
'ออมสิน'ยันปล่อยกู้ธ.ก.ส.จริงพร้อมรับมือแห่ถอน
'ออมสิน'แถลงยืนยันปล่อยกู้ ธ.ก.ส.จริง แต่ไม่เกี่ยวจำนำข้าว พร้อมรับคนแห่ถอนเงิน 'ถาวร'เผยออมสินอนุมัติธ.ก.ส.กู้อ้างอินเตอร์แบงก์รวม9พันล.
ความคืบหน้ากรณีธนาคารออมสินปล่อยกู้เงินระหว่างธนาคาร (อินเตอร์แบงก์) ให้แก่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จำนวน 5,000 ล้านบาท จากที่เปิดวงเงินไว้ 2 หมื่นล้านบาท เพื่อช่วยเหลือสภาพคล่องนั้น ล่าสุดเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ นายวรวิทย์ ชัยลิมปมนตรี ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวยอมรับว่า เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ธนาคารได้พิจารณาอนุมัติการปล่อยกู้ในระยะสั้นวงเงิน 5,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นไปตามข้อตกลงของสภาสถาบันการเงินของรัฐที่จะช่วยเหลือด้านสภาพคล่องระหว่างกัน และคณะกรรมการของธนาคารออมสินได้มีมติไว้ตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม ที่ผ่านมา ในการสำรองสภาพคล่องไว้ 2 หมื่นล้านบาท ไว้ปล่อยกู้ในอินเตอร์แบงก์สำหรับแบงก์รัฐทุกแห่ง เนื่องจากออมสินถือเป็นธนาคารที่มีสภาพคล่องสูงสุดในกลุ่มของธนาคารรัฐด้วยกัน
นายวรวิทย์ กล่าวว่า การปล่อยกู้ให้ ธ.ก.ส.ในครั้งนี้ ถือเป็นธุรกรรมที่ธนาคารดำเนินการมาแต่ในอดีต ซึ่ง ธ.ก.ส.กู้ยืมกับออมสินมาหลายครั้ง และเป็นลูกค้าที่ดี มีการใช้หนี้ก่อนกำหนดทุกครั้ง โดยวงเงิน 5,000 ล้านบาทดังกล่าวก็เป็นการกู้โดยใช้ตั๋วสัญญาใช้เงิน หรือ พีเอ็น วางค้ำประกัน และมีระยะเวลาไม่เกิน 30 วันเท่านั้น ไม่ใช่การปล่อยกู้ระยะยาว 9 เดือน อย่างที่มีกระแสข่าว ส่วนที่มีข่าวว่ากระทรวงการคลังออกหนังสือค้ำประกัน (เล็ตเตอร์ ออฟ คอมฟอร์ท) ให้นั้น ก็ไม่เป็นความจริง เพราะถือเป็นการทำธุรกรรมระหว่าง 2 ธนาคารด้วยกันเอง และตนไม่เคยเห็นหนังสือดังกล่าว ส่วน ธ.ก.ส.จะไปทำกับกระทรวงการคลังเพียง 2 ฝ่ายหรือไม่นั้น ไม่ทราบ ต้องไปถาม ธ.ก.ส.เอง
"การให้กู้ยืมในอินเตอร์แบงก์ ออมสินพิจารณาเพียงเรื่องของฐานะ ความเสี่ยงของผู้กู้ และสภาพคล่องของตัวเอง รวมถึงอัตราดอกเบี้ยว่าน่าสนใจหรือไม่ โดยไม่จำเป็นต้องสอบถามว่าผู้กู้จะนำเงินไปทำอะไร เพราะวัตถุประสงค์ในการกู้เงินของ ธ.ก.ส.ระบุว่านำไปเสริมสภาพคล่องเท่านั้น ซึ่งขณะนี้ทางออมสินก็มีสภาพคล่องส่วนเกินนำมาปล่อยกู้ในอินเตอร์แบงก์ได้ถึง 2 แสนล้านบาท จึงเห็นควรปล่อยกู้ให้ ธ.ก.ส. 5,000 ล้านบาท ไม่ใช่ 2 หมื่นล้านบาท อย่างที่เป็นข่าว เพราะ ธ.ก.ส.ก็ถือเป็นธนาคารที่มีความมั่นคง ปีที่ผ่านมามีกำไรถึง 9,000 ล้านบาท และมีเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงค่อนข้างสูง จึงไม่ถือว่าเป็นการปล่อยกู้ที่มีความเสี่ยงแต่อย่างใด และที่ผ่านมาก็ไม่เคยมีปัญหาเกิดขึ้น" นายวรวิทย์ กล่าวและว่า ส่วนกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า ธ.ก.ส.ก็มีสภาพคล่องสูงแสนล้านบาท ทำไมถึงต้องมากู้เงินธนาคารออมสินอีกนั้น ตนไม่ทราบ ต้องไปตาม ธ.ก.ส.เอง เพราะถือเป็นสิทธิของ ธ.ก.ส. และเป็นการบริหารสภาพคล่องของตัวเอง
