติการภายใต้กรอบของกฎหมายอย่างเปิดเผยต่อหน้าสื่อมวลชน  และปฏิบัติการเป็นขั้นตอนตั้งแต่การเจรจา  การกดดันด้วยกำลังพล  และยุทธวิธีต่างๆ ซึ่งมิใช่เป็นการใช้อาวุธเข้าสลายการชุมนุมแต่อย่างใด ส่วนภาพทางสื่อมวลชนที่ปรากฏตำรวจถืออาวุธนั้น เป็นอาวุธปืนที่ใช้ยิงกระสุนยางเท่านั้น  อย่างไรก็ตาม ตำรวจจำเป็นต้องมีหน่วยสนับสนุนที่มีหน้าที่คุ้มครองป้องกัน หากตำรวจชุดควบคุมฝูงชนถูกอาวุธร้ายแรงทำร้าย  ซึ่งสามารถกระทำได้ตามกฎหมายเพื่อป้องกันชีวิตและทรัพย์สิน แต่การปฏิบัติการเมื่อเช้าวานนี้ ตำรวจหน่วยสนับสนุนก็ไม่ได้ใช้อาวุธปืนยิงแต่อย่างใด คงมีเพียงการแสดงกำลังและอาวุธเพื่อป้องปรามตามยุทธวิธีเท่านั้น     
 
                   การที่แกนนำ กปปส.โดยเฉพาะนายสุเทพ  ได้พูดกล่าวหาและบิดเบือนว่า ตำรวจใช้อาวุธทำร้ายผู้ชุมนุมโดยตัดต่อภาพและพูดเท็จจึงทำให้ประชาชนเข้าใจผิด  ขณะที่ สื่อมวลชนต่างประเทศ คือ สำนักข่าว CNN และ BBC  ได้เสนอภาพและข่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า มีคนร้ายใช้ระเบิดลูกเกลี้ยง และระเบิดเอ็ม 79  และอาวุธปืนยิงเข้าใส่ตำรวจอยู่ตลอดเวลา โดยตำรวจไม่ได้เตรียมการตั้งรับจึงต้องบาดเจ็บและเสียชีวิต จนในที่สุดต้องถอนกำลังออกจากบริเวณที่เกิดเหตุ และครั้นเมื่อภาพข่าวได้เผยแพร่ไปจนได้ความจริงปรากฏแก่ประชาชนแล้ว  นายเอกนัฏ  พร้อมพันธุ์  แกนนำ กปปส.ก็มากล่าวขอโทษแก่สื่อมวลชนว่า เป็นความบกพร่องของตนเองที่เขียนบทพูด หรือสคริปต์ให้นายสุเทพ พูดผิดพลาดไป  ดังนั้น จึงถือได้ว่า แกนนำกปปส.จงใจบิดเบือนข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ให้ประชาชนเข้าใจผิด ศรส.ยังได้รับแจ้งข้อมูลว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดเมื่อเช้าวานนี้ เมื่อมีคนบาดเจ็บและเสียชีวิต  ทางเจ้าหน้าที่ทหารได้เข้าช่วยเหลือตำรวจและประชาชนที่ได้รับบาดเจ็บเพื่อนำส่งโรงพยาบาล  แต่ปรากฏว่าผู้ชุมนุมบางส่วนได้ขัดขวางปิดเส้นทางมิให้รถพยาบาลและเจ้าหน้าที่ทำการลำเลียงช่วยเหลือผู้บาดเจ็บได้อย่างสะดวก  ซึ่ง ศรส.มีความห่วงใยในเรื่องนี้เป็นอย่างยิ่ง 
 
                   2.ศรส.ได้รับรายงานจากกองบัญชาการตำรวจนครบาลและตำรวจภูธรภาคถึงความคืบหน้าในการดำเนินคดีกับแกนนำ กปปส.และแนวร่วม กรณีร่วมกันกระทำผิดด้วยการขัดขวางการเลือกตั้งด้วยวิธีการต่างๆ ทั้งในกรุงเทพมหานครและในต่างจังหวัดโดยเฉพาะภาคใต้  ซึ่งเป็นความผิดร้ายแรงต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย  เป็นการล่วงละเมิดสิทธิของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งโดยตรง ขณะนี้ มีจำนวนคดีประเภทขัดขวางการเลือกตั้งทั่วประเทศ จำนวน 162 คดี  คดีประเภทเป็นเจ้าหน้าที่ กกต.จงใจละทิ้งหน้าที่ไม่จัดการเลือกตั้ง จำนวน 170 คดี  รวมคดีทั้งสิ้น 332 คดี และศาลได้ออกหมายจับให้แล้วจำนวน 110 คน  ขณะนี้ ได้ตัวมาดำเนินคดีแล้ว จำนวน 35 คน 
 
