ข่าว

'วาเลนไทน์'รักต่างมุมมองแต่สวยงามเสมอ

'วาเลนไทน์'รักต่างมุมมองแต่สวยงามเสมอ

13 ก.พ. 2557

'วาเลนไทน์'รักต่างมุมมองแต่สวยงามเสมอ : กวินทรา ใจซื่อ/ว.วชิรเมธี

               "ความรัก" ทำให้โลกสดใส ถูกแต่งแต้มให้สวยงามเพิ่มขึ้นด้วยสีสันของดอกกุหลาบในวันวาเลนไทน์ วันที่หนุ่มสาวต่างรอคอยบอกรักหรือแสดงความรักต่อกัน แต่สำหรับเด็กหญิงวัยใสที่รู้ว่าไม่ถึงเวลาจะเข้าไปข้องแวะกับความรัก ก็ยังรู้สึกตื่นเต้นไม่น้อยที่วันนี้เวียนมาถึงอีกครั้ง เพราะสำหรับเธอหมายถึงเวลาที่จะได้บอกรักพ่อแม่ ครูอาจารย์และเพื่อนสนิท เป็นวันที่ทำให้หัวใจพองโตอีกครั้ง
 
               ทุกปี ด.ญ.สิริลักษณ์ ปะการะสัย และ ด.ญ.วิภาดา  ประหยัดทรัพย์ อายุ 13 ปี โดยทั้งคู่เป็นนักเรียนประจำโรงเรียนศึกษาคนตาบอดขอนแก่น และทุกๆ ปีที่ถึงวันวาเลนไทน์ สิริลักษณ์ และวิภาดา จะฝากเพื่อนซื้อดอกกุหลาบที่ทำจากกระดาษมามอบให้คุณครู และเพื่อนร่วมชั้นเรียน ตลอดทั้งวัน ทั้งสองคนจะใช้มือทั้งสองข้างลูบคลำดอกกุหลาบ เพื่อจินตนาการถึงความสวยงามของความรัก

               "สิริลักษณ์" รู้จักวันวาเลนไทน์จากการบอกเล่าของเพื่อนๆ ตั้งแต่เรียนชั้น ป.3 รวมทั้งจากการอ่านหนังสืออักษรเบรลล์ว่า ทุกปีของ 14 กุมภาพันธ์ เป็นวันพิเศษที่คนทั้งโลกมอบความรักให้กัน ถึงแม้ตาจะมองไม่เป็น แต่ไม่เป็นอุปสรรคในการส่งต่อความรู้สึก เมื่อใกล้ถึงวันแห่งความรักทั้งคู่จะเบิกค่าขนมที่พ่อแม่ฝากไว้กับคุณครู ก่อนจะวานเพื่อนซื้อดอกกุหลาบสีแดง เมื่อวันสำคัญมาถึงจึงนำไปมอบให้คุณครูเพื่อแสดงออกถึงความรักที่มีให้            

               “หนูคิดว่าวาเลนไทน์เป็นวันพิเศษที่จะให้ดอกกุหลาบสีแดงและช็อกโกแลตกับคนที่เรารัก ไม่ใช่เฉพาะคนรักเสมอไป หนูไม่รอให้ใครมาให้ดอกกุหลาบมอบความรักให้ก่อน เมื่อหนูพร้อมจะเลือกให้ความรักกับคนอื่นก่อน ทั้งให้พ่อ แม่ ครู เพื่อนที่โรงเรียน ส่วนที่เลือกดอกกุหลาบที่ทำจากกระดาษ  เพราะคิดว่าดอกกุหลาบสดเหี่ยวเร็ว ดอกกุหลาบทำจากกระดาษเก็บไว้ได้นาน ครูและเพื่อนจะได้คิดถึงเรานานๆ”          

               ขณะที่  วิภาดา บอกว่า พวกเราเป็นนักเรียนประจำ ทำให้ห่างไกลจากครอบครัว วันธรรมดาพ่อแม่จะโทรศัพท์มาถามความเป็นอยู่ด้วยความคิดถึง โดยทุกปีเราทั้งคู่จะใช้วันวาเลนไทน์โทรศัพท์ไปหาพ่อแม่เพื่อบอกรัก ส่วนตัวมองว่า ทุกวันเป็นวันที่ดี ไม่ต้องรอให้ถึงวันวาเลนไทน์ แต่เมื่อถึงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ จะถือว่าเป็นวันพิเศษ         

