
หลากมุมมองวิชาการทางออกนายกฯ-รบ.คนกลาง
หลากมุมมองวิชาการ ทางออกนายกฯ-รัฐบาลคนกลาง : ขนิษฐา เทพจร สำนักข่าวเนชั่นรายงาน
ท่ามกลางกระแสข่าวความพยายามให้คู่ขัดแย้งคือฝ่ายรัฐบาลเพื่อไทยและกปปส.มาเจรจาเพื่อหาทางออกจากความขัดแย้ง นักวิชาการจากหลากหลายค่ายมีมุมมองถึงความเป็นไปได้เกี่ยวกับเรื่องนี้ รวมทั้งบุคคลที่จะเป็น "ตัวกลาง" ในการเจรจา และ "นายกฯ คนกลาง"
ประจักษ์ ก้องกีรติ
อาจารย์รัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ข้อเสนอของนายกรัฐมนตรีที่มาจากคนกลาง โดยไม่ได้ผ่านการเลือกตั้ง ถือว่าผิดรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน เพราะรัฐธรรมนูญมาตรา 171 วรรคสามกำหนดไว้ว่านายกรัฐมนตรีต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากสภาผู้แทนราษฎร ดังนั้นข้อเสนอเพื่อหาทางออกประเทศด้วยนายกฯ คนกลางจึงทำไม่ได้ในความหมายของรัฐธรรมนูญ แต่หากมองในมุมที่ไม่ได้ยึดโยงกับรัฐธรรมนูญ หรือการเลือกตั้ง มองว่านายกฯ หรือรัฐบาลที่เข้ามานั้นอาจจะเข้ามาซ้ำเติมปัญหามากกว่าการแก้ปัญหา เพราะปัจจัยสำคัญที่ต้องพิจารณาคือการได้รับความชอบธรรม การได้รับการยอมรับจากสังคม จากนานาประเทศ
“ผมมองว่าทางออกของปัญหา คือต้องเดินไปตามกติกาเท่านั้น ต้องยอมรับและเคารพกฎหมาย เคารพในกระบวนการประชาธิปไตย ประเทศไม่ใช่เด็กเล่นขายของ ที่ไม่พอใจรัฐบาลนี้ เอาใครก็ได้มาเป็น มันไม่ได้ เพราะประเทศมีหลัก มีกฎหมาย มีรัฐธรรมนูญอยู่ ที่สำคัญรัฐธรรมนูญที่ใช้อยู่ คณะรัฐประหารเป็นผู้ร่างขึ้นมา และขณะนี้ผู้ที่ร่วมยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งอยู่ในฝ่ายของการชุมนุมจะเสนอให้ละเมิดรัฐธรรมนูญของฝ่ายตนเองได้อย่างไร"
สำหรับประเด็นการหาทางออกของวิกฤติทางการเมือง และมีเสียงพูดถึง “คนกลาง” เข้ามาทำหน้าที่เจรจา ขณะนี้สังคมไทยคนกลางหายาก และไม่เหลือใครที่จะเรียกว่าเป็นคนกลางได้แล้ว แต่การเจรจายังเป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อยุติความขัดแย้ง แต่การพูดคุยไม่จำเป็นต้องเป็นเพียงคนคนเดียวเท่านั้นอาจจะมีคณะบุคคลเข้าไปคุย หรือเป็นองค์กรเข้าไปคุย ส่วนผู้ชุมนุมเองก็ต้องยอมรับว่าสิ่งที่เขาทำไม่มีทางชนะแบบแตกหักได้ ดังนั้นวิกฤติของประเทศในภาวะที่รัฐบาลรักษาการถูกจำกัดอำนาจ หน้าที่ส่วนสำคัญคือ ผู้ชุมนุม ต้องยอมเข้าสู่โต๊ะเจรจา ถ้าเป็นไปได้ควรยุติการชุมนุม เพราะยิ่งชุมนุมยืดเยื้อเศรษฐกิจไทยก็จะย่อยยับ และเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายกับผู้ชุมนุมได้
วีรพัฒน์ ปริยวงศ์
นักวิชาการอิสระ