                   3.ตามนโยบายของ ศรส.ร่วมกับส่วนราชการต่างๆ ได้เห็นถึงความจำเป็นและความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนจากการปิดกรุงเทพมหานครของกปปส. โดยเฉพาะสถานที่ราชการ  ดังนั้น เพื่อให้สถานที่ราชการสามารถกลับมาเปิดให้บริการประชาชนได้ตามเดิม  ศรส.ร่วมกับส่วนราชการจึงได้ทำพิธีเปิดสถานที่ราชการต่าง ๆ ที่ถูกปิดให้เริ่มเปิดทำการได้  ขณะนี้สามารถเปิดเพิ่มเติมได้อีก 5  แห่ง ได้แก่ กรมการกงสุล กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด กรมการขนส่งทางบก  และการสื่อสารแห่งประเทศไทย  รวมเปิดส่วนราชการได้ทั้งหมดถึง 53 แห่งแล้ว จึงประกาศมาเพื่อทราบทั่วกัน
 
 
 
 
 
"ตำรวจ"ควบคุมฝูงชนทั่วประเทศ"เดือดตำหนิศรส."เอาตัวรอดส่ง"ผู้ปฏิบัติชั้นผู้น้อย"เผชิญความตาย"
 
 
                   ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากปรากฏภาพ "ตำรวจเตะระเบิด" แพร่หลายในโซเชียลมีเดียนั้น ประชาชนต่างเข้ามากดไลค์แสดงความชื่นชมและยกย่อง ส.ต.อ.อดุลย์ เกตุกัปตัน อายุ 28 ปี ตำแหน่ง ผบ.หมู่ ป. สังกัดสภ.เมืองพัทยา จ.ชลบุรี ที่ทำหน้าที่ขอคืนพื้นที่จุดปฏิบัติสะพานผ่านฟ้า เป็น "วีรบุรุษผู้กล้า" และขนานนามว่า "วีรบุรุษ SIDE-KICK" ตัดสินใจลุกขึ้นจากแนวโล่ห์กำบังออกมาเตะ "ลูกระเบิด" ปริศนาที่ลอยมากระทบโล่ห์ตำรวจตกลงที่พื้นด้านหน้าเพื่อนตำรวจด้วยกันนับสิบนาย
 
                   ล่าสุด พักรักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจ ตึกมงคลกาญจนา ชั้น 14 ห้อง 1414 อาการบาดเจ็บของ ส.ต.อ.อดุลย์ ยังสาหัสถูกสะเก็ดระเบิดมีแผลขนาดใหญ่ที่ขาซ้ายและขาขวา โดยแพทย์ระบุ ว่า กระดูกขาซ้ายหักแบบเปิด การรักษาจะต้องเอกซเรย์ เจาะเลือด และให้น้ำเกลือ ซึ่งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูกจะเตรียมการผ่าตัดในบ่ายวันนี้  
ขณะเดียวกัน เพื่อนข้าราชการตำรวจต่างตบเท้าเข้าเยี่ยมและโพสต์ข้อความแสดงความยินดีที่ขาไม่ขาด พร้อมตัดพ้อนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ผู้บังคับบัญชาระดับสูง ที่ไม่มีการวางแผนรักษาความปลอดภัยให้กับผู้ปฏิบัติ โดยมีการไลน์และแชร์เฟซบุ๊กต่อๆ กันว่า 
 
                   "ขอให้หายไวๆ นะผู้กล้าหาญจากพัทยา ฝากถามนาย กล้าพอหรือยังที่จะยุติ หรือจะต้องสูญเสียอีกกี่ชีวิต มีการแจ้งวิทยุ ตรวจสอบอาคารสูงการบินไทย พบชายชุดดำ ก่อนจนท.ตร.โดนถล่ม ไร้คำตอบ อรินทราช นเรศวร อยู่ไหน พวกผมได้ยินวิทยุชัดเจน ไร้การตรวจสอบ พวกผมโดน ฝากบอกนาย ไม่มีคำพูดครับ ข่าวกรอง การคุ้มกัน การวางแผนไร้คุณภาพครับ ชีวิตลูกน้องเจ็บ ตาย เพื่ออะไรครับ" เป็นข้อความที่ตำรวจกองร้อยควบคุมฝูงชนส่งต่อกันในไลน์และเฟซบุ๊ก
 
