ข่าว

ครึ่งวันที่'เพชรล้านนาฟาร์ม'

ครึ่งวันที่'เพชรล้านนาฟาร์ม'

16 ก.พ. 2557

ครึ่งวันที่'เพชรล้านนาฟาร์ม' สัมผัสอาณาจักรเกษตรอินทรีย์ : คอลัมน์ท่องโลกเกษตร : โดย...ดลมนัส กาเจ

 
                    พื้นที่กว่า 300 ไร่ ติดถนนหลวงสายลำปาง-แจ้ห่ม-วังเหนือ ระหว่าง กม.ที่ 64-65 ต.แม่สุก อ.แจ้ห่ม จ.ลำปาง หากใช้สายตากวาดมองรอบๆ จะแลเห็นเป็นป่าไม้ใหญ่น้อย ทั้งไม้ยืนต้น ไม้พุ่ม ทิวไผ่ ขึ้นกระจัดกระจายราวกับผืนป่าธรรมชาติ แต่หากเลาะเดินตามซอยที่เชื่อมต่อกับถนนสายนี้เข้าไป เราจะพบว่าในผืนป่า มีสวนเกษตร และปศุสัตว์อินทรีย์ กระจายสลับกับผืนป่า ทั่วอาณาบริเวณ มีทั้งสวนส้มโอ มะม่วง โรงเรือนเลี้ยงไก่พื้นเมืองประดู่หางดำ โรงเรือนสุกร แปลงผักปลอดสารพิษ และล่าสุดพื้นที่ส่วนหนึ่งเป็นคอกกวางพันธุ์ม้า หรือแซมบ้า ในนาม "เพชรล้านนาฟาร์ม" ของประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ "ประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์"  เจ้าของฉายา "ไอ้ก้านยาว" อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นั่นเอง
 
                    ทีม "ท่องโลกเกษตร" ฉวยโอกาสในวันที่เดินทางไปทำข่าวในพื้นที่ภาคเหนือกับสภาเกษตรกรแห่งชาติ แวะเยี่ยมชมสวนเกษตรอินทรีย์ที่ "เพชรล้านนาฟาร์ม" ในตอนเช้าของวันอากาศเย็น หลังออกจากที่พักในรีสอร์ทแห่งหนึ่ง ที่ ต.แจ้ซ้อน อ.เมืองปาน จ.ลำปาง และทันทีที่เข้าไปยังบริเวณ "เพชรล้านนาฟาร์ม" ต้องผ่านการฆ่าเชื้อทั้งคนและรถตู้ที่เป็นยานพาหนะ และเมื่อเข้าไปแล้ว คุณประพัฒน์ เตรียมต้อนรับอยู่แล้ว และพิเศษสุดในเช้าวันนั้น เขาเป็นคนทำหน้าที่ชงกาแฟสดด้วยตัวเอง จากนั้นจึงนำคณะของเราไปชมจุดต่างๆ เริ่มจากโรงฟักไก่ไข่ ต่อด้วยโรงเรือนเพาะลูกไก่พื้นเมืองพันธุ์ประดู่หางดำ โรงเรือนไก่รุ่น โรงเรือนพ่อพันธุ์ โรงเรือนไก่พันธุ์เบรส และสวนส้มโอพันธุ์ขาวแตงกวา และทองดี เป็นต้น
 
                    "ผมเป็นคนที่สังคมรังเกียจ ถูกมองว่าเป็นคน 14 ตุลาฯ คนหัวรุนแรง บ้างก็ว่าพวกคอมมิวนิสต์ ที่เกิดจากการที่ผมได้ร่วมต่อสู้กับรัฐบาลเผด็จการเมื่อครั้งที่เกิดเหตุจลาจลบนท้องสนามหลวงเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2516 ที่ผมถือไม้สู้กับรถถังจนสื่อมวลชนตั้งฉายาว่า ไอ้ก้านยาว เมื่อสังคมรังเกียจ ผมก็ต้องมาอยู่ในป่าแบบนี้แหละ ที่ตรงนี้ผมซื้อมาหลังจากที่เรียนจบจากคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน และได้เป็นลูกจ้างกรมป่าไม้ที่ จ.ลำปาง เมื่อปี 2518 อยู่ที่นี่เรื่อยมา ยึดอาชีพทำเกษตรมาตลอด เพราะผมเป็นคนรักอาชีพด้านการเกษตรอยู่แล้ว" ประพัฒน์ ย้อนที่มาของสวนแห่งนี้ ระหว่างที่พาพวกเราชมกิจการด้านการเกษตรอินทรีย์ภายในเพชรล้านนาฟาร์ม 
 
                    ประพัฒน์ บอกว่า เพชรล้านนาฟาร์ม เดิมซื้อจากชาวบ้านมา 30 ไร่และขยายเพิ่มเรื่อยๆ จนปัจจุบันมีกว่า 300 ไร่ ตั้งใจจะทำเกษตร แต่เป็นพื้นที่แห้งแล้ง ต้องรอน้ำฝนเท่านั้น ซึ่งช่วงแรกทำแบบสมัครเล่น เริ่มจากขุดสระน้ำไว้เพื่อทำการเกษตร 3 สระ แล้วปลูกพืชตามที่ชาวบ้านปลูก ตั้งแต่ถั่วลิสง ข้าวโพดฝักอ่อน เพื่อส่งโรงงาน รวมถึงปลูกอ้อยด้วย แต่ด้วยด้อยประสบการณ์ จึงทำไปแบบลุ่มๆ ดอนๆ กระทั่งปี 2532 หันมาปลูกส้มโชกุนเป็นเจ้าแรกๆในพื้นที่ภาคเหนือ
 
