ข่าว

ถึงเวลาที่'ยิ่งลักษณ์'ต้องเผชิญความจริง

ถึงเวลาที่'ยิ่งลักษณ์'ต้องเผชิญความจริง

12 ก.พ. 2557

'ปชป.' บี้ 'ยิ่งลักษณ์' เลิกส่งตัวแทนออกมาแก้ตัว ซัด'รัฐบาล'บิดเบือน หลังออกมติครม.อนุมัติจ่ายเงิน'จำนำข้าว'ย้อนหลัง

 
                   12 ก.พ.57 นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำหนดการเลือกตั้งล่วงหน้าจากวันที่ 26 ม.ค.57 เป็นวันที่ 20 เม.ย.57 ใน 21 จังหวัด ส่วนการเลือกตั้งทดแทนวันที่ 2 ก.พ.จัดให้ลงคะแนนในวันที่ 27 เม.ย.57 สำหรับ 28 เขตที่ไม่มีผู้สมัคร  รัฐบาลต้องรับผิดชอบออกพระราชกฤษฎีกากำหนดวันเลือกตั้งใหม่ใน 28 เขตที่ไม่มีผู้สมัคร ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนว่ามีรายละเอียดขัดรัฐธรรมนูญและกฎหมายเลือกตั้งหลายประการ คือ 1.การเลือกตั้ง 2 ก.พ.ไม่สามารถเกิดวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักรตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด
 
                   นายชวนนท์ กล่าวต่อว่า 2.ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 127 ภายใน 30 วัน นับจากเลือกตั้ง ส.ส.ต้องมีการเรียกประชุมรัฐสภาให้ประชุมนัดแรก ตนขอถามว่า จะนับวันเลือกตั้งจากวันที่ 2 ก.พ.หรือ 27 เม.ย. 3.ขัดกฎหมายเลือกตั้ง มาตรา 7 (1) กำหนดไม่เกิน 20 วันนับจากพระราชกฤษฎีกายุบสภามีผลใช้บังคับ หากใช้ฉบับเดิม 28 เขตที่ไม่มีผู้สมัครต้องรับสมัครเกิน 20 วันตามพระราชกฤษฎีกาเดิม  จึงต้องมีการออกพระราชกฤษฎีกาใหม่
 
                   นายชวนนท์ กล่าวต่ออีกว่า ถึงเวลาแล้วที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ต้องเผชิญความจริงแทนที่จะส่งนักกฎหมายออกมาแก้ตัว เพราะถ้ายังดึงดันเดินหน้าลากประเทศสู่สุญญากาศ เราจะไม่มีการเลือกตั้งไปถึงปลายเมษายน  ไม่เกิดประโยชน์กับใครทั้งสิ้น ทุกฝ่ายต้องยอมรับว่า การเลือกตั้ง 2 ก.พ.57 ไปต่อไม่ได้ ไม่มีประโยชน์ที่ กกต.กับรัฐบาลจะผลักภาระโยนไปมาโดยมีประเทศเป็นตัวประกัน ดังนั้น ต้องปลดล็อคผ่าทางตันทางกฎหมาย ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย อย่าทอดเวลาไปถึง 27 เม.ย. เพราะทุกวินาทีมีค่า เนื่องจากยิ่งช้าจะทำให้ชาติเสียโอกาสมากขึ้น
 
 
 
 
 ซัด"รัฐบาล"บิดเบือน หลังออกมติครม.อนุมัติจ่ายเงิน"จำนำข้าว"ย้อนหลัง
 
 
                   นายชวนนท์  แถลงกรณีที่ ครม.อนุมัติเงิน 712 ล้านบาท เพื่อดำเนินการจ่ายให้ชาวนาใน 5 จังหวัด ในโครงการรับจำนำข้าวปี 55/56 ทั้งที่ รัฐบาลออกมาระบุว่าการติดค้างจำนำข้าว เป็นโครงการ 56/57 เท่านั้น  และมีการจ่ายเกือบหมดแล้ว ชาวนาจะได้รับเงินภายใน 1-2 เดือน แต่กลับออกมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) จ่ายเงินย้อนหลังปีที่แล้ว สะท้อนว่าบิดเบือนข้อเท็จจริงอย่างต่อเนื่อง และพยายามทำให้ปัญหาใหญ่ดูเล็ก ชาวนาไม่เดือดร้อนมาก และยังโยนความผิดอย่างต่อเนื่องเป็นยุทธศาสตร์  ตั้งแต่ระดับหัวแถวถึงปลายแถว อ้างว่า จ่ายเงินไม่ได้เพราะการชุมนุม เป็นการปัดความรับผิดชอบและบิดเบือนข้อเท็จจริงอย่างน่ารังเกียจ ทั้งที่ คนทำผิดคือ น.ส.ยิ่งลักษณ์และรัฐบาล ที่ปล่อยให้มีการทุจริตจนไม่มีเงินเหลือพอมาจ่ายให้ชาวนา
 
