ข่าว

กรุงไทยปล่อยกู้โรงสีปัดซิกแซ็กเอื้อรัฐ

กรุงไทยปล่อยกู้โรงสีปัดซิกแซ็กเอื้อรัฐ

14 ก.พ. 2557

กรุงไทยปัดปล่อยกู้ทางอ้อมให้รัฐผ่านโรงสี แจงเป็นสินเชื่อเพื่อกลุ่มประมูลข้าว คุมวงเงิน 5 พันล้าน ชี้ช่วยชาวนาได้ทางอ้อม

               กรณีมีการเผยแพร่เอกสารและข่าวปรากฏในโลกออนไลน์ว่าธนาคารของรัฐปล่อยกู้ทางอ้อมในโครงการรับจำนำข้าวผ่านทางโรงสี ล่าสุด เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ นายประสิทธิ์ วสุภัทร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ข่าวลือว่าธนาคารปล่อยกู้ให้โรงสีเพื่อช่วยเหลือรัฐบาลนั้น ไม่เป็นความจริง ส่วนหนังสือที่ลงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ เป็นการส่งหนังสือเวียนภายในธนาคาร เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์คุณสมบัติของผลิตภัณฑ์สินเชื่อระยะสั้นสำหรับผู้ประกอบการค้าข้าว เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนให้กับผู้ประกอบการค้าข้าวที่มีศักยภาพ ที่ชนะการประมูลข้าวสารจากองค์การคลังสินค้า (อคส.) สำหรับนำไปซื้อข้าวสาร ซึ่งเป็นไปตามวงจรธุรกิจปกติ และเป็นสินเชื่อที่ปล่อยให้แก่ลูกค้าในกลุ่มโรงสีมานานแล้ว เพียงแต่ได้พัฒนาเป็นเพื่อให้มีกรอบในการพิจารณาที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้นและเป็นมาตรฐานเดียวกัน

               ทั้งนี้ ได้เน้นลูกค้าสินเชื่อรายเดิมที่ต้องการขอสินเชื่อเพื่อประมูลซื้อข้าวจากภาครัฐ และผ่านตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า หรือเอเฟต ซึ่งธนาคารได้ออกมาแล้วตั้งแต่เดือนธันวาคมแต่ที่ออกหนังสือเวียนในจังหวะนี้ เนื่องจากต้องการทบทวนคุณสมบัติลูกค้าและเงื่อนไขต่างๆ ให้รัดกุมมากขึ้น เนื่องจากขณะนี้นักวิชาการและหลายภาคส่วนต้องการให้รัฐบาลขายข้าวออกมาเพื่อใช้หนี้ชาวนา โดยเปิดให้โรงสีและผู้ส่งออกเข้าประมูลซื้อข้าว แต่ธนาคารต้องการดูคุณสมบัติลูกค้าและแผนในการประมูลและขายข้าวที่ชัดเจน หากจะเป็นการบรรจุถุงขายในประเทศผู้ประมูลต้องมีศักยภาพเพียงพอ โดยธนาคารจะเน้นลูกค้าเดิมที่มีวงเงินอยู่แล้ว และทบทวนคุณสมบัติใหม่ในภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป

               "คุณสมบัติลูกค้าที่กำหนดใหม่จะต้องเป็นลูกค้าที่ดี ผลประกอบการมีกำไรต่อเนื่อง 2 ปี ขณะเดียวกันต้องพิจารณาแผนการประมูลข้าวและขายที่ชัดเจน เช่น ราคาประมูลแพงหรือไม่ โอกาสในการขายเป็นอย่างไร แต่การปล่อยสินเชื่อในวงเงินไม่เกิน 70% ของราคาประมูล ส่วนที่เหลือผู้ประกอบการต้องมีทุนส่วนตัว และวงเงินที่ให้ไปจะมีระยะเวลาการกู้ไม่เกิน 9 เดือน และการจ่ายเงินจะเป็นการจ่ายให้ อคส.โดยตรง เชื่อว่าจะสามารถช่วยเหลือชาวนาทางอ้อม"

