ข่าว

'มติศาลรธน.'ไม่รับคำร้อง'ลต.2ก.พ.'โมฆะ

'มติศาลรธน.'ไม่รับคำร้อง'ลต.2ก.พ.'โมฆะ

12 ก.พ. 2557

ศาลรธน.พิจารณารับ-ไม่รับ คำร้อง 'วิรัตน์' ร้องเลือกตั้ง 2 ก.พ.โมฆะ ด้าน'วิรัตน์'วอนศาลรับคำร้อง ล่าสุด'มติศาลรธน.'ไม่รับคำร้อง

 
                     12 ก.พ.57 ผู้สื่อข่าวรายงาน จากสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญว่า ในวันนี้เวลา 10.00 น. คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้ออกนั่งบัลลังก์ เพื่อไต่ส่วนพยานเพิ่มเติม กรณีที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรส่งความเห็นของสมาชิกรัฐสภาขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 154 วรรคหนึ่ง (1) ว่า ร่างพ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ มีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 169 วรรคหนึ่ง และมาตรา 170 หรือตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญหรือไม่
 
                     โดยศาลรัฐธรรมนูญได้นัดพยานผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 คน ประกอบด้วย ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินหรือผู้แทน ซึ่งวันนี้ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ได้ส่งนายภัทรชัย ชูช่วย ผู้แทนนายพิสิฐ ลี้อาธรรม อดีตส.ส.ร. น.ส.สุภา ปิยะจิตติ รองปลัดกระทรวงการคลัง นายทนง พิทยะ อดีตรมว.คลัง และนายธีรชัย ภูวนารถนรานุบาล อดีตรมว.คลัง มาให้ถ้อยคำเพิ่มเติม จากที่เคยไต่สวนพยานผู้ร้องและผู้ถูกร้องมาแล้ว เมื่อวันที่ 8 ม.ค.ที่ผ่านมา 
 
                     ทั้งนี้ คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะมีการประชุมก่อนที่จะเริ่มการไต่สวน เพื่อพิจารณาวินิจฉัยว่าจะรับหรือไม่รับ ในคำร้องที่นายวิรัตน์ กัลยาศิริ อดีตส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ได้ยื่นขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 เพื่อขอให้ศาลสั่งให้การเลือกตั้ง ส.ส. เป็นการทั่วไป เมื่อวันที่ 2 ก.พ. เป็นโมฆะ เนื่องจากรัฐบาลพยายามจัดการเลือกตั้งโดยไม่คำนึงถึงความขัดแย้ง อีกทั้ง ยังขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคเพื่อไทยพร้อมตัดสิทธิทางการเมืองกรรมการบริหารพรรคเป็นเวลา 5 ปี
 
                     ขณะที่ นายวิรัตน์ ให้สัมภาษณ์ถึงคำร้องที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยให้การเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ.เป็นโมฆะว่า เป็นคำร้องเดียวที่จะแก้ปัญหาวิกฤติบ้านเมืองได้ เพราะหากรอเรื่องจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้ส่งเรื่องมายังศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยก็ทำเพียงขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) กำหนดวันลงคะแนนเลือกตั้งใหม่ใน 28 เขต ที่ยังไม่มีผู้สมัคร สามารถทำได้หรือไม่ และอำนาจในการกำหนดวันลงคะแนนเลือกตั้งใหม่เป็นของอำนาจใคร ซึ่งไม่สามารถแก้ปัญหาของประเทศในขณะนี้ได้ ทั้งนี้ เชื่อว่าคำร้องของตนเป็นคำร้องสมบูรณ์หากศาลจะรับเรื่องไว้ก็คิดว่าจะสามารถแก้ปัญหาประเทศชาติได้
 