                   "นอกจากนี้การหามาตรการแก้ปัญหาก็ไม่ยึดหลักข้อเท็จจริง เช่น กรณีให้นำใบประทวนไปจำนำกับโรงสีในราคา 50 % ซึ่งสุดท้ายทำไม่ได้ เพราะอาจขัดต่อสถาบันการเงิน แสดงให้เห็นว่า รัฐบาลไม่คิดช่วยเกษตรกรแต่ทำในสิ่งที่ทำไม่ได้เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกมาปฏิเสธจะได้โยนความผิดให้หน่วยงานอื่น รัฐบาลต้องเลิกหาข้ออ้างเป็นเกราะป้องกันให้ตัวเอง วิธีการจ่ายเงิน 1.3 แสนล้านบาท ให้หาเงินกู้และอนุมัติงบกลาง 2-2.5 พันล้านเป็นค่าดอกเบี้ย ซึ่งอาจเป็นทางออกที่รัฐบาลทำได้โดยไม่กระทบกับการบริหารของรัฐบาลชุดต่อไป หากยังไม่เร่งดำเนินการน.ส.ยิ่งลักษณ์ ก็เป็นฆาตกรฆ่าชาวนาและฆาตกรรมอุตสาหกรรมข้าวไทย" นายชวนนท์ กล่าว
 
                   ด้านนายจุฤทธิ์  ลักษณวิศิษฏ์  รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์  แถลงถึงการจัดเสวนาของพรรคเพื่อไทยว่า จำนำข้าวเพื่อชาวนาไทย เพื่อแก้ตัวว่ามีแต่ชาวนาได้ประโยชน์นั้น ความจริงตอนนี้ชาวนามีคำถามเดียวคือ เมื่อไหร่จะได้เงิน และชาวนาฝากให้เปลี่ยนหัวข้อเป็น “จำนำข้าวเข้ากระเป๋าใคร” หากเปลี่ยนหัวข้อชาวนาจะมาร่วมเสวนาด้วย
 
 
 
 
อัด"รัฐบาล"ใช้อำนาจเกินขอบเขต ปมค้นบ้าน "สนธิญาณ"  
 
 
                   นายชวนนท์  แถลงว่า  รัฐบาลจงใจใช้อำนาจคุกคามประชาชนจากกรณีที่ตำรวจปีนรั้วเข้าไปค้นบ้านนายสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม แกนนำกลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.)  เป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขต เพราะต้องแจ้งให้เจ้าของบ้านรับทราบ  นำตรวจการค้น บันทึกการตรวจค้นอย่างชัดเจน แต่การเข้าบ้านนายสนธิญาณ ปีนเข้าไปอย่างอุกอาจจับกุมตัวคนสวน คนรถ ราวกับเป็นอาชญากร เป็นความล้มเหลวกระบวนการยุติธรรมตั้งต้นของประเทศ น.ส.ยิ่งลักษณ์  ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรี แปรบ้านเมืองกลายเป็นเผด็จการเต็มรูปแบบใช้ตำรวจคุกคามประชาชน ถ้ายังไม่หยุดพฤติกรรมเช่นนี้จุดจบจะมาเร็วและแรงกว่าที่น.ส.ยิ่งลักษณ์คิด และไม่มีความคืบหน้าใดๆ ในคดีที่มีการก่อความรุนแรงต่อผู้ชุมนุม กปปส.แต่กลับจับคนยิงนายขวัญชัย ไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดร ที่ไม่มีหลักฐานได้อย่างรวดเร็ว
 
                   ขณะที่ นายองอาจ  คล้ามไพบูลย์  รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า การจับกุมนายสนธิญาณว่า เป็นความพยายามเขียนเสือให้วัวกลัว ข่มขู่แกนนำ ผู้ชุมนุมและผู้สนับสนุนการชุมนุม โดยพยายามสร้างความคลุมเครือในการดำเนินคดีกับนายสนธิญาณ เช่น มาตรา 12 ของ พ.ร.ก.ราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน บัญญัติว่า การจับกุมควบคุมผู้ต้องสงสัยตาม มาตรา 11 (1) ให้ร้องขอต่อศาลเพื่อขออนุญาตควบคุมตัวได้ไม่เกิน 7 วัน ซึ่งเจ้าหน้าที่มีการพูดล่วงหน้าว่า เมื่อครบ 7 วันจะควบคุมตัวอีก 30 วัน หากยังสืบสวนไม่เสร็จสิ้น ทั้งที่ความจริงแล้วเจ้าหน้าที่มีอำนาจควบคุมตัวได้ไม่เกิน 7 วันเท่านั้น
 
                   “ผมกล่าวหา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ว่า ใช้อำนาจความเป็นนายกรัฐมนตรี ดำเนินการกับคนเห็นต่างจากรัฐบาล ใช้อำนาจโดยมิชอบ ลุแก่อำนาจ และเรียกร้องให้ครอบครัวนายสนธิญาณ เอาผิดกับเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยความละเมิดของเจ้าหน้าที่ เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างให้มีการใช้อำนาจหน้าที่เกินกว่าเหตุเหมือนที่ดำเนินการกับกรณีนายสนธิญาณ” นายองอาจ กล่าว
 
                   นายองอาจ  กล่าวต่อว่า  ศูนย์อำนายการรักษาความสงบ ( ศรส.) พยายามใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินเล่นงานผู้ชุมนุม ซึ่งเป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบหลายประการ อาทิ 1.ใช้อำนาจโดยมิชอบผ่านกลไกรัฐ สั่งอายัดบัญชีของผู้ที่รัฐบาลกล่าวหาว่าเป็นกบฏ 2.การอายัดบัญชีหรือระงับการทำธุรกรรมของบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่รัฐบาลอ้างว่าเป็นท่อน้ำเลี้ยงนั้น รัฐบาลทำได้แค่เพียงเชิญบุคคลเหล่านั้นมาชี้แจงข้อเท็จจริง ไม่มีอำนาจดำเนินการสั่งระงับยับยั้งการทำธุรกรรมทางการเงิน 3.รัฐบาลพยายามข่มขู่ คุกคามข้าราชการ ทั้งทางลับและทางเปิดเผย