
อย่าเครียด, อย่าหมกมุ่น
คุณหมอผู้เชี่ยวชาญด้านเยาวชนให้คำแนะนำผู้ปกครองว่า อย่าให้ลูกๆ หลานๆ หมกมุ่น กับการเมืองมากเกินไป มิฉะนั้นจะมีอาการเครียดที่จะทำลายสุขภาพจิตของตนได้
ผมได้ยินข่าวชิ้นนี้แล้ว หะแรกก็เห็นพ้องทันที แต่พอมีเวลาคิดทบทวนต่อมา ก็มองต่างมุมไปอีกด้านหนึ่ง
เพราะคำว่า “สนใจการเมือง” หรือ “ตื่นตัวทางการเมือง” นั้นมีความแตกต่างกับอาการ “หมกมุ่น” ทางการเมืองไม่น้อยเลย...ดังนั้น จึงควรจะต้องแยกแยะปรากฏการณ์ของความคึกคักเรื่องการเมืองในช่วงที่ผ่านมาให้ละเอียดและรอบด้าน
ถ้าลูกยังอยู่กับผม (ตอนนี้ทั้งสองคนโตพอที่จะไม่หมกมุ่นกับอะไรที่ไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพจิตของตัวเองแล้ว) ผมก็เริ่มต้นด้วยการสอนว่า
อย่าได้เชื่อใครที่บอกให้เราต้อง “เลือกข้าง” โดยเฉพาะถ้าหากเป็นประเด็นการถกเถียงกันทางด้านการเมือง
แต่จะสอนให้เขาเคารพในความเห็นที่แตกต่างของคนอื่นเพราะการเมืองไม่ได้มีแต่เพียงสีขาวกับสีดำเท่านั้น หากแต่ในหลายกรณีเป็นสีเทาๆ ก็มีไม่น้อย
การทำความเข้าใจกับข้อมูลและความเห็นหลากหลายในประเด็นที่สังคมถกแถลงกันอยู่นั้นคือการทำให้ไม่ “หมกมุ่น” อยู่กับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง
แต่ถ้าหากตั้งหน้าตั้งตา “เลือกข้าง” เสียตั้งแต่ต้น และยังไม่ได้ทำความเข้าใจกับทุกแง่มุมของประเด็นปัญหา ก็จะกลายเป็นคนคับแคบทางความคิด และมองเห็นคนที่มองต่างกับเราเป็นศัตรู
นั่นแหละคือการสร้างความเครียดให้ตัวเองอย่างยิ่ง และถ้าสั่งสมเข้านานๆ ก็จะกลายเป็นคนก้าวร้าว ไม่ฟังคนอื่น ไม่แสวงหาเหตุผลและการตีความที่แตกต่างไปจากตัวเอง
คุณหมอคนเดียวกันนี้บอกว่าเมื่อลูกเครียด ต้องดูแลให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิด รับฟังเขาทุกเรื่อง และควรแนะนำให้ไปทำกิจกรรมอื่นๆ บ้าง เช่น เล่นกีฬา ดนตรี หรืองานศิลปะเพื่อไม่ให้หมกมุ่นกับเรื่องการเมืองมากเกินไป
ถูกต้องครับ...ความตื่นตัวทางการเมืองควรจะทำให้เยาวชนของเราคิดอะไรกว้างขึ้น ลุ่มลึกกว่าเดิม ดังนั้นจึงควรจะทำกิจกรรมอื่นเป็นการผ่อนคลายด้วย ไม่ว่าจะเป็นกีฬาหรือดนตรี
แต่เยาวชนที่หลงทางหรือฟังคำแนะนำผิดๆ จากนักการเมือง
ที่ “เลือกข้าง” นั้นจะมีปัญหาทางด้านทัศนคติและวิธีคิด เพราะพอเริ่มต้นก็ต้องถามก่อนว่า “คุณอยู่ข้างไหน?” ซึ่งสะท้อนทันทีว่าคนถามอย่างนั้นคือคนที่มองการเมืองเป็นเรื่องแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น และชนะคะคานกัน เป็นทัศนคติที่เพี้ยนและอันตรายต่อตัวเองและต่อประเทศชาติ
เพราะความตื่นตัวทางการเมืองที่แท้จริงนั้นจะต้องหมายถึงการทำงานเพื่อส่วนรวม ไม่เอาผลประโยชน์ส่วนตนหรือพรรคพวกหรือ “ข้าง” ของตัวเองเป็นหลัก
ถ้าเราสอนลูกหลานของเราให้สนใจการเมืองตั้งแต่เด็ก เยาวชนของเราก็จะเป็นพลเมืองที่รับผิดชอบต่อสังคม และเข้าใจความหมายของคำว่า “ทำเพื่อสังคม” ที่ฝรั่งเรียกว่า public spirit มากขึ้น
เพราะการเมืองไม่ได้หมายเพียงถึงแค่การเลือกตั้งหรือเป็นผู้แทนราษฎรหรือเป็นรัฐมนตรี แต่การเมืองที่แท้จริงหมายถึง การที่ประชาชนแต่ละคนมีบทบาทในการทำกิจกรรมเพื่อสาธารณประโยชน์ด้วยจิตวิญญาณของความเป็นประชาธิปไตย
