
'นิติราษฎร์'จวก'กกต.'ไม่ทำหน้าที่!
'นิติราษฎร์' ออกแถลงการณ์จวก 'กกต.' ไม่ยอมทำหน้าที่ ตั้งชื่อใหม่ 'คณะกรรมการกีดกันการเลือกตั้ง'
16 ก.พ. 57 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะนิติราษฎร์ได้ออกแถลงการณ์เรื่อง "อำนาจและความรับผิดของคณะกรรมการการเลือกตั้ง กรณีกำหนดวันลงคะแนนใหม่ไปเป็นเดือนเมษายน" โดยระบุว่า ตามที่นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง ได้แถลงข่าวโดยอ้างว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้มีมติเมื่อ วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2557 กำหนดจัดวันลงคะแนนใหม่ทดแทนการลงคะแนนเลือกตั้งที่มีการประกาศงดการลงคะแนนไป โดยกรณีการลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าในวันที่ 26 มกราคม 2557 ให้ลงคะแนนใหม่ในวันที่ 20 เมษายน 2557 และกรณีการลงคะแนนเลือกตั้งในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 ให้ลงคะแนนใหม่ในวันที่ 28 เมษายน 2557 ส่วนกรณีการลงคะแนนเลือกตั้งใน 28 เขตเลือกตั้งที่ กกต. ไม่สามารถจัดการรับสมัครได้นั้น กกต.ยังไม่ได้พิจารณากำหนดวันลงคะแนน เพราะต้องรอความเห็นจากคณะรัฐมนตรีก่อนว่า จะยินยอมตราพระราชกฤษฎีกา ประกาศรับสมัครใน 28 เขตตามข้อเสนอของ กกต.หรือไม่
คณะนิติราษฎร์ มีความเห็นต่อมติของ กกต. ดังนี้ 1. กกต.มีมติกำหนดวันลงคะแนนในวันที่ 20 เมษายน 2557 และวันที่ 27 เมษายน 2557 โดยให้เหตุผลว่า "หากให้มีการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ส.ส.ผนวกเข้าไปด้วยกันกับการลงคะแนนการเลือกตั้ง ส.ว. จะทำให้เกิดการคัดค้านรุนแรง และประชาชนอาจเกิดความสับสน ที่ประชุมจึงขอให้มีการคะแนนเลือกตั้ง ส.ส.หลังการเลือกตั้ง ส.ว.แล้ว ในวันที่ 30 มีนาคม ซึ่งไม่เกินกำหนด 180 วัน" และคาดการณ์ว่า "ในช่วงดังกล่าวสถานการณ์ความขัดแย้งน่าจะคลี่คลายลง"
เหตุผลที่ กกต.ให้นั้น เป็นการคาดการณ์ล่วงหน้าไปเองว่าจะเกิดเหตุการณ์วุ่นวาย และในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ขัดขวางการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะ ณ เวลานี้ หรือในวันที่ 20 และ 27 เมษายน 2557 กกต.ก็มีหน้าที่เข้าจัดการไม่ว่าด้วยวิธีการใดก็ตามภายในกรอบของกฎหมาย เพื่อให้การออกเสียงลงคะแนนสำเร็จลุล่วงไปได้ แต่ตามข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่า กกต.ได้พยายามใช้อำนาจตามกฎหมายที่ตนมีอย่างเต็มที่เพื่อป้องกันและแก้ไข สถานการณ์ความวุ่นวายแต่อย่างใด กกต.จึงไม่อาจหยิบยกความขัดแย้งทางการเมืองหรือความชุลมุนวุ่นวายที่กลุ่ม การเมืองใดก่อขึ้น เพื่อนำมาใช้อ้างเพื่อละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้า เพื่อหน่วงเหนี่ยวการเกิดขึ้นของสภาผู้แทนราษฎรตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ เพราะมิฉะนั้น เมื่อไรก็ตามที่มีเหตุการณ์ความวุ่นวาย หรือการชุมนุมที่ต้องการขัดขวางการเลือกตั้ง กกต. ก็จะใช้เป็นเหตุอ้างเพื่อไม่จัดการเลือกตั้งให้สมบูรณ์ได้เสมอ
2. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 127 บัญญัติว่า "ภายในสามสิบวันนับแต่วันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ให้มีการเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อให้สมาชิกได้มาประชุมเป็นครั้งแรก" ระยะเวลาดังกล่าวเป็นระยะเวลาเร่งรัดให้บรรดาองค์กรที่เกี่ยวข้องต้องจัดให้ ได้มาซึ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการเรียกประชุมรัฐสภาครั้งแรก กรณีที่ กกต. กำหนดวันลงคะแนนใหม่ไปไกลถึงวันที่ 20 และ 27 เมษายน 2557 โดยปราศจากเหตุผลอันสมควร จึงเป็นการกำหนดวันลงคะแนนใหม่ให้ทอดยาวออกไป จนไม่อาจมีสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่ได้ กรณีดังกล่าว จึงเป็นการใช้ดุลพินิจที่มีปัญหาความชอบด้วยกฎหมาย อันอาจเข้าข่ายเป็นความผิดตามมาตรา 20 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2550 และมาตรา 157 ประมวลกฎหมายอาญา
3. กรณี 28 เขตเลือกตั้งที่มีปัญหารับสมัครเลือกตั้งไม่สำเร็จนั้น กกต.ได้เสนอให้คณะรัฐมนตรีตราพระราชกฤษฎีกาประกาศรับสมัครเลือกตั้งใหม่ใน 28 เขตเลือกตั้ง ข้อเสนอเช่นนี้เป็นข้อเสนอที่ไม่มีบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญรองรับ เนื่องจาก ขณะนี้พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2556 ยังมีผลใช้บังคับอยู่ การเสนอให้ตราพระราชกฤษฎีกาประกาศรับสมัครเลือกตั้งใหม่ มีผลให้เกิดพระราชกฤษฎีกาสองฉบับทับซ้อนกัน และส่งผลให้อาจเกิดการตีความว่าการกำหนดวันเลือกตั้งไม่เป็นวันเดียวกันทั่ว ราชอาณาจักรได้ ซึ่งขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 108 วรรคสอง นอกจากนี้ หากพิจารณาสาเหตุที่การสมัครรับเลือกตั้งใน 28 เขตเลือกตั้งไม่อาจเกิดขึ้นได้อย่างสมบูรณ์นั้น ก็เป็นความบกพร่องของ กกต. ที่ไม่ขยายระยะเวลาการรับสมัครออกไปตั้งแต่แรก การเสนอให้คณะรัฐมนตรีตราพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว จึงอาจมองได้ว่า กกต. กำลังผลักความรับผิดชอบ เพื่อลบล้างการกระทำอันบกพร่องของตน
4. ข้อเสนอของ กกต. เกี่ยวกับการกำหนดวันลงคะแนนเลือกตั้งใหม่ และข้อเสนอของนักวิชาการหรือผู้ตั้งตนเป็น "คนกลาง" ทั้งหลาย ต้องคำนึงและให้ความสำคัญแก่ประชาชน 20 ล้านคนที่ออกมาใช้สิทธิลงคะแนนเลือกตั้งในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 และรอคอยการเกิดขึ้นของสภาผู้แทนราษฎรอยู่ ยิ่งไปกว่านั้น เพื่อให้การปฏิบัติภารกิจของรัฐดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ ย่อมเป็นความจำเป็นอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ที่จะต้องมีสภาผู้แทนราษฎรและคณะ รัฐมนตรีชุดใหม่ที่มีที่มาจากสภาผู้แทนราษฎร
