ข่าว

'ล้มหมอน นอน ไอซียู'

'ล้มหมอน นอน ไอซียู'

19 ก.พ. 2557

'ล้มหมอน นอน ไอซียู' : วันเว้นวันจันทร์ พุธ ศุกร์กับ ประภัสสร เสวิกุล

              ผมกลับมารายงานตัวแล้วครับ หลังจากที่คอลัมน์นี้ห่างหายไปจากสายตาของคุณผู้อ่านเป็นเวลาเดือนเศษอันเนื่องมาจากโรคภัยไข้เจ็บ ต้องนอนในห้องไอซียูของหออภิบาลโรคหัวใจ โรงพยาบาลเจ้าพระยา ถึง 3 สัปดาห์ เมื่อออกจากโรงพยาบาลมาแล้ว ก็ยังต้องพักฟื้นอีกเกือบ 2 สัปดาห์ จึงพอมีแรงเขียนหนังสือได้
สาเหตุที่ทำให้ต้องล้มหมอนนอนเสื่อ (ความจริงนอนเตียง) ในครั้งนี้ มาจากปอดติดเชื้อ และเป็นเชื้อที่รุนแรงและไม่ใช่เชื้อทั่วไปในเมืองไทย ทั้งนี้ก็เนื่องจากเมื่อกลางเดือนมกราคม ผมไปงานเลี้ยงสังสรรค์ของเพื่อน ปรากฏว่ามีเพื่อน 2-3 คนเพิ่งกลับจากชายแดนจีน และมีอาการไอ ผมบังเอิญนั่งอยู่ตรงกลางระหว่างเพื่อนก็เลยอาจจะได้รับเชื้อมาเต็มเปาแถมอีก 2 วัน ต่อมา ไปงานศพผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง บังเอิญอีกเหมือนกันที่ผมนั่งอยู่แถวหน้าก็เลยโดนพัดลมตัวใหญ่พัดใส่เต็มๆ ตลอดเวลา เมื่อกลับถึงบ้านก็เริ่มไอ เย็นวันต่อมาก็ไปหาหมอ หมอก็ให้ยาแก้ไอแก้อักเสบมากิน แต่คืนนั้นยิ่งไอหนักตลอดคืนจนไม่ได้หลับไม่ได้นอน รุ่งเช้าจึงตัดสินไปหาแพทย์โรคหัวใจที่โรงพยาบาลเจ้าพระยา เพราะคิดเอาเองว่าหัวใจคงจะไม่ปกติ คุณหมอตรวจดูแล้วจับตัวเข้าห้องไอซียูทันที เพราะในตอนนั้นหัวใจใกล้จะล้มเหลว ปอดติดเชื้อ น้ำท่วมปอด และไตเกือบจะวาย 3-4 อาการนี้ แค่อาการใดอาการเดียวก็มีสิทธิ์ที่จะไม่รอดได้

              จากนั้น ก็ระดมแพทย์ทั้งหัวใจ ปอด และไต ช่วยกันอย่างเต็มที่ - ตอนนั้นผมยังไม่ทราบว่าตนเองเป็นอะไรหนัก และวันถัดไป ลูกชายคนเล็กจะฉลองแต่งงาน ผมยังต่อรองคุณหมอว่าขอนอนพักสักคืน พรุ่งนี้ขอออกไปงานแต่งงานลูก แล้วจะกลับมานอนโรงพยาบาลต่อ คุณหมอก็ปฏิเสธอย่างนิ่มนวล สุดท้ายลูกชายลูกสะใภ้ก็ต้องมาไหว้พ่อที่ห้องไอซียู หลังจากนั้นผมก็ถูกจับใส่ท่อช่วยหายใจอยู่ 2 สัปดาห์ ซึ่งเป็นอะไรที่ทารุณมาก เพราะพูดไม่ได้ ต้องให้อาหารทางสายยาง แขนขาเต็มไปด้วยเข็มฉีดยา กลางคืนก็ไม่กล้าที่จะหลับตานอน เพราะกลัวว่าจะไม่ตื่นขึ้นมาอีก

              หลังจาก 2 สัปดาห์แรกผ่านไป สัปดาห์ต่อมาค่อยดีขึ้น เพราะหมอถอดท่อช่วยหายใจออก สามารถพูด และรับประทานอาหารได้ แต่เสียงก็ยังไม่คืนสู่สภาพปกตินัก ซึ่งต้องใช้เวลาอีกสักระยะหนึ่ง เมื่อคุณหมอทั้ง 3 ท่าน เห็นว่าอาการดีขึ้นมากแล้ว จึงอนุญาตให้กลับบ้านได้ แต่ก็ต้องพักฟื้นอีกพักใหญ่