พร้อมรับคนแห่ถอนเงิน
นายวรวิทย์ กล่าวด้วยว่า ที่ต้องออกมาชี้แจงในครั้งนี้ เนื่องจาก 2-3 วันที่ผ่านมามีกระแสโจมตีในสังคมออนไลน์ค่อนข้างมากและมองว่าตนเป็นผู้ร้าย จึงจำเป็นต้องออกมาชี้แจงและทำความเข้าใจกับลูกค้าผู้ฝากเงินว่าธนาคารออมสินไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวหรือปล่อยกู้ให้แก่โครงการรับจำนำข้าวโดยตรงและไม่เคยผิดคำพูด ไม่เช่นนั้นธนาคารคงเข้าไปปล่อยกู้ให้กระทรวงการคลังก่อนหน้านี้แล้ว เนื่องจากส่วนนั้นยังมีความไม่ชัดเจนของข้อกฎหมาย ธนาคารจึงยังไม่มีการพิจารณาใดๆ แต่ระหว่างนี้ หากใครปล่อยกู้ให้ ธ.ก.ส. ก็ถูกมองในแง่ลบ และเข้าใจว่านำเงินไปใช้เพื่อโครงการจำนำข้าวทั้งหมด ขณะที่ผู้เดือดร้อนที่สุดในเวลานี้คือผู้ฝากเงินที่กำลังวิตกและจะไปถอนเงินฝากจากธนาคาร เนื่องจากไม่มั่นใจ กลัวเกิดความเสี่ยงกับเงินฝาก จึงอยากทำความเข้าใจว่า การปล่อยกู้ให้แบงก์รัฐด้วยกันเองความเสี่ยงเป็นศูนย์
นายวรวิทย์ กล่าวอีกว่า การชี้แจงในครั้งนี้ หวังว่าจะสร้างความเข้าใจในระดับหนึ่ง แต่วันที่ 17 กุมภาพันธ์ ถือเป็นวันเปิดทำการวันแรก หลังจากมีกระแสข่าวธนาคารก็ต้องเตรียมความพร้อมหากมีการแห่มาถอนเงินฝากเกิดขึ้น และต้องประเมินผลกระทบภายในสัปดาห์นี้อีกครั้งว่า ธนาคารจะพิจารณาให้กู้แก่ ธ.ก.ส.เพิ่มเติมหรือไม่ เพราะนอกจาก 3 ปัจจัยหลักที่นำมาพิจารณาคือความจำเป็นในการใช้เงินของ ธ.ก.ส. และการพิจารณาสภาพคล่องของธนาคารเอง รวมถึงอัตราดอกเบี้ยแล้ว ในช่วงนี้อาจต้องเพิ่มอีกปัจจัยหนึ่งเข้าไปคือ ต้องพิจารณาถึงผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของธนาคารประกอบด้วย
"ยอมรับว่ากลัวความเสี่ยงด้านสังคม ไม่เช่นนั้นคงไม่มาเร่งชี้แจงในวันอาทิตย์ โดยหวังว่าสถานการณ์ในวันจันทร์และสัปดาห์นี้จะเป็นปกติ และการถอนเงินคงไม่ ซึ่งเป็นธุรกรรมตามปกติอยู่แล้ว แต่ข่าวดังกล่าวจะทำให้มีการถอนเงินมากขึ้นจนผิดปกติหรือไม่คงต้องประเมินอีกครั้ง แต่ในช่วง 2-3 วันนี้ยังไม่มีสัญญาณผิดปกติใดๆ โดยหากพบว่ามีการถอนเงินออกไปมากธนาคารคงต้องเบรกโครงการปล่อยกู้อินเตอร์แบงก์ไว้ก่อน เพราะต้องคำนึงถึงสภาพคล่องตนเองเป็นหลักด้วย"