               นายประสิทธิ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาโรงสีมีการประมูลข้าวตลอดอยู่แล้ว และก็ต้องมาหาแบงก์เพื่อขอสินเชื่อไปใช้ในกระบวนการดังกล่าว สำหรับวงเงินสินเชื่อในกลุ่มโรงสี ปัจจุบันมีภาระหนี้กับธนาคารอยู่ 2 หมื่นล้านบาท และมีวงเงินเบิกใช้ได้อีก 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งในวงเงินที่รอเบิกใช้นี้ในเบื้องต้นจะควบคุมให้เป็นวงเงินที่ใช้ในโครงการรับจำนำข้าวตลอดปี 2557 ไม่เกิน 5,000 ล้านบาท ซึ่งการกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขต่างๆ เพื่อพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์สินเชื่อสำหรับผู้ประกอบการค้าข้าวที่มีศักยภาพ เนื่องจากธนาคารมีลูกค้าที่เป็นกลุ่มโรงสีจำนวนมากและเป็นจุดแข็งสร้างรายได้ให้กับธนาคารอย่างต่อเนื่อง


เอสเอ็มอีแบงก์รอดูชัดเจนปล่อยกู้

               นายนริศ ชัยสูตร อธิบดีกรมธนารักษ์ ในฐานะประธานกรรมการธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ เอสเอ็มอีแบงก์ เปิดเผยว่า มีความพร้อมปล่อยกู้สินเชื่อแฟคตอริ่งให้กับโรงสีเพื่อเพิ่มสภาพคล่องสำหรับปล่อยกู้ให้เกษตรกรที่ถือใบประทวน แต่ปัจจุบันสภาพคล่องของธนาคารค่อนข้างตึงตัว จึงต้องพิจารณาความเหมาะสมอีกครั้ง เพื่อที่จะปล่อยกู้สำหรับลูกค้ากลุ่มนี้ โดยบอร์ดบริหารกำลังหารือในเรื่องนี้และคงมีความชัดเจนในเร็วๆ นี้
 

               ทั้งนี้ ธนาคารรับซื้อลูกหนี้การค้ากลุ่มนี้ด้วยการนำใบเสร็จรับเงินค่าฝากข้าวจากองค์การตลาดเพื่อการเกษตร (อ.ต.ก.) และองค์การคลังสินค้า (อคส.) ออกให้มาขอสินเชื่อได้ในวงเงิน 80-90% ของค่าฝาก โดยตั้งวงเงินไว้ 5,000 ล้านบาท แต่ไม่แน่ใจว่าจะเพียงพอ เพราะมีโรงสีจำนวนมากที่รอเงินค่ารับฝากข้าวจากทั้ง 2 องค์กรรวมแล้วน่าจะเป็นเงิน 3 หมื่นล้านบาท โดยล่าสุดปล่อยสินเชื่อไปแล้ว 400 ล้านบาทเท่านั้น

               ด้านนางเบญจา หลุยเจริญ รมช.คลัง เปิดเผยว่า สามารถหาแหล่งเงินกู้เพื่อทดลองจ่ายเงินจำนำข้าวได้บางส่วนแล้ว โดยขอกู้เงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพราะการกู้เงินได้ยึดจากมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2556 โดยมอบหมายให้กระทรวงการคลังเป็นผู้จัดหาแหล่งเงินทุน เพียงแต่เมื่อมีการยุบสภาจึงได้มีการตีความกันใหม่ ทำให้ธนาคารต่างๆ ไม่กล้าปล่อยกู้

               รายงานข่าวแจ้งว่า ผู้บริหารพรรคเพื่อไทยได้หารือถึงแนวทางช่วยเหลือชาวนาเพราะเป็นฐานเสียงสำคัญ พร้อมเตรียมนำเสนอแคมเปญรณรงค์ให้ประชาชนทั้งประเทศช่วยกันซื้อข้าวในโครงการของรัฐบาลภายใต้สโลแกนในลักษณะ 1 ครัวเรือน 1 ถุงเพื่อช่วยเหลือชาวนา โดยตั้งเป้าให้แต่ละครัวเรือนช่วยกันซื้อหรือบริจาคเงินซื้อข้าวตั้งแต่ครัวเรือนละ 15 กิโลกรัม หรือผู้ที่มีกำลังทรัพย์สูงซื้อได้ตั้งแต่หมื่นบาทถึงแสนหรือล้านบาท เพื่อช่วยระบายข้าวในสต็อกของรัฐ โดยคาดว่าในเร็วๆ นี้ นายกรัฐมนตรีจะเปิดตัวโครงการพร้อมกับผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ด้วยตัวเอง