
กทม.รัดเข็มขัด ประหยัดน้ำ-ไฟ ลดเงินเดือนพนักงาน 10 เปอร์เซ็นต์
คนกรุงเตรียมจ่ายภาษีป้าย-ค่าธรรมเนียมขนขยะ-บำบัดน้ำเสียเพิ่ม หลัง กทม.ประกาศมาตรการหารายได้เข้าคลัง สั่งเขตเก็บค่าธรรมเนียม-ภาษีให้ครบทุกเม็ด
นายปรีชา สุขสนเทศ ผู้อำนวยการสำนักการคลัง กล่าวถึงเรื่องเสนอมาตรการเพื่อลดค่าใช้จ่ายของกรุงเทพมหานคร ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นเรื่องที่อาจจะต้องมีการปรับลดค่าตอบแทนของข้าราชการ อย่างค่าล่วงเวลาลง 10% ในทุกหน่วยงานว่า ในที่นี้รวมถึงเรื่องที่แต่ละหน่วยงานต้องไปประหยัดในหน่วยงานของตัวเอง ทั้งในเรื่องค่าใช้จ่ายต่างๆ ในหน่วยงานนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าใช้จ่ายอื่นๆ เพราะถ้าไม่อยากให้ค่าล่วงเวลาหายไป ทุกหน่วยงานก็จะต้องควบคุมค่าใช้จ่ายในส่วนอื่นให้ได้
การที่ได้พูดถึงมาตรการการปรับลดเช่นนี้ ก็เพื่อเป็นการบอกให้ทุกหน่วยงานหรือทุกคนได้ทราบว่าสถานการณ์ขณะนี้เป็นอย่างไร และนี่คือการเตือนว่าต้องช่วยกันรัดเข็มขัด แม้จะยังไม่ได้ปฏิบัติจริงในช่วงนี้ แต่ถ้าพ้นจากปีนี้ไปแล้ว สถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น ก็จะต้องปฏิบัติจริงในปีหน้า
พร้อมกันนั้น ก็จะมีการจัดเก็บภาษีรายได้ เพื่อให้มีรายได้เพิ่มขึ้นอีก 5 เปอร์เซ็นต์ โดยจะต้องมีการออกไปเดินเก็บภาษีตามบ้านอย่างจริงจัง ที่ผ่านมาก็ยังมีผู้ที่ไม่ยอมมาเสียภาษี เนื่องจากเจ้าหน้าที่ไม่สามารถออกไปตามเก็บได้อย่างเต็มที่ แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ ถ้าจะเก็บอย่างจริงจัง แล้วยังมีผู้หลบเลี่ยงไม่ยอมมาจ่ายอีก ก็ต้องมีการจ้างคนที่มาทำหน้าที่ตรงนี้โดยเฉพาะ เพื่อลงพื้นที่เข้าถึงทุกบ้าน และคาดว่าถ้าใช้วิธีนี้ก็จะช่วยให้เก็บภาษีได้เต็มที่อย่างที่คาดหวัง
เหตุที่ต้องมีการประหยัดและจัดเก็บภาษีเพิ่มนั้น เป็นเพราะจากการประเมินสถานการณ์การเงิน การคลังของ กทม.ในปีงบประมาณ 2552 และ 2553 พบว่า รายรับที่ได้อาจจะไม่เป็นไปตามเป้า เพราะรัฐบาลได้ลดงบประมาณส่วนงบอุดหนุน กทม.ไป ประมาณ 1 หมื่นล้านบาท ทำให้รายรับของ กทม.หายไปประมาณ 8,000-10,000 ล้านบาท ส่งผลให้ต้องมีมาตรการต่างๆ ออกมาเพื่อรัดเข็มขัด
ในที่นี้รวมไปถึงต้องมีการให้ชะลอโครงการที่จำเป็นต้องใช้งบประมาณเหลื่อมปีออกไปอย่างน้อย 1-2 ปี โดยถ้าเป็นโครงการที่ต้องเอางบประมาณของอีก 2-3 ปีข้างหน้ามาใช้ ก็ต้องขอชะลอโครงการเหล่านี้ไว้ก่อน อาจจะให้เฉพาะที่เป็นโครงการ 1-2 ปี หรือเป็นโครงการที่จำเป็นเร่งด่วน และเป็นไปตามนโยบายของคณะผู้บริหารเท่านั้น
ส่วนการกระตุ้นรายรับของ กทม.ที่ต้องทำคือ ให้ทุกสำนักงานเขตจัดเก็บภาษี หรือค่าธรรมเนียมให้ถูกต้องและครบถ้วน โดยเฉพาะค่าธรรมเนียมการจัดเก็บขยะ และสำนักงานเขตควรรื้อฟื้นหรือหาวิธีเก็บค่าธรรมเนียมใหม่ๆ เพื่อเป็นการเพิ่มรายได้ ไม่ว่าจะเป็นค่าบำบัดน้ำเสีย หรือให้ทุกสำนักงานเขตสำรวจการติดตั้งป้าย หากพบว่ามีการเปลี่ยนป้ายใหม่ต้องแจ้งให้เจ้าของมาเสียภาษีป้าย แม้ว่าภายในปีนั้นจะมีการเสียภาษีแล้วก็ตาม เนื่องจากตามระเบียบแล้วผู้ประกอบการต้องเสียภาษีป้ายปีละ 1 ครั้ง แต่หากพบว่ามีการเปลี่ยนป้ายก็ต้องมีจัดเก็บภาษีอีก
"จากการสำรวจรายรับของ กทม.ช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา คือตั้งแต่เดือนตุลาคม 2551 จนถึงเดือนพฤษภาคม 2552 พบว่าจัดเก็บรายรับได้ประมาณ 24,892 ล้านบาท จากที่ได้ประมาณการไว้ 46,000 ล้านบาท ถือว่าทำได้เพียง 54 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น หากครบปีงบประมาณคาดว่าการจัดเก็บรายได้จะต่ำกว่าค่าประมาณการ" นายปรีชา กล่าว