นายวรวิทย์ กล่าวอีกว่า ขณะนี้เห็นใจชาวนาที่ได้รับความเดือดร้อนจากการที่ไม่ได้รับเงินจำนำข้าว ดังนั้นในวันที่ 18 กุมภาพันธ์นี้ บอร์ดธนาคารจะมีการพิจารณาหาแนวทางช่วยเหลือ เพราะชาวนาบางส่วนก็เป็นลูกค้าของธนาคาร จึงอาจเป็นการให้กู้สำหรับรายย่อยที่ธนาคารดำเนินการอยู่แล้วในการแก้ไขปัญหาหนี้สินนอกระบบ โดยจะให้กู้รายละไม่เกิน 1 แสนบาท ดอกเบี้ยร้อยละ 0.75 ต่อเดือน ทั้งนี้คงต้องพิจารณาความเสี่ยงและอยู่บนพื้นฐานที่ถูกต้องด้วย
เผยออมสินอนุมัติเงินกู้ 9 พันล้าน
นายถาวร เสนเนียม แกนนำกลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) เปิดเผยว่า เพิ่งได้รับแจ้งข้อมูลจากคนวงในของธนาคารออมสินว่า เช้าวันที่ 16 กุมภาพันธ์ นายวรวิทย์ได้อนุมัติวงเงินกู้ให้ ธ.ก.ส.อีก 4,000 ล้านบาท หลังจากที่ได้อนุมัติไปแล้วเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 5,000 ล้านบาท รวมเป็น 9,000 ล้านบาท โดยอ้างว่าเป็นการกู้เงินระหว่างธนาคาร โดยข้อเท็จจริงการกู้ในระบบนี้จะเกิดขึ้น เพื่อเป็นการเสริมสภาพคล่องของสถาบันการเงิน ซึ่งที่ผ่านมา ธ.ก.ส.ไม่ได้ประสบปัญหาสภาพคล่อง เพราะมีเงินอยู่ถึง 1.8 แสนล้านบาท แต่เหตุที่ไม่ให้รัฐบาลกู้ไปใช้ในโครงการจำนำข้าว เพราะจะผิดรัฐธรรมนูญ มาตรา 181 ซึ่งจะเป็นการสร้างหนี้สินผูกพันภาระต่อรัฐบาลหน้า อีกทั้งจะขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่ง มาตรา 155 ที่ระบุว่า นิติกรรมใดที่ขัดต่อกฎหมายชัดแจ้ง นิติกรรมนั้นย่อมมีผลเป็นโมฆะ
"การกู้นี้ขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 181 ชัดเจน อีกทั้งจะขัดหลักธรรมาภิบาล เพราะรู้ชัดแจ้งว่าโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลมีการทุจริตคอร์รัปชั่น ฉ้อราษฎร์บังหลวงในขั้นตอนต่างๆ จนไม่มีเงินมาใช้หนี้ให้ชาวนา แต่ ผอ.ธนาคารออมสินได้อนุมัติปล่อยกู้เงินของออมสินครั้งนี้ โดยอ้างว่าเป็นการกู้แบบอินเตอร์แบงก์ น่าจะเป็นการหาทางเลี่ยงข้อกฎหมาย และยังทราบอีกว่า ธนาคารกรุงไทยก็อนุมัติเงินกู้ช่วยไปแล้ว 7,000 ล้านบาท เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมขอเตือนถึง ผอ.ธนาคารออมสิน และกรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงไทยว่า เงินที่อนุมัติให้รัฐบาลไปนั้นเป็นเงินฝากของประชาชนจำนวนหลายล้านบัญชี หากเกิดความผิดพลาดที่ขัดต่อหลักกฎหมาย ก็ต้องรับผิดชอบความเสียหายที่จะเกิดขึ้น เพราะทั้ง 3 สถาบันการเงิน คือ กรุงไทย ออมสิน และ ธ.ก.ส. ล้วนมีสถานะที่เป็นรัฐวิสาหกิจ ซึ่งมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องควบคุมการดำเนินงานอยู่" นายถาวร กล่าว
สหภาพธ.ก.ส.นัดแต่งดำ
