ข่าว

ทำอย่างไรจึงไม่อดตายในวัยชรา

ทำอย่างไรจึงไม่อดตายในวัยชรา

19 ก.พ. 2557

เล่าสู่กันฟัง : ทำอย่างไรจึงไม่อดตายในวัยชรา : โดย...บัญญัติ คำนูญวัฒน์

 

                          เมื่ออนาคตเป็นสิ่งไม่แน่นอน การอดออมในวันนี้ ก็เหมือนกับอดเปรี้ยวไว้กินหวาน กินได้นานๆ ยิ่งถ้าหากตระหนักรู้ว่าต่อไปเราทุกคนจะต้อง “ชรา" และไม่มีรายได้ด้วยกันทั้งสิ้น แถมมีตัวเลขที่น่าสนใจก็คือในอีก 40 ปีข้างหน้า เมืองไทยของเราจะมีคนชราหรือคนสูงอายุอยู่ถึง 1 ใน 3 ของประเทศ ก็ยิ่งต้องตื่นตัวเพื่อรับมือไว้แต่เนิ่นๆ ขณะที่ยังหนุ่มสาว

                          ออมเงิน เป็นเรื่องแรกที่ต้องเริ่มวางแผน เพราะวงจรชีวิตเราตั้งแต่เด็กยันแก่ ล้วนแต่อยู่บนเส้นทางการเงินและเศรษฐกิจ นักเศรษฐศาสตร์ประชากรกว่า 30 ประเทศทั่วโลก จึงได้พัฒนา “บัญชีเงินโอนประชาชาติ” (National Transfer Accounts: NTA) บัญชีรายได้ประชาชาติที่แสดงดัชนีให้เห็นรายได้ รายจ่าย การโอนเงินในช่วงชีวิตของประชากรแต่ละประเทศ ตั้งแต่เด็กจนกระทั่งสูงอายุอย่างเป็นระบบ ข้อมูลต่างๆ เหล่านี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับวางแผนเตรียมความพร้อมสู่การเป็น “สังคมผู้สูงอายุ”

                          ยกตัวอย่างจีน ปัจจุบันมีผู้สูงอายุถึง 13% ของประชากรกว่า 1,350 ล้านคน อาจเป็นเพราะโชคดีที่จีนมีแนวคิดลัทธิขงจื้อ ที่ปลูกฝังให้ลูกหลานกตัญญูรู้คุณดูแลปรนนิบัติบุพการี รัฐจึงมีการเตรียมพร้อมเรื่องการใช้จ่ายให้แก่ผู้สูงอายุ โดยแบ่งเป็น เงินบำนาญ 10% ออมเงิน 10% รายได้จากครอบครัว 10% และสวัสดิการจากรัฐเพื่อรักษาพยาบาลยามเจ็บป่วยอีก 10% การเกื้อหนุนผู้สูงอายุลักษณะนี้คล้ายกับสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น

                          ย้อนกลับมาที่ประเทศไทย จากผลวิจัยพฤติกรรมการบริโภคของคนญี่ปุ่นเปรียบเทียบกับคนไทย กับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ โดย ดร.โรจนศักดิ์ โฉมวิไลลักษณ์ นักวิจัยปัญญาสมาพันธ์เพื่อการวิจัยฯ พบว่าญี่ปุ่นและไทยมีความตื่นตัว และเตรียมรับมือกับสังคมสูงอายุ มีการวางแผนทางด้านการเงินเพื่อการบริโภคอาหารที่เป็นประโยชน์ และสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกที่เอื้อต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ผู้สูงอายุตามสมควร

                          อย่างไรก็ตาม จากผลสำรวจค่าใช้จ่ายของครัวเรือนไทย จากสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่าครัวเรือนทั่วประเทศมีค่าใช้จ่ายราวๆ เดือนละ 18,000 บาท การวางแผนด้านการเงินของคนไทยส่วนใหญ่เป็นไปเพื่อการบริโภคในปัจจุบัน แต่ยังเน้นด้านการออมน้อย โดยแจกแจงได้ดังนี้ ค่าอาหาร 32.8% ค่าที่อยู่อาศัย 20.8% ค่าเดินทาง 19.1% ค่าของใช้ส่วนตัว เครื่องนุ่งห่ม 6.5% อื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวกับการออม 17.3% ในส่วนที่เหลือ 3.5% เป็นเงินออม เรียกได้ว่าแทบจะไม่มีเงินออม ซึ่งหลักการออมเงินที่เหมาะสมนั้นควรอยู่ที่ 10% ของรายได้

                          จากเรื่องที่ผมได้นำมาเล่าสู่กันฟัง จึงอยากให้เป็นข้อคิดในการวางแผนบริหารเงินในชีวิต ให้มีการบริโภคอย่างชาญฉลาด ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น ส่งเสริมให้มีการออมเพิ่มขึ้นเพื่อเอาไว้ใช้ในยามชราภาพ และที่สำคัญอยากให้ภาครัฐให้ความสำคัญกับสวัสดิการสังคมด้านสุขภาพที่ครอบคลุม เพื่อให้ผู้สูงวัยที่เหน็ดเหนื่อยกับการทำงานและเสียภาษีให้แก่ประเทศมาทั้งชีวิต ได้อยู่อย่างมีความสุขมีพลานามัยที่ดีตามสมควร เหมือนเช่นประเทศที่เจริญแล้วทั่วโลก

 

 

---------------------

(เล่าสู่กันฟัง : ทำอย่างไรจึงไม่อดตายในวัยชรา : โดย...บัญญัติ คำนูญวัฒน์)