              ครับ นั่นคือเหตุที่ทำให้คอลัมน์ “วันเว้นวันฯ” หายไปจากหน้า 4 ของ "คม ชัด ลึก" ไม่ใช่เพราะถูกแบนหรือถูกห้ามเขียนหรอกครับ และสิ่งที่ผมได้จากการนอนโรงพยาบาลคราวนี้ก็คือ ได้รู้ว่าตัวเองคิดผิด ทำผิด และสร้างภาระให้แก่อวัยวะภายในมาเป็นเวลานาน จนเขารองรับไม่ไหว โดยเฉพาะในเรื่องของการรับประทานอาหารและดื่มน้ำ ซึ่งเคยบอกกันว่าให้ดื่มน้ำมากๆ ในแต่ละวัน ปกติแล้วแม้ว่าผมจะระมัดระวังเรื่องอาหารอยู่พอสมควรก็ตาม แต่ปรากฏว่าความไม่รู้ทำให้ยังคงบริโภคเกลือและน้ำปลาจำนวนมากโดยไม่รู้ตัว เพราะในอาหารแทบทุกอย่างที่กินเข้าไปจะมีเกลือและน้ำปลาผสมอยู่แทบทั้งนั้น เช่นอาหารสำเร็จรูป ฟาสต์ฟู้ด อาหารแปรรูป อาหารกระป๋อง ฯลฯ เมื่อกินแล้ว นอกจากไตจะต้องทำงานหนักในการขับเกลือพวกนี้ออกมาแล้ว เราเองยังต้องดื่มน้ำในจำนวนมากเพื่อแก้กระหายจากความเค็ม ซึ่งถ้าไตปกติดีก็คงจะไม่กระไรนัก แต่ถ้าไตอยู่ในสภาพไม่สมบูรณ์ ก็ไม่สามารถขับน้ำที่มีปริมาณมากออกมาได้หมด ทำให้เกิดอาการบวม หรือน้ำท่วมปอดได้ และการบวมน้ำทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น หัวใจก็ต้องทำงานหนักไปด้วย - เชื่อไหมครับ ว่าวันแรกที่ผมเข้าโรงพยาบาล น้ำหนักตัวอยู่ที่ 85.6 กิโลกรัม แต่ในวันที่ออกจากโรงพยาบาล น้ำหนักลดลงมาเหลือเพียง 70 กิโลกรัม ซึ่งคุณหมอบอกให้ดีใจหรือเสียใจก็ไม่ทราบว่า ที่ผ่านมาคุณไม่ได้อ้วนหรอกนะ แต่คุณบวม

              หายจากการเจ็บไข้ครั้งวิกฤติที่สุดในชีวิตคราวนี้ ผมตั้งปณิธานไว้เลยว่าจะกินแต่ผัก ปลา และผลไม้บางชนิด จะไม่แตะต้องเกลือ น้ำปลา และน้ำตาล อีกเลย เพราะการรอดชีวิตมาได้ในครั้งนี้นี่ ก็เหมือนกับการได้เกิดใหม่ และขอใช้ชีวิตใหม่นี้ด้วยความห่วงใยอวัยวะภายในอย่างเต็มที่

              สุดท้ายนี้ ผมขอขอบคุณ คุณหมอเกียรติพงษ์ พละศักดิ์ แพทย์เจ้าของไข้และผู้เชี่ยวชาญด้านหัวใจ ที่ตัดสินใจอย่างเฉียบขาดเอาตัวส่งเข้าห้องไอซียูทันทีที่เห็นอาการเมื่อตอนมาหาคุณหมอครั้งแรกในวันนั้น คุณหมอยงค์ รงค์รุ่งเรือง แพทย์ที่ปรึกษาเฉพาะด้านโรคติดเชื้อ คุณหมอวุทธินันท์ สุขโต แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านไต คุณหมอธนสิทธิ์ หงส์พนัส แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านปอด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ศ.นพ.ศุภชัย ไชยธีระพันธ์ ประธานกรรมการบริหาร และ นพ.วิชัย ศิลาวิเศษฤทธิ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาล ที่ให้การเอาใจใส่ดูแลอย่างดียิ่ง ท่านทั้งสองคอยแวะมาดูแลอาการอยู่ตลอดเวลา รวมทั้งทีมพยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ ของโรงพยาบาลเจ้าพระยา ที่เอาใจใส่อย่างเต็มที่
และขอขอบคุณทุกๆ กำลังใจและความห่วงใยของทุกๆ ท่านทั้งที่กรุณาไปเยี่ยมที่โรงพยาบาล และส่งกำลังใจผ่านมาทางเฟซบุ๊ก โทรศัพท์ และอื่นๆ ด้วยครับ ขอบคุณครับ