               สำหรับวันวาเลนไทน์ในทัศนคติของคนทำงานอายุเข้าสู่เลข 3  อย่าง สุจิตติ ประกอบศรี ชาว จ.กาฬสินธุ์ มองว่าเป็นเพียง วันธรรมดาไม่ต่างจากวันอื่นๆ อาจเป็นเพราะเราเข้าสู่วัยที่มีครอบครัว มีภรรยา และลูกชาย 2 คน วันวาเลนไทน์จึงยังใช้ชีวิตอย่างปกติ ถึงจะรู้ว่าวันนี้คือวันพิเศษ แต่สำหรับครอบครัวจะเน้นที่การทำดี ซื่อสัตย์ ประพฤติดีทุกวัน เท่านี้ก็เป็นของขวัญที่แสนวิเศษแล้ว
   
               "ห่วงที่สุดคือเด็กในชนบทที่ทำตามกระแส ในยุคสื่อสารไร้พรมแดน  เด็กสมัยใหม่เข้าถึงข้อมูลข่าวสารเร็วขึ้น หลายคนรับรู้ข้อมูลข่าวสารว่าวันนี้เป็นวันที่หนุ่มสาวมอบดอกกุหลาบ มอบความรักให้กันเท่านั้น อาจทำให้เกิดค่านิยมวันวาเลนไทน์ผิดๆ เช่น ซื้อดอกกุหลาบแพงๆ ให้กัน หรือบางคู่อาจแสดงความรักกันจนเกินขอบเขต  สิ่งเหล่านี้ผู้ใหญ่ต้องตักเตือน บอกกล่าวให้เด็กๆ รู้ว่า วันแห่งความรักเป็นวันธรรมดาวันหนึ่งเท่านั้น"

               "วาเลนไทน์" ในทัศนคติของผู้สูงอายุอย่างคุณป้า พนมจันทร์  ดิลกโกมล และสามี ที่ใช่ชีวิตร่วมกันมากว่า 40 ปี ถึงวันนี้ทุกวันยังเป็น วันแห่งความรักที่ไม่เปลี่ยนแปลง ทุกเย็นทั้งคู่จะมาเดินออกกำลังกายที่สวนสาธารณะด้วยกัน ดูแลกันและกันเกือบตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากความรักที่มีให้กันแล้ว ความเสมอต้น เสมอปลายของสามี เป็นสิ่งที่สร้างความมั่นใจทำให้ชีวิตคู่อยู่ด้วยกันได้ยืนยาว ส่วนวันวาเลนไทน์ เป็นวันที่ทำให้ได้ย้อนอดีตที่ต่างมีวันดีๆ ให้กัน   

               “บางปีก็มีวันพิเศษ เราจะแอบซื้อดอกไม้ไปให้แทนการบอกรัก ส่วนลุงจะให้ของขวัญเป็นนาฬิกา แต่ไม่ได้ให้ตรงกับวันแห่งความรัก นึกจะให้ก็ให้ แต่ไม่ว่าวันไหน เราก็มีความสุข เพราะมีคนที่รักดูแลเราตลอดมา”

               จากมุมมองความรักที่กล่าวมาข้างต้น เชื่อว่า บรรยากาศวันวาเลนไทน์ในปีนี้คงจะอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของความรัก ยิ่งในปีนี้วาเลนไทน์บรรจบตรงกับวันสำคัญทางพุทธศาสนา "มาฆบูชา" เชื่อได้ว่า 14 กุมภาพันธ์ จะเป็นอีกหนึ่งวันที่บรรดาหนุ่มสาวจะได้ร่วมสืบสานพุทธศาสนาไปพร้อมๆ กับการดื่มด่ำกับวาเลนไทน์อันแสนหวานอย่างมีสติ ด้วยการประพฤติดี ทำดี เพื่อทำให้ "วาเลนไทน์เป็นวันที่สวยงามเสมอ" 
                                                                                                                                                                               

