
ข้าราชการ(2)
16 ก.พ. 2557
ข้าราชการ (2) : คอลัมน์วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]
สัปดาห์ที่แล้วเขียนค้างไว้เรื่องการบริหารเงินแบบ "ข้าราชการ" ที่จริงๆ มี "ต้นแบบ" ที่สามารถ "ลอกเลียน" ทั้งหมดหรือจะนำมาประยุกต์ใช้บางส่วนก็ได้
"ต้นแบบ" ที่ว่า มาจากแผนการลงทุนของกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ที่ออกแบบไว้สำหรับให้ "ข้าราชการ" ซึ่งเป็นสมาชิกกองทุนสามารถที่จะเลือกลงทุนได้ตามความต้องการของตัวเอง โดยการเลือกก็จะสอดคล้องกับ "เป้าหมายปลายทาง" ของผู้ลงทุนด้วย
สัปดาห์ที่ผ่านมา แนะนำไป 2 แผน 2 ทางเลือก ยังค้างอีก 3 แผน ที่จะขอว่าต่อให้จบในสัปดาห์นี้
แผนแรก - แผนตราสารหนี้ ซึ่งเป็นแผนการลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนจากการลงทุนที่ค่อนข้างสม่ำเสมอ ไม่หวือหวา ไม่ลงทุนในหุ้น ลงทุนในตราสารหนี้ 100% จึงมีความเสี่ยงจากการลงทุนในระดับที่ค่อนข้างต่ำ ดังนั้น แผนตราสารหนี้จึงเหมาะกับผู้ลงทุนที่ยอมรับผลตอบแทนจากการลงทุนที่ไม่สูงมากนัก เพื่อแลกกับความมั่นคงในการลงทุนที่สูงกว่าแผนหลักและแผนผสมหุ้นทวี (ที่เขียนถึงไปเมื่อสัปดาห์ก่อน)
แผนที่สอง - แผนตลาดเงิน เป็นรูปแบบของการลงทุนที่มุ่งเน้นความปลอดภัยของเงินต้นเป็นสำคัญ มีความเสี่ยงจากการลงทุนต่ำที่สุดในแผนการลงทุนทั้ง 4 แผน โดยมีการลงทุนในตราสารแสดงสิทธิในหนี้ระยะสั้น ดังนั้น ผลตอบแทนที่คาดหวังจากการลงทุนในรูปแบบนี้ จึงน้อยกว่าแผนการลงทุนอื่นทุกแบบ
แผนการลงทุนนี้จึงเหมาะกับผู้ลงทุนที่เหลือระยะเวลาในการลงทุนน้อย ผู้ที่ใกล้เกษียณอายุราชการ หรือผู้ที่ต้องการใช้เงินในระยะเวลาอันใกล้ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ไม่ต้องการให้เงินที่มีอยู่หรือที่สะสมไว้แล้วในบัญชีต้องลดต่ำลง เนื่องจากความผันผวนในเวลาที่ต้องถอนการลงทุน
แผนสุดท้าย - แผนสมดุลตามอายุ เป็นรูปแบบของการลงทุนที่เน้นความเพียงพอของการออม เพื่อใช้จ่ายหลังเกษียณอายุเป็นหลัก โดยกำหนดสัดส่วนการลงทุนตราสารทุนหรือหุ้นไว้สูง โดยเฉพาะในช่วงที่มีอายุไม่มาก เพื่อเปิดโอกาสให้ได้รับผลตอบแทนที่ดีขึ้นในระยะยาว แม้ผลตอบแทนรายปีอาจผันผวนหรือติดลบได้มากขึ้น และ กบข. จะทยอยลดการลงทุนในตราสารทุนไปเป็นตราสารหนี้ตามลำดับโดยอัตโนมัติ เมื่ออายุสมาชิกมากขึ้น เพื่อลดความผันผวนของเงินลงทุน
การกำหนดนโยบายการลงทุนและการบริหารเงินกองทุนของแผนสมดุลตามอายุ จะสามารถรองรับสมาชิกผู้เลือกแผนที่มีอายุเกษียณราชการต่างกันได้ โดย กบข. จะดำเนินการให้ตามข้อมูลที่สมาชิกที่เลือกแผนระบุไว้ในแบบแสดงความประสงค์เลือกหรือเปลี่ยนแปลงแผนการลงทุน ทั้งนี้ สมาชิกควรพิจารณาปรับเปลี่ยนแผนการลงทุนใหม่ หากคาดว่าอายุเกษียณจริงจะต่างไปจากที่ระบุไว้ด้วย
กบข.ระบุว่า แผนสมดุลตามอายุ เหมาะสำหรับสมาชิกที่ไม่มีความสันทัดด้านการลงทุน ไม่มีเวลาติดตามข้อมูลการลงทุน และไม่มั่นใจว่าจะเปลี่ยนแผนการลงทุนได้ตามสถานการณ์ สมาชิกเลือกแผนสมดุลตามอายุเพียงครั้งเดียว จะปรับลดความเสี่ยงให้สอดคล้องกับช่วงอายุของสมาชิกโดยอัตโนมัติ ทั้งนี้ ในแผนดังกล่าว มีการลงทุนในหลักทรัพย์หลายประเภทเช่นเดียวกับแผนลงทุนหลัก โดยสัดส่วนการลงทุนขึ้นกับอายุสมาชิก และปรับให้อัตโนมัติเมื่ออายุเพิ่มขึ้น
