ข่าว

ปฏิบัติการ!คงพ.ร.ก.ฉุกเฉิน-คืนศักดิ์ศรีตร.

ปฏิบัติการ!คงพ.ร.ก.ฉุกเฉิน-คืนศักดิ์ศรีตร.

15 ก.พ. 2557

ปฏิบัติการ!'แหย่รังแตน' คงพ.ร.ก.ฉุกเฉิน-คืนศักดิ์ศรีตร. : ทีมข่าวอาชญากรรม

              ปฏิบัติการขอคืนพื้นที่ชุมนุมบริเวณทำเนียบรัฐบาล รวมถึงมาตรการกดดันพื้นที่ชุมนุมศูนย์ราชการ ถนนแจ้งวัฒนะ และพื้นที่ชุมนุมกระทรวงมหาดไทย ของศูนย์อำนวยการรักษาความสงบ (ศรส.) นำโดย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.แรงงาน ในฐานะ ผอ.ศรส. เมื่อเช้าตรู่ของวันวาเลนไทน์ และวันมาฆบูชา ซึ่งใช้กำลังหลักจากกองบัญชาการตำรวจนครบาล ผนึกกำลังกับตำรวจตระเวนชายแดน แสดงท่าทีขึงขังบุกรื้อแนวบังเกอร์ของกลุ่มผู้ชุมนุมบริเวณทำเนียบรัฐบาลฝั่งสะพานมัฆวานรังสรรค์ ต่อด้วยปฏิบัติการบุกประชิดแนวรักษาความปลอดภัยของกลุ่มผู้ชุมนุมเวทีศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ ของกองบังคับการตำรวจนครบาล 2 และตำรวจภูธรภาค 1 สร้างความฉงนสงสัยให้แก่ประชาชนไม่น้อย เมื่อจู่ๆ ตำรวจก็ถอนกำลังกลับที่ตั้งโดยไม่ได้ยึดคืนพื้นที่อย่างที่ประกาศไว้แต่อย่างใด

              ปฏิบัติการที่ว่า คงไม่แตกต่างจากพฤติกรรมการแหย่รังแตน ที่ตำรวจต้องการวัดกำลังของกลุ่มผู้ชุมนุม และต้องการให้เกิดเหตุการณ์อย่างหนึ่งอย่างใดที่นำไปสู่ความรุนแรง เพื่อสร้างความชอบธรรมในการคง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน รวมถึงเรียกคืนศักดิ์ศรีและความชอบธรรมให้แก่ตำรวจเท่านั้น

              แหล่งข่าวระดับสูงใน ศรส. ให้ข้อมูลว่า ที่ผ่านมา ร.ต.อ.เฉลิม พยายามกดดันให้ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. สลายการชุมนุมมาอย่างต่อเนื่อง แต่ พล.ต.อ.อดุลย์ ไม่เล่นด้วยเนื่องจากเกรงว่าหากกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดแล้วเกิดเหตุการณ์บานปลายนำมาสู่ความสูญเสีย พล.ต.อ.อดุลย์ ในฐานะ ผบ.ตร. อาจจะถูกฟ้องร้องมีความผิดติดตัว อย่างเช่นที่ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. เคยได้รับเมื่อครั้งเหตุการณ์สลายกลุ่มพันธมิตร เมื่อหลายปีก่อน แต่ด้วยแรงกดดันจากนักการเมืองพรรคเพื่อไทยบางรายที่เรียกร้องให้ปลด ร.ต.อ.เฉลิม ออกจากตำแหน่ง ผอ.ศรส. โดยอ้างอยู่ในตำแหน่งไปก็ไม่กล้าสลายการชุมนุม ขณะที่ตำรวจเองก็ถูกกดดันจากประชาชนบางส่วนที่ไม่เห็นด้วยกับการชุมนุมเรียกร้องให้ตำรวจแก้ปัญหา

