
เริ่มเห็นปัจจัยบวกคลังรื้อจีดีพีใหม่ ลุ้นเม็ดเงินโครงการไทยเข้มแข็ง-เศรษฐกิจภูมิภาคฟื้นหนุน
คลังเตรียมปรับจีดีพีอีกรอบ ประเมินพบปัจจัยบวกจากเม็ดเงินโครงการไทยเข้มแข็ง และเศรษฐกิจในภูมิภาคมีสัญญาณที่ดีขึ้น พอใจงบกระตุ้นเศรษฐกิจเฟสแรกเริ่มเห็นผลหลังเบิกจ่ายแล้วกว่า 50% ระบุต้องจับตาปัจจัยลบจากราคน้ำมันที่ยังพุ่งขึ้นต่อเนื่อง จี้รัฐบาลจำกัดการระบา
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเศรษฐกิจมหภาค สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษก สศค. เปิดเผยว่า สศค.เตรียมทบทวนประมาณการทางเศรษฐกิจใหม่อีกครั้งหลังมีสัญญาณบวกจากการที่สภาผู้แทนราษฎรผ่านพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) และพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ.2552 ซึ่งหากโครงการไทยเข้มแข็ง 2555 สามารถดำเนินการได้ตามที่กำหนดจะทำให้เม็ดเงินสามารถกระจายเข้าสู่ส่วนต่างๆ ในระบบตั้งแต่ไตรมาส 3 เป็นต้นไป โดยเฉพาะเม็ดเงิน 5 หมื่นล้านบาทสำหรับใช้เพิ่มทุนสถาบันการเงินของรัฐเพื่อให้สถาบันการเงินเหล่านี้ปล่อยสินเชื่อเข้าสู่ระบบ รวมทั้งการประกันสินเชื่อของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ซึ่งเม็ดเงินจากโครงการต่างๆ เหล่านี้จะมีส่วนทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง
ขณะที่เม็ดเงินจากแผนกระตุ้นเศรษฐกิจระยะแรก (SP1) จำนวนกว่า 1.16 แสนล้านบาทได้มีการเบิกจ่ายไปแล้วมากกว่า 50% ในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา และจะมีการเบิกจ่ายเงินงบประมาณ งบลงทุน รวมทั้งรายจ่ายประจำมาช่วยเสริมได้ ส่วนเงินงบประมาณที่ใช้ในงบไทยเข้มแข็งมีอยู่หลายโครงการที่สามารถเบิกจ่ายได้ง่าย เช่น โครงการถนนปลอดฝุ่น เป็นต้น
“วันที่ 25 มิถุนายนนี้ สศค.จะประกาศตัวเลขใหม่หลังจากที่ได้ประเมินภาวะเศรษฐกิจโดยรวมแล้ว ซึ่งจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจด้านต่างๆ ของรัฐบาลที่ออกมาเริ่มส่งผลให้การขยายตัวของเศรษฐกิจในไตรมาส 2 ดีขึ้นกว่าไตรมาส 1 และหากเดินหน้าแผนกระตุ้นเศรษฐกิจได้ต่อไปสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจของไทยก็น่าจะมีความชัดเจนมากขึ้น” นายเอกนิติกล่าวและว่า นอกจากปัจจัยการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลแล้ว ปัจจัยในต่างประเทศก็ยังส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในภาพรวม โดยเฉพาะการรฟื้นตัวของเศรษฐกิจในเอเชีย ทั้งจีนและอินเดียที่ออกมาดีกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้หากเม็ดเงินโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะที่ 2 (SP2) ออกมาก็ยิ่งเป็นปัจจัยบวก
ส่วนปัจจัยลบที่ สศค.ได้ให้น้ำหนักต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจคือ เรื่องราคาน้ำมันที่ยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ยังไม่น่าเป็นห่วงเท่ากับปีที่ผ่านมาที่สูงถึง 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่คงต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด ขณะที่ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ก็ยังเป็นอีกปัจจัยลบที่ต้องระมัดระวังและติดตามสถานการณ์การระบาดของโรคไม่ให้ลุกลามจนยากต่อการควบคุมเพราะจะกระทบต่อเรื่องท่องเที่ยวที่ทำรายได้ให้แก่ประเทศ