                     "หากศาลรัฐธรรมนูญไม่รับคำร้องนี้ไว้พิจารณาวินิจฉัยนั้น เชื่อว่าการแก้ปัญหาจะช้าลงมาก เมื่อกกต.มีมติเสนอให้นายกฯ และครม.ออกพ.ร.ฎ.กำหนดวันลงคะแนนเลือกตั้งใหม่ฯ ปัญหาที่ตามมาคือ นายกฯ และครม.คงไม่ดำเนินการออก พ.ร.ฎ.กำหนดวันเลือกตั้งใหม่ ดังนั้น หากนายกฯ มีหน้าที่ที่สามารถกำหนดวันเลือกตั้งใหม่ได้ แต่ไม่ทำจะเป็นการละเลยการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งเข้าข่ายผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 แต่หากส่งเรื่องนี้ไปยังศาลอาญากระบวนการก็คงไม่เร็วนัก ดังนั้น อาจจะส่งเรื่องนี้ไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในข้อหาละเลยการปฏิบัติหน้าที่ ส่วนกรณีที่ภาคประชาชนขอให้ยกคำร้องของตนนั้น ก็เป็นสิทธิของผู้ยื่นที่สามารถทำได้ แต่ก็ขึ้นอยู่กับศาลรัฐธรรมนูญว่าจะดำเนินการอย่างไร" นายวิรัตน์ กล่าว
 
                     ล่าสุด เมื่อเวลา 14.45 น. สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญได้เผยแพร่เอกสารข่าวภายหลังการประชุมของคณะตุลาการในวันนี้ โดยระบุว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย กรณีที่ นายวิรัตน์ ที่ขอให้ศาลพิจารณาวินิจฉัยตาม มาตรา 68 ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี กระทำการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ ในวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้หรือไม่ 
 
                     โดยศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเห็นว่า กรณีตามคำร้องที่อ้างว่า การเลือกตั้ง ส.ส. ในวันที่ 2 ก.พ.ที่ผ่านมา กระทำการไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมายหลายประการ ประสงค์จะใช้การเลือกตั้งเป็นเครื่องมือในการฟอกตัว ฟอกความผิด ฟอกการทุจริต เพื่อสร้างความชอบธรรมให้ตนเอง แม้จะทราบดีว่า การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นโมฆะ เนื่องจากมิได้ดำเนินการเลือกตั้งทั่วไปเป็นวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร แต่ยังคงดึงดันให้มีการเลือกตั้งไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 108 เป็นการเลือกตั้งที่ขัดต่อหลักความเสมอภาคตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 30 อีกทั้ง ยังมีการกระทำที่ทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปด้วยความสุจริตและเที่ยงธรรม เนื่องจากในวันที่ 21 ม.ค. นายกรัฐมนตรีได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงตามความในพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ในพื้นที่จังหวัดกรุงเทพฯ และบางอำเภอในบางจังหวัด เป็นการกระทำเพื่อให้ตัวเองและผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคเพื่อไทยได้รับความนิยม  
 
                     กรณีคำร้องจึงไม่มีมูลที่จะเป็นการกระทำที่ให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการที่ไม่ได้เป็นไปตามวิธีที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ  จึงไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ตาม มาตรา 68 ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะรับไว้พิจารณาวินิจฉัยได้ 
        
                     นอกจากนี้ สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญยังมีคำสั่งไม่รับคำร้องกรณีที่นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามมาตรา 68 ว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำ กปปส.กับพวกรวม 10 คน กระทำการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ ในวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้หรือไม่ คำร้องนายทนายเสือธนพล สุขปาน สมาชิกพรรคเพื่อไทย ในฐานะว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ชุมพร เขต 1 ที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 ว่า นายสุเทพ กับพวกรวม 9 คน กระทำการเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้หรือไม่ และคำร้องของสมาคมธรรมนูญเพื่อสังคม ที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 ว่า นายสุเทพ กับพวก กระทำการเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือไม่ ภายหลังได้มีการชุมนุมขัดขวางการเลือกตั้ง โดยให้มวลชนเข้าปิดล้อมสถานที่รับสมัคร ส.ส.ขัดขวางการเลือกตั้งล่วงหน้า ปิดล้อมหน่วยลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้า เพื่อไม่ให้ลงคะแนนได้ 
 
                     โดยศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า การชุมนุมของประชาชนตามคำร้อง เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพโดยมีเหตุผลสืบเนื่องจากการต่อต้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม และความไม่ไว้วางใจในการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล ส่วนการกระทำของนายสุเทพและพวก จะเป็นการทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา หรือกฎหมายอื่นๆ ก็เป็นเรื่องที่ผู้ต้องรับผิดชอบในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาจะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย จึงไม่มีมูลกรณีที่จะเป็นการล้มล้างการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเป็นการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งการได้อำนาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในวิถีทางรัฐธรรมนูญ จึงไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 วรรคหนึ่ง ที่จะศาลจะรับไว้