              ที่สำคัญคือในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ ศาลเพ่ง รัชดาฯ นัดชี้ 2 สถาน คดีที่ นายถาวร เสนเนียม แกนนำ กปปส. ยื่นฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ร.ต.อ.เฉลิม และ พล.ต.อ.อดุลย์ เป็นจำเลย และขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน โดยอ้างว่าเป็นการประกาศใช้ที่ไม่ชอบธรรม ปฏิบัติการขอคืนพื้นที่จึงถูกกำหนดขึ้น

              ปฏิบัติการครั้งนี้ถูกแจ้งให้ตำรวจผู้ปฏิบัติรับทราบล่วงหน้าประมาณ 2-3 วัน โดย พล.ต.อ.วรพงษ์ ชิวปรีชา รองผบ.ตร. รับหน้าที่เป็นหัวหน้าทีม มี พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผบช.น. และ พล.ต.ท.นเรศ นันทโชติ ผบช.ภ.1 ร่วมทีมอำนวยการสั่งการให้มีการประกอบกำลังกันระหว่าง ตำรวจนครบาล ตำรวจภูธรภาค 1 และตำรวจตระเวนชายแดน กว่า 3,000 นาย เพื่อปฏิบัติภารกิจครั้งนี้

              แผนการของตำรวจมีการนัดหมายกันอย่างชัดเจน โดย ร.ต.อ.เฉลิม วิเคราะห์ว่า ในพื้นที่ชุมนุมกระทรวงมหาดไทย และเวทีอื่นๆ ของ กปปส. มีกองกำลังติดอาวุธแฝงตัวอยู่ และยังมีผู้ชุมนุมจำนวนไม่น้อย หากกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดไปอาจเกิดเหตุบานปลายนำไปสู่ความสูญเสีย ขณะที่พื้นที่การชุมนุมของกลุ่ม คปท. ที่บริเวณทำเนียบรัฐบาล และพื้นที่การชุมนุมบริเวณศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ มีผู้ชุมนุมไม่มากนัก ตำรวจน่าจะควบคุมสถานการณ์ได้ พื้นที่การชุมนุมทั้ง 2 จุด จึงถูกกำหนดเป็นเป้าหมายในการขอคืนพื้นที่ในปฏิบัติการครั้งนี้

              "พื้นที่ทำเนียบ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ได้จัดเตรียมกำลังตำรวจไว้ 3 ชุด ชุดแรกเป็นอรินทราชประมาณ 80 นาย พร้อมอาวุธ ใช้รถกันกระสุนเป็นพาหนะลุยเป็นทัพหน้า ตำรวจชุดนี้ได้รับคำสั่งให้ปฏิบัติภารกิจจับกุมแกนนำ และการ์ดติดอาวุธ ในพื้นที่ชุมนุม รวมถึงมือปืนป๊อปคอร์นที่ตำรวจประเมินว่าอาจจะแฝงตัวอยู่ในกลุ่ม คปท. และหากเกิดปะทะ ตำรวจชุดนี้จะรับมือ หลังจากนั้นตามด้วยตำรวจปราบจลาจลที่ประกอบกำลังกันระหว่าง บช.น. และ บช.ตชด. รวมถึงนักเรียนนายสิบ บช.น. 10 กองร้อย หรือราว 1,500 คน เข้ารื้อถอนบังเกอร์และที่พักต่างๆ มีการกำชับไม่ให้ตำรวจชุดนี้ปะทะกับผู้ชุมนุมเพียงแต่ให้กันผู้ชุมนุมที่อยู่ในบริเวณนั้นให้ไปรวมกันที่สะพานผ่านฟ้าฯ เพื่อเปิดทางให้มีการตรวจค้นหาอาวุธและสิ่งผิดกฎหมาย หลังจากนั้นจะมีตำรวจฝ่ายสืบสวนนอกเครื่องแบบติดโบเป็นสัญลักษณ์อีก 300 นาย เข้าเคลียร์พื้นที่ซ้ำ โดยจะเปิดพื้นที่ไปจนถึงในทำเนียบรัฐบาลผ่านทางประตู 5" แหล่งข่าวรายเดิมให้ข้อมูล