มาฆบูชา : เยียวยาสังคมไทยด้วยความรัก

               วันมาฆบูชา ปราชญ์บางท่านกล่าวว่า เป็น “วันแห่งความรัก” ของพระพุทธศาสนา หากพิจารณาอย่างลึกซึ้ง (โดยไม่ต้องอิงกับกระแสวันวาเลนไทน์ก็ได้) ก็จะเห็นว่า คำกล่าวนี้มีข้อเท็จจริงรองรับอยู่เหมือนกัน เพราะในวันดังกล่าวนี้เป็นวันที่

               1.พระพุทธเจ้า “ผู้เป็นบุคคลแห่งความรัก” หรือผู้ถึงพร้อมด้วยพระมหากรุณาธิคุณต่อสัตว์โลก (มหาการุณิโก) ทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์แก่พระอรหันต์  1,250 องค์

               2.พระอรหันต์ทุกองค์ ล้วนเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยความรักอันบริสุทธิ์ต่อสรรพสัตว์ ปรารถนาแต่จะช่วยเหลือเกื้อกูลสัตว์โลกให้พ้นทุกข์ พระอรหันต์ทั้งปวงที่มาประชุมกันในวันนั้นจึงเป็น “ชุมชนแห่งบุคคลที่เปี่ยมด้วยความรัก”

               3.หลักธรรมสำคัญที่ทรงแสดงในวันมาฆบูชา “ล้วนเป็นหลักธรรมที่นำไปสู่ความรักอันเป็นสากล” เช่น หลักที่ว่า “ไม่ทำความชั่วทั้งปวง ทำความดีให้ถึงพร้อม ชำระจิตให้บริสุทธิ์” ผู้ปฏิบัติตามหลักการนี้สมบูรณ์ก็คือผู้ลุถึงพระนิพพาน และผู้บรรลุพระนิพพานแล้ว ย่อมไม่มีเรื่องอะไรที่จะต้องทำเพื่อตัวเองอีกต่อไป จึงมีจิตใจที่เต็มเปี่ยมด้วยความเมตตากรุณาต่อสรรพชีวิตทุกถ้วนหน้า ปรารถนาแต่จะช่วยปวงสัตว์ให้พ้นทุกข์ ดังคำกล่าวถึงคุณสมบัติของพระอรหันต์ที่ท่าน ป.อ.ปยุตฺโต ระบุไว้ว่า “บุคคลนิพพาน ทำการเพื่อโลก”

               4.เมื่อพิจารณาลงไปในรายละเอียดของโอวาทปาฏิโมกข์ที่ทรงแสดงในวันมาฆบูชาก็จะพบว่า มีสาระสำคัญที่ชี้ทางให้มวลมนุษยชาติอยู่ร่วมกันด้วยความรัก ด้วยความเมตตาปรารถนาดีต่อกัน เช่น - ความอดทนอดกลั้น คือ การบำเพ็ญตบะอันยอดเยี่ยม - ผู้ทำร้ายผู้อื่น ไม่นับว่าเป็นนักบวช - ผู้เบียดเบียนคนอื่น ไม่นับว่าเป็นสมณะ - นักบวช (ในพุทธศาสนา) ไม่กล่าวร้ายใคร ไม่ทำร้ายใคร

               กล่าวอย่างสั้นๆ ก็คือ หลักการดังกล่าวนี้ ล้วนสอนให้ “ไม่ใช้ความรุนแรงต่อเพื่อนมนุษย์ หรือต่อสิ่งมีชีวิตทุกชนิด” (non-violence) และสอนให้อยู่ร่วมกันด้วยการมี “ขันติธรรม” หรือ “สันติธรรม” ถึงแม้จะถูกกระตุ้นเร้าให้ใช้ความรุนแรงอย่างไรก็ต้องไม่พลัดตกลงไปสู่หลุมพรางของความรุนแรงเป็นอันขาด เหมือนที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า

               “ต่อให้มีคนจับเธอมัดตรึงสองมือ สองเท้า แล้วใช้เลื่อยที่คมกริบเลื่อยเธอให้ขาดเป็นสองท่อน ต่อให้ถูกกระทำถึงเพียงนี้ก็ต้องไม่โกรธ ผู้ใดโกรธ ผู้นั้นไม่นับเป็นสาวกของเรา”