ด้วยเหตุผลที่กล่าวมา ทั้งหมด คณะนิติราษฎร์เสนอให้ กกต.พิจารณาใช้ดุลพินิจกำหนดวันลงคะแนนใหม่โดยเร็วที่สุด การกำหนดวันลงคะแนนใหม่ที่ล่าช้า และปราศจากเหตุผลอันสมควร ย่อมทำให้ กกต. มีความผิดอาญา โดยผู้มีสิทธิเลือกตั้งและผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้เสียหายที่จะริเริ่ม ร้องทุกข์หรือกล่าวโทษได้
ตั้งชื่อใหม่ 'กกต.' คณะกรรมการกีดกันการเลือกตั้ง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะนิติราษฎร์ นำโดยนายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ หัวหน้าภาควิชากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้จัดแถลงข่าวเกี่ยวกับอำนาจและความรับผิดชอบของ กกต. ต่อกรณีกำหนดวันเลือกตั้งลงคะแนนใหม่ โดยระบุว่า กกต.ทำในสิ่งไม่ถูกต้อง ด้วยการประวิงเวลาจัดการเลือกตั้งออกไป และเป็นที่น่าเสียใจที่ กกต.ที่มีหน้าที่จัดการเลือกตั้ง แต่กลับไม่เชื่อว่า การเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ.ที่ผ่านมาจะสามารถเกิดขึ้นได้ และสุดท้ายการเลือกตั้งก็เกิดขึ้นได้ นั่นหมายถึงมีประชาชนกลุ่มหนึ่งได้ออกมาแสดงพลังใช้สิทธิ์เลือกตั้ง
นายวรเจตน์ กล่าวอีกว่า กกต.มีหน้าที่ให้เกิดสภาผู้แทนราษฎรเกิดขึ้นให้ได้ ซึ่งคณะนิติราษฎรต้องการให้มีการเคารพสิทธิ์และเคารพเสียงประชาชนกลุ่มนี้ไว้ด้วย โดยนิติราษฎร์จะจัดการรณรงค์จุดเทียนแสดงพลังเสียงของประชาชนอย่างต่อเนื่อง หวังให้เกิดกระบวนการกดดัน กกต.ให้ทบทวนและพิจารณากำหนดวันเลือกตั้งขึ้นมาโดยเร็ว เพื่อให้ประเทศไทยสามารถจัดตั้งสภาผู้แทนราษฎรได้ เมื่อประเทศไทยมีรัฐบาลดูแลประเทศควบคู่ไปกับการปฏิรูปประเทศ แล้วจะยุบสภานำมาสู่การเลือกตั้งใหม่ เพื่อให้ได้รัฐบาลที่ทุกกลุ่มยอมรับได้ แต่ไม่ใช่มาเรียกร้องเอาตามแต่ใจนอกกระบวนการตามระบอบประชาธิปไตย ทำให้คณะนิติราษฎร์ต้องออกมากระตุ้นให้คนที่ไม่เคยออกมาได้ออกมาร่วมกันแสดงพลัง เนื่องจากหน้าที่นี้ ไม่ได้สิ้นสุดลงหลังจากได้ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง แต่เป็นกระบวนการประชาธิปไตยที่ประชาชนที่ทุกคนต้องเรียนรู้ร่วมกัน
ด้าน น.ส.สาวิตรี สุขศรี อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุว่า รู้สึกหมดหวังกับ กกต.ชุดนี้ ที่น่าจะมีชื่อเต็มว่า กรรมการกีดกันการเลือกตั้ง คณะนิติราษฎร์มองว่า กกต.ใช้ดุลพินิจไม่ชอบ ยังไม่มีเหตุจำเป็นอันพอควร อย่างการเลื่อนการเลื่อนตั้งไปจนถึงเดือนเมษายน โดยไม่จัดการเลือกตั้งภายในเวลาตามกำหนดกำหนด ซึ่งลักษณะนี้อาจจะสื่อถึงมูลเหตุจูงใจข้างใน แม้จะพิสูจน์ยาก แต่การกระทำจะเป็นเครื่องชี้เจตนา โดยที่ผ่านมา กกต.มีความพยายามไม่จัดการเลือกตั้งภายในเวลากำหนด และยังไม่เคยแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ที่ขัดขวางการเลือกตั้ง โดยในทางอาญาชี้เจตนาได้