การสอนให้เยาวชนไทยเข้าใจความหมายของคำว่า “ประชาธิปไตย” จึงเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง เพราะทุกวันนี้ คนกลุ่มต่างๆ ที่กำลังเผชิญหน้ากันนั้นต่างก็อ้างคำว่า “ประชาธิปไตย” ตามความหมายของตัวเอง
ทั้งๆ ที่บ่อยครั้ง ลึกๆ แล้วคนเหล่านั้นยึดมั่นในความเป็นเผด็จการและแสวงหาประโยชน์จากการกล่าวอ้างถึงประชาธิปไตยเท่านั้น
ดังนั้น เด็กไทยที่จะเติบโตขึ้นมาและไม่สร้างปัญหาตีบตันทางการเมืองเหมือนที่เราเห็นอยู่ในสังคมไทยวันนี้ก็จะต้องได้รับการอบรมสั่งสอนให้เข้าใจถึงการเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างของคนอื่น
ไม่ใช่สอนให้เด็ก “เลือกข้าง” โดยที่ยังไม่รู้ว่าทั้งหมดมีกี่ข้าง และข้างไหนเขามีจุดยืนอย่างไร
แน่นอน เราต้องบ่มเพาะให้เยาวชนไทยรู้จักใคร่ครวญและตัดสินว่าอะไรคือจริยธรรมและอะไรคือการทำตัวเป็น “ศรีธนญชัย” เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ตนประสงค์โดยไม่สนใจว่าวิธีการที่จะได้มานั้นถูกต้องชอบธรรมหรือไม่
แน่นอนว่าเยาวชนไทยต้องเข้าใจว่าเราจะ “อยู่ตรงกลาง” ระหว่างความดีกับความชั่วไม่ได้ เพราะถ้าหากเป็นเช่นนั้นค่านิยมของสังคมก็จะเพี้ยน...และจะนับถือคนมีสตางค์มากกว่าคนไม่มีฐานะแต่มุ่งหน้าทำความดีเพื่อคนอื่น
เราต้องสอนลูกสอนหลานว่าคนรุ่นต่อไปต้องไม่ยอมไหว้คนโกง และไม่ให้ความเคารพนับถือคนฉ้อฉลที่ทำร้ายประเทศชาติ
อย่างนี้ไม่ถือว่า “หมกมุ่นการเมือง” แต่ถือว่าเป็นการยกระดับมาตรฐานของความคิดและเป็นการสร้างความตื่นตัวทางการเมืองในทางสร้างสรรค์ที่สมควรจะต้องได้รับการสนับสนุนอุ้มชูจากผู้ปกครอง
เมื่อมี “ม็อบ” ทางการเมือง พ่อแม่ก็จะต้องทำความเข้าใจกับกิจกรรมของกลุ่มการเมืองต่างๆ ก่อนที่จะพูดใส่หูลูกๆ หลานๆ ในบ้านว่าควรจะพิจารณาไตร่ตรองว่าฝ่ายไหนคิดอย่างไร ก่อนที่จะตัดสินใจจะวิพากษ์วิจารณ์ประเด็นการเมืองต่างๆ
พ่อแม่ต้องบอกกล่าวกับเยาวชนว่าการไม่ “เลือกข้าง” นั้นไม่ใช่เรื่องผิดปกติแต่ประการใด เพราะแต่ละฝ่ายนั้น อาจจะมีเรื่องที่เราเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยผสมปนเปกันอยู่ และสมควรที่เราจะต้องพยายามถามว่า ทำไมเขาจึงคิดเช่นนี้?
แทนที่จะตัดสินใจโดยฉับพลันว่ากลุ่มนั้นกลุ่มนี้เป็นฝ่ายถูก กลุ่มนั้นเป็นฝ่ายผิด
เพราะประสบการณ์แห่งชีวิตบอกเราว่าพอผลประโยชน์ขัดกัน ต่างฝ่ายต่างก็หาเรื่องสาดใส่กันโดยไม่คำนึงถึงข้อเท็จจริง อย่างที่เราเห็นกันในสังคมวันนี้
และนี่คือ “ความหมกมุ่น” ต่อการโยนข้อกล่าวหาใส่กันอย่างดุเดือดเลือดพล่าน ทั้งๆ ที่ความจริงแล้ว การเมืองไม่ใช่เรื่องเลวร้าย นักการเมืองต่างหากที่ทำให้การเมืองกลายเป็นเรื่องน่ารังเกียจและสร้างความเครียดเพราะความ “หมกมุ่น” นี่แหละ
มีลูกสอนลูก มีหลานสอนหลาน ว่าอย่าเอาแบบอย่างนักการเมืองเลวๆ ที่เราเห็นอยู่เป็นอันขาด เพราะประเทศชาติย่ำแย่อยู่ทุกวันนี้ก็เพราะการ “เลือกข้าง” ฝ่ายที่มีเงิน บารมีและอำนาจรัฐนั่นแหละ
ถ้าจะ “เลือกข้าง” ก็ต้องเลือกข้างประชาชนจึงจะไม่ “หมกมุ่นวุ่นวาย” กับการเมืองอย่างที่คุณหมอทางจิตเป็นห่วงอยู่ทุกวันนี้
สุทธิชัย หยุ่น