ปัญหาของประเทศที่หาทางออกไม่ได้จนถึงขณะนี้ เพราะ 1.นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการกปปส. ไม่ยอมเข้าร่วมการพูดคุย ทั้งที่หลายฝ่าย อาทิ กกต. ก็ได้หันหน้ามาคุยกับรัฐบาลแล้ว 2.การวางตัวที่ไม่ชัดเจนของกองทัพต่อประเด็นปัญหาและการทำผิดกฎหมาย และ 3.สื่อมวลชนเปิดพื้นที่ให้คู่ขัดแย้งมาถกเถียงต่อหน้าสาธารณะน้อยเกินไป ดังนั้นทางออกของประเทศจำเป็นที่ต้องแก้ไขใน 3 ประเด็นก่อน ส่วนการเสนอนายกฯ คนกลาง รัฐบาลคนกลาง หากยึดตามกรอบของรัฐธรรมนูญ และการเลือกตั้งที่ดำเนินการอยู่ อาจจะทำได้ คือ เมื่อกกต. เลือกตั้งเสร็จได้ส.ส.ครบและสามารถเปิดสภาผู้แทนราษฎรได้ ให้พรรคการเมืองที่ได้รับเลือก หารือหรือเจรจากันว่าจะเลือกส.ส.คนใด มาเป็นนายกฯ เพื่อทำหน้าที่นายกฯ คนกลาง โดยคนที่จะได้รับเลือกนั้นไม่จำเป็นต้องมาจากพรรคการเมืองที่ได้รับเลือกตั้งมากที่สุด หรือบุคคลที่ถูกกังขาจากอีกฝ่าย วิธีนี้เป็นทางออกที่ประนีประนอมมากที่สุด
สำหรับการชูประเด็นใช้รัฐธรรมนูญ มาตรา 3 ประกอบมาตรา 7 เพื่อให้ได้นายกฯ เข้ามาทำงานในช่วงสุญญากาศนั้น มองว่าการจะใช้รัฐธรรมนูญดังกล่าวต้องเป็นสถานการณ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ไม่ใช่การตั้งใจให้เกิดการติดล็อก เพราะจะเป็นการกระทำที่ผิดหลักการ ทั้งนี้รัฐธรรมนูญระบุชัดเจนว่า เมื่อรัฐบาลประกาศยุบสภา ครม.ต้องคงปฏิบัติหน้าที่ต่อ จนกว่าจะได้ครม.ใหม่ที่มาจากการเลือกตั้ง แต่หากจะไม่เอาวิธีนี้ ทางเดียวที่ทำได้ คือ การฉีกรัฐธรรมนูญ 2550 ทิ้งไป
พรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ตามรัฐธรรมนูญ ไม่ได้เปิดช่องให้มีนายกรัฐมนตรีคนกลางได้ เพราะด้วยเงื่อนไขที่กำหนดให้นายกฯ ต้องมาจากการเลือกตั้ง ต้องเป็น ส.ส. หากจะไม่ปฏิบัติตามนี้ ต้องการนายกฯ ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ก็ต้องพูดถึงการงดเว้นการใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา ซึ่งนั่นก็หมายถึงการฉีกรัฐธรรมนูญกลายๆ และเมื่อทำเช่นนั้นอาจทำให้เกิดปัญหาตามมาอีก เช่น การยอมรับจากประชาชนอีกกลุ่มหนึ่ง อย่างไรก็ตามปัญหาของประเทศที่เกิดขึ้น เป็นประเด็นของการเรียกร้องให้มีนายกฯ คนกลาง หรือรัฐบาลเข้ามาทำหน้าที่แทนรัฐบาลรักษาการชุดปัจจุบัน แต่ใครจะเป็นผู้กำหนดสเปกว่านายกฯ คนกลาง หรือรัฐบาลคนกลางนั้นมีคุณสมบัติอย่างไร แต่มองว่า มีสิ่งที่หลายคนมองข้าม คือ อำนาจอธิปไตยอยู่ที่ประชาชน หลังจากที่รัฐบาลประกาศยุบสภาไปแล้ว ดังนั้นเมื่ออำนาจเป็นของประชาชน จึงจำเป็นที่ต้องรับฟังในการตัดสินใจของประชาชนในการเลือกตั้ง แต่หากมองว่าตอนนี้อยู่ในชั้นของการปฏิวัติโดยประชาชน มันอาจถูกตั้งคำถามว่าต้องการปฏิวัติให้เป็นการปกครองในระบอบใด และเหตุที่การปฏิวัติของประเทศไทยโดยประชาชนไม่สำเร็จเพราะมีคนไม่ยอมรับ ซึ่งแตกต่างจากการปฏิวัติโดยประชาชนของต่างประเทศ ที่เขาต้องการเปลี่ยนการปกครองจากระบอบเผด็จการไปเป็นประชาธิปไตย