                    "ผมเติบโตที่ จ.ยะลา สมัยที่ผมอยู่ยะลาเห็นส้มโชกุนปลูกกันมาก เป็นส้มที่รสชาติอร่อย ตลาดต้องการ ผมเลยมาปลูกที่นี่ นำกิ่งพันธุ์มาจากยะลา 400 กิ่ง ผ่านไปปีแรกต้นส้มโตอย่างงดงาม พอเข้าปีที่ 5 ออกผลผลิตปรากฏว่าผิวสวย รสชาติอร่อย เป็นที่ต้องการของตลาด ทำให้ผมมีรายได้จากการขายผลส้ม และกิ่งพันธุ์เป็นกำ ถือว่าเป็นยุคแรกที่ผมฟื้นและตั้งตัวได้อย่างจริงจัง แต่การปลูกส้มถือเป็นพืชที่อ่อนไหวต่อโรค และศัตรูพืช หากเราใช้สารเคมีในการจำกัด ผมมองว่ามันอันตรายต่อเกษตรกร และสิ่งแวดล้อม ผมจึงศึกษาวิธีการผลิตโดยลดสารเคมี และศึกษาถึงระบบนิเวศวิทยาของแมลงสวนส้มทั้งที่เป็นตัวศัตรูต่อสวนส้มและแมลงจำพวกแมลงศัตรูพืชด้วย จนสามารถหาวิธีเพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์แมลงเบียนหนอนแก้วส้มจนสำเร็จรายแรกของประเทศไทย มาถึงวันนี้ทางหน่วยราชการนำไปเผยแพร่อย่างเป็นทางการให้แก่ชาวสวนทั่วไปด้วย" ประพัฒน์ กล่าว
 
                    สัจธรรมแห่งความเป็นจริง สรรพสิ่งใดในโลกนี้ล้วนอยู่ภายใต้กฎแห่งธรรมชาติ ในปี 2541-2542 เกิดภาวะแห้งแล้งอันเป็นผลมาจากปรากฏการณ์เอลนีโญ พื้นที่ อ.แจ้ห่ม เป็นพื้นที่เขตเงาฝน ขาดน้ำ ทำให้ผลผลิตลดลง ประกอบกับส้มจากประเทศจีนมาตีตลาด ในที่สุด เขาต้องปิดตำนานสวนส้ม และหันมาปลูกส้มโอพันธุ์ขาวนิยม ทองดี และมะม่วง พร้อมกับการทำปศุสัตว์ เลี้ยงสุกร วัว ไก่พื้นเมืองพันธุ์ประดู่หางดำ จนกลายเป็นผู้เพาะเลี้ยงรายใหญ่ นอกจากนี้พืชผักปลอดสารพิษอีกด้วย
 
                    "ที่ผมตั้งใจมาทำเกษตร เพื่อที่จะพิสูจน์ให้เห็นว่าการทำเกษตรก็รวยได้ แต่เราต้องทำเกษตรตามที่ตลาดต้องการ ไม่ใช่ตามกันไปหมด จนเกิดปัญหาราคาตก ตอนนี้คนเริ่มให้ความสำคัญต่อสุขภาพ เราต้องเน้นในเรื่องของเกษตรอินทรีย์ อย่างฟาร์มของผมจะเน้นผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ 100% ในแต่ละปีมีรายได้หลายล้านบาท แม้เงินจะเหลือไม่มาก แต่ผมภูมิใจที่สามารถสร้างงานในท้องถิ่นได้ถึง 30 คน ตอนนี้การรวมตัวของประเทศในอาเซียนภายใต้กรอบประชาคมเศรษฐกิจยุโรป หรือเออีซี ก็ใกล้เข้ามาแล้ว เราต้องมองว่าในตลาดเออีซีต้องการสินค้าประภทใด ก็เน้นการผลิตให้ตรงกับตลาดต้องการ ถ้าทำได้เราก็อยู่ได้" ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าว
 
                    สำหรับรายได้หลักของเพชรล้านนาฟาร์ม ประพัฒน์ บอกว่า มาจากการขายลูกสุกร ทุกวันนี้มีแม่พันธุ์สุกร 80 ตัว ออกเป็นครอกครั้งละหลายตัวและปีปีหนึ่งหลายครอก แต่ละปีขายได้เป็นล้าน ตามด้วยไก่พื้นเมืองพันธุ์ประดู่หางดำ เน้นขายลูกปีละ 2 แสนตัว ขายในราคาตัวละ 20 บาท แต่อีกส่วนหนึ่งขายเป็นไก่หนุ่มสาวขนาดตัว 1.2 กก. ในราคากิโลกรัมละ 90 บาท หากพบตัวที่มีคุณสมบัติที่ดี มีบางคนมาซื้อทำเป็นไก่ชนราคาก็จะแพงขึ้นตั้งแต่ตัวละ 300 บาท ถึงหลักพันบาท ที่เหลือเป็นรายได้จากส้มโอ มะม่วง  และผักปลอดสารพิษ
 
                    สุดท้ายของการเยี่ยมชม "เพชรล้านาฟาร์ม" เราไปชมคอกกวางม้า ที่ประพัฒน์เพิ่งนำมาเลี้ยงได้หลังจากปีใหม่ที่ผ่านมา โดยเขามีความตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่า อนาคตของเพชรล้านาฟาร์ม ไม่เพียงจะเป็นแหล่งเรียนรู้การเลี้ยงไก่พื้นเมือง และเกษตรอินทรีย์ แล้วยังจะพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่ครบวงจรอีกด้วย
 
 
 
.....................
 
(ครึ่งวันที่'เพชรล้านนาฟาร์ม' สัมผัสอาณาจักรเกษตรอินทรีย์ : คอลัมน์ท่องโลกเกษตร : โดย...ดลมนัส กาเจ)