สำหรับสัดส่วนการลงทุนของแผนสมดุลตามอายุจะแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับอายุ และกำหนดเกษียณอายุของสมาชิกผู้เลือกแผน โดยสมาชิกที่มีอายุน้อยจะมีสัดส่วนการลงทุนในตราสารทุนหรือหุ้นสูง และปรับลดลงอัตโนมัติเมื่อสมาชิกมีอายุเพิ่มขึ้น เช่น สมาชิกที่อายุไม่เกิน 45 ปี จะลงทุนในตราสารทุน 65% ตราสารหนี้ 24% และการลงทุนอื่น 11% และลดการลงทุนในตราสารทุนเหลือ 10% และลงทุนในตราสารหนี้ 90% เมื่อเกษียณ ไม่ว่าสมาชิกจะเกษียณที่อายุ 55 หรือ 60 หรือ 65 ปีก็ตาม สัดส่วนการลงทุนในหุ้นจะทยอยลดลงทุกปีๆ
สำหรับแผนการลงทุนทั้ง 5 แผนที่ กบข.ออกแบบมานั้น จริงๆ ไม่ได้เหมาะสำหรับผู้ลงทุนที่เป็นข้าราชการ แต่ยังเหมาะกับผู้ลงทุนทั่วไปที่สามารถเลือกลงทุนได้ อย่างไรก็ตาม ในการเลือกลงทุนต้องกลับไปที่ "แนวคิดหลัก" ของการลงทุน ไม่ว่าจะเป็นการกระจายการลงทุนในสินทรัพย์หลากหลาย เพื่อกระจายความเสี่ยง และความยืดหยุ่นในการลงทุน ดังนั้น โดยส่วนตัวแล้ว จึงเห็นว่า แผนสุดท้าย คือ แผนสมดุลตามอายุนั้น น่าจะเหมาะสมสอดคล้องกับการลงทุนมากกว่าแผนอื่น ด้วยเหตุที่มีการกระจายการลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลาย และยังมีการปรับลด-เพิ่มสัดส่วนการลงทุนให้สอดคล้องกับอายุของผู้ลงทุน แต่ถ้าใครจะเลือกแผนอื่นไปตลอด และไม่คิดจะเปลี่ยนแปลง ก็ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ เพราะเรื่องการลงทุนนั้น สินทรัพย์ในการเข้าลงทุนก็ต้อง "ถูกจริต" กับผู้ลงทุนด้วย
ผู้ลงทุนสามารถใช้แผนลงทุนเหล่านี้เป็นต้นแบบในการกำหนดพอร์ตการลงทุนของตัวเองได้ แต่สำหรับคนที่ยังไม่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ การเลือกซื้อหุ้นรายตัว ผสมผสานกับการลงทุนในตราสารหนี้ ดูเหมือนจะกลายเป็นเรื่องยุ่งยาก โดยเฉพาะถ้ามีเงินไม่มาก และต้องการจะลงทุนให้ครบถ้วนแบบนี้ด้วยเงินเริ่มต้นไม่มาก ก็ต้องกลับไปที่เดิม นั่นคือ การลงทุนผ่าน "กองทุนรวม" ซึ่งหากมีความจำเป็นต้องใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี ก็สามารถเลือกกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ที่มีนโยบายลงทุนที่หลากหลาย แต่หากไม่ต้องการสิทธิประโยชน์ทางภาษี ก็เลือกกองทุนเปิดทั่วไปได้
ลองค้นข้อมูลเพิ่ม พบกองทุนที่ "เข้าเค้า" วางแผนสมดุลตามอายุ อย่างของ บลจ.กสิกรไทย เป็นกองทุนเก่าที่ออกมาตั้งแต่ปี 2550 ชื่อ "กองทุนเปิดเค ไลฟ์สไตล์" ซึ่งมี 4 กองทุน ได้แก่ กองทุนเปิดเค ไลฟ์สไตล์ 2500 (K-2500) เหมาะสำหรับผู้ที่อายุใกล้เคียง 50 ปี หรือผู้ที่รับความเสี่ยงได้ค่อนข้างต่ำ มีสัดส่วนการลงทุนในหุ้นทั้งในและต่างประเทศไม่เกิน 20% กองทุนเปิดเค ไลฟ์สไตล์ 2510 (K-2510) เหมาะสำหรับผู้ที่อายุใกล้เคียง 40 ปี หรือผู้ที่รับความเสี่ยงได้ปานกลาง โดยจะลงทุนในหุ้นไม่เกิน 30 % กองทุนเปิดเค ไลฟ์สไตล์ 2520 (K-2520) เหมาะสำหรับผู้ที่อายุใกล้เคียง 30 ปี หรือผู้ที่สามารถรับความเสี่ยงได้ปานกลางถึงค่อนข้างสูง มีสัดส่วนการลงทุนในหุ้นไม่เกิน 45 % และกองทุนเปิดเค ไลฟ์สไตล์ 2530 (K-2530) เหมาะสำหรับผู้ที่อายุ 20-30 ปี หรือผู้ที่สามารถรับความเสี่ยงได้สูง ลงทุนในหุ้นไม่เกิน 55 % ส่วนสัดส่วนการลงทุนที่เหลือของแต่ละกองทุน จะลงทุนในเงินฝาก ตราสารหนี้ พันธบัตร หรือกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์
สรุปว่า ไม่ว่าจะข้าราชการหรือไม่ข้าราชการ ถ้ามีเงินน้อย มีความรู้เรื่องการลงทุนไม่มาก ฝากผีฝากไข้กับมืออาชีพกับกองทุนรวม แล้วเลือกกองทุนที่มีความยืดหยุ่นเหมาะสมกับสถานการณ์ น่าจะได้ประโยชน์สูงที่สุด
..........................
(ข้าราชการ (2) : คอลัมน์วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected])