น.ส.สาวิตรี กล่าวต่อว่า การดำเนินการเอาผิด กกต. สามารถใช้ ม.20 ของพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2550 เป็นกรอบกฎหมายสามารถเอาผิด กกต.ได้เหมือนกัน โดยในกระบวนการดำเนินคดีอาญา สามารถริเริ่มคดีได้เลย แม้ว่าในตอนนี้ยังไม่มีเจ้าพนักงานใดๆ ริเริ่มคดี แต่ประชาชนสามารถยื่นคำร้อง เพื่อร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน ทั้งนี้ กกต. ไม่ใช่ "ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง" โดยการดำเนินการเอาผิดจะใช้กระบวนการพิจารณาคดีอาญาตามปกติ ทางพนักงานสอบสวนเรียกสอบสวนคดี และทำความเห็นส่งอัยการ โดยไม่จำเป็นต้องผ่าน ป.ป.ช. นอกจากนี้ ยังสามารถเข้าชื่อถอดถอนได้ ตาม ม.270 ของรัฐธรรมนูญปี 50 ดำเนินการเอาผิดกับ กกต.ได้อีกด้วย ภายหลังประชาชนรวบรวมรายชื่อได้แล้ว สามารถยื่นคำร้องต่อประธานวุฒิสภา ต่อมาวุฒิสภาจะส่งเรื่องต่อไปยัง ป.ป.ช. ได้ไตร่สวนข้อเท็จภายใน 30 วัน ว่าข้อกล่าวหามีมูลหรือไม่ หลังจากนั้นจะส่งรายงานกลับมายังวุฒิสภา โดยที่วุฒิสภาสามารถลงมติถอดถอนได้ด้วยเสียง 3 ใน 5 ทั้งนี้ มีผลให้พ้นออกจากตำแหน่งทันที อย่างไรก็ตาม หากฟังแล้วว่า การกระทำที่มิชอบ จะต้องนำกฎหมายสู้กับเค้าอีกรอบ แม้ว่าอีกฝ่ายหนึ่งจะไม่สนใจกฎหมายแล้วก็ตาม
ด้านนายปิยะบุตร แสงกนกกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุว่า ที่ผ่านมา คณะกรรมการการเลือกตั้งทั้ง 4 ท่าน ไม่ค่อยจะแสดงท่าทีในการหาทางออกให้กับการเมืองไทย และผลักดันให้เกิดการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยแต่อย่างไร อย่างการที่นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านบริหารงานเลือกตั้ง ได้มีการโพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊กแสดงถึงเจตนาที่ตรงกันข้ามกลับการทำหน้าที่ให้การเลือกตั้งเกิดขึ้นได้ โดยในแต่ละข้อความเป็นการชักชวนประชาชนเห็นตามด้วยทั้งสิ้น
นายปิยะบุตร กล่าวอีกว่า การที่ กกต.ไม่ประกาศผลการเลือกตั้ง ซึ่งจะมีผลต่อการรับรองสถานะความเป็น ส.ส. ซึ่งไม่ได้เพียงส่งผลต่อการจัดตั้งรัฐบาล และสภาผู้แทนราษฎร แต่ส่งผลต่อความร่วมมือและผลประโยชน์ของประเทศโดยรวม รวมทั้งการตัดสินใจของนักลงทุนต่างชาติ นอกจากนี้ ยังทำให้กระทรวง และหน่วยงานต่างๆ เกิดปัญหาขัดแย้งภายใน และมีความเป็นไปได้ที่ข้าราชการจะเกิดการกระด้างกระเดื้องสูง เนื่องจากในระหว่างที่การบริหารประเทศหยุดนิ่งไป ทำให้การแต่งตั้งตำแหน่งข้าราชการประจำปีช้ากว่าปกติ อย่างไรก็ตาม หากการเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่สำเร็จได้ กกต.นี้ จะกลายเป็นคณะกรรมการชุดแรกที่จัดการเลือกตั้งไม่สำเร็จ จะถูกบันทึกในหน้าประวัติศาสตร์ จะขอให้ทบทวนการกระทำของตัวเองด้วย



