ข่าว

ท่อน้ำเลี้ยง

ท่อน้ำเลี้ยง

14 ก.พ. 2557

ท่อน้ำเลี้ยง : ต่อปากต่อคำ โดยดร.อมร วาณิชวิวัฒน์ [email protected]/ twitter@DoctorAmorn

               มีคนถามผมว่า “ใครเป็นคนคิดค้นคำว่า ท่อน้ำเลี้ยง มาใช้กับเรื่องทางการเมืองอย่างที่กำลังพูดกันอื้ออึง” ซึ่งอีกนัยหนึ่งก็คือ สปอนเซอร์ ผู้อุปถัมภ์ให้การอุดหนุน มีอุปการคุณ เรื่องใครจะเป็นคนคิดคำขึ้นมาอาจไม่สำคัญเท่ากับ “เนื้อหาสาระหรือภาษาวิชาการเรียกว่าเป็น สารัตถะ” เป็นการประดิดประดอยถ้อยคำเหมือนอย่างคำอื่นๆ ที่เริ่มคุ้นชิน อย่างคำว่า “นิติรัฐ นิติธรรม คนชายขอบ อารยะขัดขืน” ที่คนแปลก็อวดภูมิว่ารู้มาก ทำเอาคนที่มาเจอคำพวกนี้ต้องย้อนกลับไปหาตำราฝรั่ง เพราะเข้าใจง่ายกว่า

               ผมจึงไม่ค่อยยกย่องคนคิดค้นคำเหล่านี้ขึ้นมามากนัก แต่สำหรับคำไทยๆ อย่างคำว่า “ท่อน้ำเลี้ยง” คิดเอาเองว่าแต่เดิมมาน่าจะเป็นคำเปรียบเปรยเหมือนต้นไม้มีส่วนหล่อเลี้ยงดูดซับน้ำทั้งใต้ดินทั้งในอากาศที่เราอาจเคยได้ยินคนพูดกันว่า ใบเลี้ยงเดี่ยว ใบเลี้ยงคู่ เป็นแหล่งอาหารเพื่อให้พืชพันธุ์เหล่านั้นเจริญเติบโตทำคุณประโยชน์ให้สัตว์สิ่งมีชีวิตบนโลกได้พึ่งพาอาศัยใช้บริโภคหรือเอาไปใช้ประโยชน์อื่นๆ ได้สารพัด

               เมื่อ “ท่อน้ำเลี้ยง” ได้กลายมาเป็นปัญหาคาใจใครหลายคน โดยเฉพาะทางรัฐบาลเอง ทำท่าจะประกาศรายชื่อผู้ให้การสนับสนุนการจัดอีเว้นท์ต่างๆ ของม็อบ “กปปส.” แต่เลื่อนมาแล้วหลายรอบ บ้างก็บอกว่าเกรงกลัวการถูกฟ้องร้อง บ้างกล่าวว่ายังขาดข้อมูลพยานหลักฐาน แต่ได้ทราบมาจากการให้สัมภาษณ์ของ คุณ ธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ว่า ในวันจันทร์ที่จะถึงนี้ น่าจะประกาศลอตแรกอย่างเป็นทางการได้ราว 61 รายชื่อ ทำให้ทั้งคนทั้งองค์กรที่ถูกคาดหมายว่าเป็นท่อน้ำเลี้ยง รวมไปถึงกองเชียร์ของทั้งฝ่ายสนับสนุนให้ประกาศดังๆ ซึ่งน่าจะอยู่ข้างรัฐบาลกับฝ่ายที่มองว่าฟื้นฝอยหาตะเข็บที่เป็นไปได้ทั้งคนชอบและเกลียดรัฐบาล ต้องมานั่งลุ้นกันว่า โผแรกที่ออกเผยแพร่ทางสื่อต่างๆ รวมทั้งในโซเชียลมีเดีย กับโผจริงของคุณธาริต ใครจะมีความใกล้เคียงหรือผิดฝาผิดตัวมากกว่ากัน