                   ล่าสุด เช้าวันนี้มีการออกแถลงการณ์จากชุดควบคุมฝูงชนสำนักงานตำรวจแห่งชาติทั่วประเทศแชร์กันในระบบไลน์ โดยระบุว่า 
 
                   "เป็นที่ทราบกันโดยชัดแจ้งแล้วว่า ผู้ชุมนุมที่ใช้นามว่า กปปส.และเครือข่ายต่างๆ ที่ร่วมกันนั้น มีอาวุธปืนและอาวุธสงครามร้ายแรงทำให้การปฏิบัติหน้าที่ในหลายครั้งที่ผ่านมา ตำรวจต้องเสียชีวิตและบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก โดยที่ชุดควบคุมฝูงชนมีเพียงโล่ห์และกระบอง และอาจมีบางครั้งที่ใช้แก๊สน้ำตาและกระสุนยางทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่มีหนทางที่จะต่อสู้กับผู้ชุมนุมได้ การปฏิบัติแต่ละครั้งก็มีแต่ความสูญเสีย ชุดควบคุมฝูงชนจึงขอเรียกร้องดังนี้
 
                   1.การปฏิบัติหน้าที่คราวต่อไปต้องมีการประกอบกำลังอาวุธเต็มรูปแบบ ทั้งอาวุธปืนพกส่วนตัวและอาวุธปืนยาวที่ใช้ประจำหน่วย ประกอบด้วย ลูกซอง และ M 79 
 
                   2.ไม่ควรมีการเจรจากับผู้ชุมนุมอีกต่อไป เพราะที่ผ่านมาการเจรจาไม่ได้ผล 
 
                   3.ให้ ศรส.รับผิดชอบการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ต้องแถลงข่าวว่า ไม่ใช้ความรุนแรงไม่มีการสลายการชุมนุม เพราะคำพูดดังกล่าวเป็นการเอาตัวรอดของผู้มีอำนาจใน ศรส.เท่านั้น หากเกิดความรุนแรง ตำรวจผู้ปฏิบัติก็จะต้องรับผิดชอบทางอาญาตามลำพัง และที่ผ่านมาที่มีตำรวจและประชาชนเสียชีวิตไม่รู้ว่า ตำรวจผู้ปฏิบัติจะต้องรับผิดชอบหรือไม่ หากเกิดมีการดำเนินคดี เพราะ ศรส.สามารถอ้างได้ตลอดเวลาว่า ศรส.ไม่มีนโยบายใช้ความรุนแรงและไม่มีนโยบายสลายการชุมนุม
 
                   4.ตำรวจทั้งประเทศเหนื่อยมามากแล้วในการปฏิบัติหน้าที่ หน่วยกำลังที่อยู่ในความปกครองของรัฐบาลก็มิได้มีเฉพาะตำรวจเท่านั้น หน้าที่หลักของตำรวจคือ รักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชนให้ปลอดภัยจากโจรผู้ร้ายทั่วไปและให้บริการประชาชนด้านการจราจรและงานด้านต่างๆ ตำรวจได้ทำหน้าที่ต่ออายุของรัฐบาลนี้มานานพอสมควรแล้วให้ใช้หน่วยงานอื่นบ้าง มิใช่ว่าเมื่อตำรวจมาเผชิญหน้ากับผู้ชุมนุมแต่กลับมีหน่วยงานที่ถืออาวุธอยู่ในฝั่งผู้ชุมนุมทั้งซ่อนเร้นและเปิดเผย รัฐบาลใช้งานตำรวจเกินกว่าเงินเดือนและมีบางส่วนเสียชีวิตและบาดเจ็บ
 
                   อนึ่งในขณะที่ตำรวจทำงานมากกว่าปกติมีราชการบางส่วนเห็นดีเห็นชอบในการหยุดงานในกรณีที่ผู้ชุมนุมปิดล้อมสถานที่ราชการ โดยไม่มีการต่อต้านหรือรวมตัวกันเรียกร้องสถานที่ราชการคืน จึงอยากให้ผู้มีอำนาจในรัฐบาล และ ศรส.พิจารณา พวกเรามีวินัยแต่เหลืออดแล้วจากชุดควบคมฝูงชนทั่งประเทศ" 
 
                   ข้อความต่างๆ ที่มีการออกแถลงการณ์จากชุดควบคุมฝูงชนสำนักงานตำรวจแห่งชาติทั่วประเทศระบายความอัดอั้นตันใจและแชร์กันในระบบไลน์ผ่านระบบโซเชียลมีเดีย