              แหล่งข่าวรายนี้บอกด้วยว่า แผนปฏิบัติการดังกล่าวหากมีการตรวจค้นเจออาวุธหรือบุคคลที่มีหมายจับ หรือมีการปะทะกัน ก็จะถูกหยิบยกมาเป็นข้ออ้างในการสร้างความชอบธรรมในการสลายการชุมนุมในอนาคต แต่ที่หวังผลมากที่สุดคือ การแสดงให้ศาลเห็นว่า กลุ่มผู้ชุมนุมไม่ได้ชุมนุมโดยสงบ เพื่อคง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ไว้

              แผนปฏิบัติการครั้งนี้ เล็ดลอดไปยังแกนนำ คปท. ทั้งจากกลุ่มตำรวจและจากการแจ้งนัดหมายนักข่าวของ ร.ท.(หญิง) สุนิสา เลิศภควัต เกี่ยวกับภารกิจพิเศษของตำรวจ ทำให้แกนนำ คปท. เตรียมการรับมือ โดยเลือกที่จะขนสัมภาระบางส่วนออกนอกพื้นที่การชุมนุมบริเวณทำเนียบไปตั้งแต่เวลา 03.00-04.00 น. หรือก่อนตำรวจเข้าพื้นที่ประมาณ 3-4 ชั่วโมง จึงไม่เกิดเหตุปะทะกันระหว่างกลุ่มผู้ชุมนุม คปท. และตำรวจชุดนี้แต่อย่างใด

              อย่างไรก็ตาม แม้ปฏิบัติการครั้งนี้จะไม่เกิดเหตุปะทะ และตรวจค้นไม่พบอาวุธร้ายแรง แต่ตำรวจพบปุ๋ยยูเรีย กำมะถัน ลูกเหล็ก และอุปกรณ์ที่ใช้ผลิตระเบิดปิงปองจำนวนหนึ่งที่ใต้สะพานมัฆวานฯ จุดรวมของการ์ดอิสระ ซึ่ง ร.ต.อ.เฉลิม ได้ใช้พื้นที่ในทำเนียบรัฐบาลแถลงข่าว สร้างความชอบธรรมให้แก่ ศรส. รวมถึงตำรวจ และการคงไว้ซึ่ง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

              ขณะที่พื้นที่การชุมนุมศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ พล.ต.ท.นเรศ รับผิดชอบในการนำกำลังตำรวจจากกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 สนธิกำลังกับตำรวจกองบังคับการตำรวจนครบาล 2 จำนวน 7 กองร้อย หรือราว 1,000 นาย เพื่อบุกประชิดพื้นที่ต้องยุติภารกิจลง เนื่องจากกลุ่มผู้ชุมนุมเลือกวิธีการอหิงสา นั่งสวดมนต์ ท่องอิติปิโส ไม่มีมือปืนป๊อปคอร์น ปรากฏตัว อย่างเช่นเหตุการณ์ปะทะที่แยกหลักสี่ โดยตำรวจได้ถอนกำลังไปพร้อมกับคำขู่ "ระวังตัวไว้พรุ่งนี้เจอของจริง"

              มีรายงานข่าวแจ้งว่า ปฏิบัติการ "แหย่รังแตน" สร้างความชอบธรรมคง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน รวมถึงการเรียกคืนศักดิ์ศรีตำรวจ และค้ำยันเก้าอี้ ผอ.ศรส. ของ ร.ต.อ.เฉลิม ถูกกำหนดไว้ในห้วงเวลา 14-16 กุมภาพันธ์ หลังจากนี้จะเป็นห้วงเวลาแห่งการชิงไหวชิงพริบ เพื่อชิงความได้เปรียบในเกมแห่งอำนาจ

              ขณะที่ผู้ชุมนุมเวทีศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ และผู้ชุมนุมเวทีทำเนียบรัฐบาล คงต้องลุ้นระทึก เพราะทั้ง 2 พื้นที่ ถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ ที่ ศรส. และตำรวจ สร้างความชอบธรรมในการเรียกคืนศักดิ์ศรี

              .....................................

(หมายเหตุ : ปฏิบัติการ!'แหย่รังแตน' คงพ.ร.ก.ฉุกเฉิน-คืนศักดิ์ศรีตร. : ทีมข่าวอาชญากรรม)