               จะว่าไปเรื่อง “ท่อน้ำเลี้ยง” ไม่ใช่ของใหม่ และไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับผู้เขียน เพราะเคยได้ยินเพื่อนฝูงซึ่งทำธุรกิจในข่ายที่อาจติดหลังแห “การเป็นท่อน้ำเลี้ยงในครั้งนี้” เล่าให้ฟังว่า สมัยที่ประเทศของเรามีการปฏิวัติรัฐประหารกันปีเว้นปีหรือบางปีสองสามครั้งทั้งแบบซ่อนเร้นและเปิดเผย เขาพูดชัดเจนว่าธุรกิจของเขาต้องไปเบิกเงินใส่กระสอบไว้สำหรับให้ผู้ก่อการบางคนเพื่อเอาไปแจกจ่ายเป็นทุนรอนสำหรับคนที่ออกมาร่วมปฏิบัติการ ไม่ต่างกับวันนี้ที่มีคนเผยตัวเลขงบประมาณค่าใช้จ่ายของทั้งฝ่ายรัฐบาลในการดูแลเจ้าหน้าที่ต่อวัน รวมไปถึง กปปส. ที่ต้องดูแลเวทีชุมนุมที่มีอยู่ตามแยกถนนสำคัญหลายต่อหลายแห่งใจกลางกรุงเทพฯ ในค่าใช้จ่ายสูงลิ่ว “วันละหลายสิบล้านบาท”

               ในโลกของทุกคนวันนี้ อะไรที่เคยคิดว่าเป็น “ความลับ” อาจกลายเป็นเรื่องน่าหัวเราะไปแล้ว เพราะส่วนตัวเชื่อว่าคนในฟากฝ่ายรัฐบาลเองก็คงเคยมีปฏิสัมพันธ์กับท่อน้ำเลี้ยงเหล่านี้ ทั้งในฐานะคนรู้จักคุ้นเคย มีประสบการณ์ประสานงาน ทำงานทำการร่วมกันมา หรือมีความเกี่ยวข้องในด้านใดด้านหนึ่งอย่างแยกไม่ออก และยังเชื่อด้วยว่าการที่คนไทยทุกวันนี้กำลังแตกแยกทางความคิดและมุมมองเป็นสีเป็นหมู่เหล่า ส่วนหนึ่งน่าจะมาจาก “ท่อน้ำเลี้ยงทั้งหลายด้วยเหมือนกัน” กลายเป็นเรื่องน่าคิดเหมือนดังที่ กกต. ออกมาให้ความเห็นว่า “จะอย่างไรก็ต้องมีการเจรจาโดยผู้มีบารมีซึ่งทั้งสองฝ่ายยอมรับ” แม้ทาง กกต. หรือใครอีกหลายคนดาหน้าขันอาสาออกมา แต่เสียงสะท้อนกลับทางสังคมเท่าที่ได้ยินได้ฟังมายังถือว่า ไม่อยู่ในข่ายที่คนส่วนมากเห็นพ้องด้วย เพราะนอกจากหลายคนบารมีไม่พอ ภูมิหลังความเกี่ยวพันกับกลุ่มก้อนทางการเมืองทั้งในอดีตและปัจจุบันเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้ในวงแคบๆ ของคนที่น่าจะช่วยชาติบ้านเมืองได้จึงเหลืออยู่ให้เลือกอย่างจำกัด แต่เชื่อว่าคนที่จะมาเป็น “คนกลาง” ไม่จำเป็นต้องเป็นคนใดคนหนึ่งเพียงคนเดียว อาจเป็นในรูปคณะกรรมการที่มาจากหลายๆ ฝ่าย ซึ่งคู่กรณียอมรับได้ ขอให้มีจุดเริ่มต้นก็น่าจะนำไปสู่ทางออกที่พึงประสงค์ได้

               ดีไม่ดีบรรดา “ท่อน้ำเลี้ยง” ทั้งหลายอาจจะมาช่วยทำหน้าที่ “คนกลาง” ได้อยู่บ้าง เพราะอย่างที่บอกไว้ว่าคนทั้งสองฝ่ายล้วนเคยได้พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันมายาวนาน เพียงแต่ท่อน้ำเลี้ยงบางท่ออาจส่งน้ำเลี้ยงใน “ปริมาณและคุณภาพ” แตกต่างกัน ความสัมพันธ์ความใกล้ชิดย่อมแตกต่างไปตามปริมาณและคุณภาพของน้ำเลี้ยงเหล่านั้น เท่าที่ได้ดูชื่อที่เผยแพร่ก็พบว่า “หลายคนที่หันมาสนับสนุน กปปส. หรือ คนที่เอาหลังพิงรัฐบาลอยู่ สืบสาวราวเรื่องลึกๆ ในบางองค์กรบางตระกูล ล้วนแล้วมีเรื่องเจ็บช้ำน้ำใจจากการกระทำของอีกฝ่ายหนึ่ง จึงเป็นเหตุให้มีการดาหน้าออกมาถล่มซึ่งกันและกัน” บางที “ท่อน้ำเลี้ยง” อาจเป็นตัวช่วยหรือ “ธงคำตอบ” ในการแก้ปัญหาความขัดแย้งอย่างรุนแรงในสังคมไทยนี้ได้