“แต่ตอนนี้เหมือนกับมีการดึงเวลาไว้ ไม่ให้มีรัฐบาลเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งหากมองในแง่ของเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ ที่กำหนดให้หลังจากที่มีการยุบสภาแล้วต้องจัดการเลือกตั้งภายใน 40-60 วัน ตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 108 กำหนด เพราะต้องการให้มีรัฐบาลใหม่เข้ามาทำหน้าที่โดยเร็ว เพราะไม่ต้องการให้รัฐบาลรักษาการอยู่ในตำแหน่งได้นาน และการคงอยู่ของรัฐบาลรักษาการไม่มีอำนาจในการบริหารประเทศได้อย่างเต็มที่ ดังนั้นวิธีทางแก้ปัญหาที่ดี คือ ต้องรีบเลือกตั้งให้เสร็จ ให้มีรัฐบาลจากการเลือกตั้ง หากยังมีการดึงการเลือกตั้งไม่ให้เสร็จสิ้นออกไปเรื่อยๆ ปัญหาของประเทศก็จะสะสมไปเรื่อยๆ”
สำหรับทางออกของปัญหาการเมืองตอนนี้ ในแง่รัฐศาสตร์ ต้องหาคนที่ชอบธรรมมาแก้ไขปัญหา โดยให้ประชาชนชี้ว่าใครจะเข้ามา ตอนนี้เราไม่สามารถบอกได้ว่าพรรคเพื่อไทยจะชนะ หรือใครจะได้มาเป็นรัฐบาลเพราะการเลือกตั้งยังไม่แล้วเสร็จ หลายคนบอกว่าเสียงโหวตโนมีพอสมควร แต่ท้ายสุดเราต้องเคารพเจตจำนงของประชาชนในการออกไปเลือกตั้ง และบุคคลที่มาจากการเลือกตั้งจะได้รับความชอบธรรมสูง แต่หากมองทางออกในแง่นิติศาสตร์ คือ ต้องมองผ่านรัฐธรรมนูญ ต้องกลับไปพูดถึงการเลือกตั้ง มีส.ส. เปิดสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเลือกนายกฯ ไปตั้งคณะรัฐมนตรีมาแก้ไขปัญหา
สมบัติ ธำรงธัญวงศ์
อดีตอธิการบดี สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)
การเกิดขึ้นของนายกฯ คนกลางนั้น อย่างที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. บอกไว้ว่าให้ประชาชนเสนอชื่อเข้ามา ก็ต้องรอการเสนอชื่อของประชาชน ซึ่งแนวทางหลังจากที่ได้ชื่อบุคคลที่จะมาทำหน้าที่แล้ว ก็เป็นไปตามขั้นตอนที่เกิดขึ้นหลังจากที่ไม่มีรัฐบาล คือ การเกิดสุญญากาศทางการเมือง จะให้วุฒิสภาเสนอชื่อบุคคลเพื่อทำหน้าที่นายกฯ และใช้บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 ประกอบมาตรา 7 อย่างไรก็ตามรัฐธรรมนูญบางมาตราถูกเขียนเพื่อให้ใช้งาน แต่ที่ผ่านมาไม่เคยถูกนำมาใช้ เช่น มาตรา 7 เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญมาตลอด หากใช้ไม่ได้ ก็คงไม่มีใครเขียนไว้ ดังนั้นคนที่เขียน ได้คิดเผื่อไว้แล้วว่าอาจจะมีบางกรณีเกิดขึ้น
คมสัน โพธิคง
นักวิชาการอิสระ