               สังคมไทยของเราในเวลานี้ คุกรุ่นไปด้วยเปลวเพลิงแห่งความโกรธ เกลียด ชิงชัง ความรุนแรงทั้งทางความคิด ทางวาจา และทางการกระทำ จนร่ำๆ จะกลายเป็นมิคสัญญีกลียุคในอนาคตอันใกล้ ดังนั้น หากเราคนไทยทุกคน ทุกกลุ่ม จะหันกลับมาหาสารธรรมจากโอวาทปาฏิโมกข์ด้วยการร่วมกันศึกษา ทำความเข้าใจ แล้วน้อมนำหลักธรรมนั้นออกมาใช้เป็นแนวทางในการฟื้นฟูบูรณะสังคมไทยให้เป็นสังคมแห่งขันติธรรมและสันติสุข ก็คงจะเป็นการเฉลิมฉลองเทศกาลมาฆบูชาที่ประเสริฐเลิศล้ำที่สุด สมกับที่พระพุทธองค์ตรัสว่า “การบูชาด้วยการนำธรรมะมาปฏิบัติในชีวิตจริงเป็นการบูชาที่มีคุณค่าที่สุด”
เสียงจาก 3 จว.ใต้


"ขอรัก-สันติภาพยั่งยืนกลับคืน"

               "วันแห่งความรัก" กลายเป็นอีกวันหนึ่งที่หลายคนรอคอย ทว่าอีกมุมหนึ่งของสังคมยังคงมีผู้ที่ถวิลหาความรัก โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ต่างใช้โอกาสนี้เพรียกหาความรักแบบยั่งยืนกลับคืนดุจเดิม 
 
               "คม ชัด ลึก" ตรวจสอบความรู้สึกลึกๆ ของเยาวชนผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ไฟใต้ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งปัจจุบันกลุ่มคนเหล่านี้ได้รับการดูแลและสนับสนุนทางด้านการศึกษาจาก "กลุ่มลูกเหรียง" ภายใต้สมาคมเด็กและเยาวชนเพื่อสันติภาพชายแดนใต้

               อับดุลเลาะ ดือราแม นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนมะอาหัดอิสลามียะห์ อ.รามัน จ.ยะลา บอกว่า ในวันวาเลนไทน์นั้น หรับคนอื่นๆ อาจต้องการคนรัก แต่ส่วนตัววันวาเลนไทน์ปีนี้อยากได้ความรัก ความรักในที่นี้ คือ ความรักที่พี่น้องใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มีให้กัน ไม่ทะเลาะกัน หรือเข่นฆ่ากัน ดังนั้น วันแห่งความรักปีนี้จึงขอให้พื้นที่นี้กลับมามีแต่ความรัก มีความสุขตลอดไป 

               ความรู้สึกนี้ไม่ต่างจาก ซันซู สะมะแอ นักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ชั้นปีที่ 3 โปรแกรมวิทยาการคอมพิวเตอร์ สะท้อนว่า อยากเห็นคนในพื้นที่นี้เลิกฆ่ากัน มีวันที่เราอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข มีอะไรก็ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ไม่ต้องมาหวาดระแวงเช่นทุกวันนี้ อยากให้หยุดทำร้ายกัน มีสันติภาพเกิดขึ้นโดยเร็ว

               ส่วนมุมมองของ อาลิซ่า สาเมาะ นักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ชั้นปีที่ 3 โปรแกรมวิชาจิตวิทยา บอกว่า อยากเห็นคนไทยรักกัน ในสถานการณ์ปัจจุบันนี้ประเทศไทยเกิดความวุ่นวายมากมาย  เชื่อว่าหากคนไทยทุกคนมีความรักให้กันมากกว่าตอนที่เป็นอยู่ ประเทศไทยจะมีแต่ความสุข และความสงบมากยิ่งขึ้น

...............................

(หมายเหตุ : 'วาเลนไทน์'รักต่างมุมมองแต่สวยงามเสมอ : กวินทรา  ใจซื่อ/ว.วชิรเมธี)