นายประสิทธิ์ พาโฮม ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า สหภาพ ธ.ก.ส.จะนัดแต่งชุดดำในวันที่ 17 กุมภาพันธ์นี้ และจะสอบถามผู้บริหารธนาคารถึงการกู้เงินกับธนาคารออมสิน อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นทราบว่าถูกแรงกดดันทางการเมือง อย่างไรก็ตาม ยังต้องรอดูท่าทีของฝ่ายบริหารก่อน หากออกมาระบุว่ากู้เงินมาจากธนาคารออมสินเพื่อนำมาใช้ในโครงการจำนำข้าวก็พร้อมแสดงจุดยืนต่อไป
ทั้งนี้มีรายงานข่าวจาก ธ.ก.ส.ว่า วงเงินที่กู้อินเตอร์แบงก์จากธนาคารออมสิน 5,000 ล้านบาทนั้น จะยังไม่สามารถจ่ายให้ชาวนาได้ในวันที่ 17 กุมภาพันธ์นี้ เพราะยังไม่ได้ระบุชี้ชัดว่าเงินดังกล่าวจะนำไปใช้ทำอะไร และยังไม่ได้กระจายไปยังสาขาต่างๆ ของธนาคาร ดังนั้นฝ่ายบริหารต้องมีการหารือกันภายในก่อนในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ จากนั้นจะชี้แจงกันภายในก่อนจะปล่อยเงินไปตามสาขาต่างๆ
รายงานข่าวระบุอีกว่า การใช้จ่ายเงินในโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลนั้น ธ.ก.ส.ยืนยันว่าจะใช้จ่ายเงินมาจาก 2 ส่วน คือ เงินที่ได้จากการขายข้าว และเงินที่กระทรวงการคลังจัดหาให้เท่านั้น ซึ่งในส่วนหลังนี้จะมีผลให้ ธ.ก.ส.ไม่ต้องรับภาระดอกเบี้ยแต่อย่างใด
จำนำข้าวทั้งผิดพลาด-ตั้งใจทุจริต
เมื่อเวลา 14.00 น. วันเดียวกัน ที่ห้องประชุมอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา สี่แยกคอกวัว ถนนราชดำเนิน คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 ชมรมนักธุรกิจเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม (เอสวีเอ็น) เครือข่ายปฏิรูปพลังงานไทย องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน จัดเสวนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่อง "จำนำข้าว พัง! เพราะผิดพลาดหรือตั้งใจโกง" โดยมีนายนิพนธ์ วงษ์ตระหง่าน อดีตนายกสมาคมโรงสีข้าวไทย นายสมเกียรติ มรรคยาธร เลขาธิการสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ เป็นผู้บรรยาย
นายสมเกียรติ กล่าวว่า เรื่องจำนำข้าวความผิดพลาดก็มี หรือความตั้งใจที่จะทุจริตก็มี ที่จริงเริ่มผิดพลาดตั้งแต่จะมีโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งในอดีตจะต้องมีเพดานในการรับจำนำข้าวเอาไว้ เพื่อรักษาปริมาณในกลไกตลาดที่แน่นอน แต่คราวนี้เป็นราคาที่สูงกว่าตลาดมากอย่างชัดเจน จึงบอกว่าเป็นความตั้งใจโกงระดับหนึ่ง เพราะไม่มีความจำเป็นต้องตั้งราคาสูงขนาดนั้น ส่วนความผิดพลาดก็ผิดกับผู้ที่คิดโครงการที่ไม่เคยมาสัมผัสกับตลาดข้าวจริงๆ เพราะราคาข้าวมีความผันผวนตลอดเวลา การดึงราคาข้าวมาที่ 15,000 บาทต่อตัน ก็เป็นการศึกษาของภาครัฐที่ไม่ดีพอ หรือมีความตั้งใจแฝงเร้นกับราคานี้ สุดท้ายเงินทุนหมุนเวียนของรัฐก็ไม่เพียงพอ ดังนั้นรัฐบาลไปโทษใครไม่ได้ ต้องโทษตัวเองที่บริหารจัดการไม่เป็น