นายกรัฐมนตรีคนกลางเพื่อเข้ามาแก้ปัญหาวิกฤติการเมือง หากพิจารณาตามช่องทางรัฐธรรมนูญ คือ ช่วงนี้อยู่ในระหว่างการมีพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) การเลือกตั้ง หากการเลือกยังไม่แล้วเสร็จ และนายกฯ รักษาการลาออก และครม.ลาออกทั้งคณะ อาจจะทำให้มีผลต่อการบริหารประเทศได้ และการจะให้ปลัดกระทรวงต่างๆ เข้ามาบริหารก็จะไม่มีอำนาจการบริหารเทียบเท่ากับรัฐบาล ดังนั้นต้องพิจารณาในประเพณีปกครองเพื่อแก้ไขปัญหา คือ การขอพระราชทานนายกฯ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 7 เพราะไม่มีผู้ใดที่มาจากการเลือกตั้งเหลืออยู่ จากนั้นเข้าสู่กระบวนการที่ให้ประธานรัฐสภานำขึ้นทูลเกล้าฯ แต่ประธานรัฐสภาไม่มี ก็มีประธานวุฒิสภารักษาการ แต่ขณะนี้ ประธานวุฒิสภากำลังจะถูก ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด ดังนั้นต้องเป็นกระบวนการภายในของวุฒิสภาที่ต้องพิจารณาต่อไป ส่วนข้อถกเถียงว่าใครจะเข้ามาเป็น หรือได้รับการเสนอชื่อ มีการพูดว่า กปปส.ที่เป็นผู้นำการปฏิวัติประชาชนมีอำนาจ เพราะได้สถาปนาตัวเป็นองค์อำนาจอาจจะได้รับการโต้แย้งประเด็นความชอบธรรมได้ ดังนั้นอาจจะต้องปล่อยให้วุฒิสภาเป็นผู้พิจารณา
“หากไม่ทำแบบนี้ เดรดล็อกประเทศก็จะเกิดขึ้น เพราะหากเลือกตั้งไม่ได้ และต้องมีการจัดการเลือกตั้งเรื่อยๆ ใครจะเป็นผู้อนุมัติบประมาณในการใช้จัดการเลือกตั้ง จะให้ปลัดกระทรวงทำก็ไม่มีอำนาจใดรองรับไว้ และตามกฎหมายปลัดกระทรวงนั้นก็มีอำนาจอนุมัติงบประมาณเฉพาะกระทรวงที่ตนดูแลเท่านั้น ดังนั้นสิ่งที่กฎหมายไม่ได้เขียน บางครั้งยังถูกนำไปปฏิบัติ ตราบใดที่ไม่ผิดศีลธรรมและคุณธรรม”
ส่วนหลังจากนั้นรัฐบาลที่เข้ามาจะเข้ามาแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่สำคัญ เช่น เรื่องชาวนา การกำหนดงบประมาณรายจ่ายประจำปี หรือไม่ ส่วนตัวมองว่ารัฐบาลพระราชทานที่เข้ามาต้องเข้ามาทำการจัดการปฏิรูปเพื่อแก้ปัญหาภายในระยะเวลาที่กำหนด ก่อนที่จะออกจากตำแหน่งเพื่อให้มีการเลือกตั้งและได้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามกติกาใหม่ ส่วนปัญหาสำคัญๆ ก็ต้องคอยดู และประคองปัญหาไม่ให้ลุกลามออกไป เช่น เรื่องข้าว รัฐบาลพระราชทานอาจจะไม่ได้เข้ามาแก้ไขแบบเบ็ดเสร็จ แต่อาจจะแก้ไขปัญหาให้ทุเลา เช่น ใช้อำนาจกู้เงิน, เร่งระบายข้าว, ยกเลิกโครงการ โดยไม่คำนึงถึงฐานคะแนนเสียง เป็นต้น แต่ผมเชื่อว่ารัฐบาลพระราชทานที่เข้ามาไม่สามารถแก้ปัญหาให้แล้วเสร็จเป็นสูตรสำเร็จได้แน่
.......................................
(หมายเหตุ : หลากมุมมองวิชาการ ทางออกนายกฯ-รัฐบาลคนกลาง : ขนิษฐา เทพจร สำนักข่าวเนชั่นรายงาน)



