
เปิดเกมรุกลุยจับแกนนำปฏิบัติการสลาย'กปปส.'
เปิดเกมรุกลุยจับแกนนำ ปฏิบัติการสลาย'กปปส.' : ทีมข่าวอาชญากรรม
หลังจากนายสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม อดีตผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมทีนิวส์ ในฐานะหนึ่งในแกนนำคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ถูกตำรวจชุดสืบสวนภายใต้การนำของ พล.ต.ท.วินัย ทองสอง ผู้ช่วยผบ.ตร. ที่ได้รับมอบหมายจาก พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. ให้เป็นหัวหน้าชุดติดตามจับกุมแกนนำ กปปส. จับกุมได้เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 10 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ขณะเข้าไปรับประทานอาหารในห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล สาขาลาดพร้าว ก่อนจะควบคุมตัวไปสอบสวนที่กองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 1 ต.คลอง 5 อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี
ทั้งนี้ นายสนธิญาณ ถือเป็นแกนนำ กปปส. คนแรก ที่ถูกตำรวจสามารถจับกุมตัวได้ ภายหลังศาลอนุมัติหมายจับตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งบอกว่า รัฐบาลรักษาการ ภายใต้การบริหารงานของศูนย์รักษาความสงบ ที่มี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.แรงงาน ทำหน้าที่ผู้อำนวยการศูนย์รักษาความสงบ กำลังเปิดเกมรุก เปิดปฏิบัติการไล่จับตัวแกนนำ สลายการชุมนุมขับไล่รัฐบาลของมวลชนกลุ่ม กปปส. ยุติ
แผนปฏิบัติการจับตัวแกนนำกลุ่ม กปปส. ถูกกำหนดขึ้นมาระยะหนึ่งแล้ว ซึ่งได้มีการเตรียมการอย่างเป็นขั้นเป็นตอน โดย พล.ต.อ.อดุลย์ มีคำสั่งให้ชุดปฏิบัติการพิเศษ ในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทั้ง 5 ชุดปฏิบัติการ คือ 1.ชุดปฏิบัติการอรินทราช 26 สังกัดกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) 2.ชุดปฏิบัติการพิเศษนเรศวร 261 สังกัดกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (บช.ตชด.) 3.ชุดปฏิบัติการพิเศษสยบไพรี สังกัดกองบัญชาการปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) 4.ชุดปฏิบัติการพิเศษสยบริปูสะท้าน สังกัดกองบัญชาการสอบสวนกลาง (บช.ก.) และ 5.ชุดปฏิบัติการพิเศษปราบไพรีอริศัตรูพ่าย สังกัดกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 (บช.ภ.1) เตรียมพร้อมปฏิบัติภารกิจพิเศษมาระยะหนึ่งแล้ว
แหล่งข่าวระดับสูงในหน่วยงานด้านความมั่นคงระบุว่า ในแผนปฏิบัติการดังกล่าวมีการพูดคุยกันถึงยุทธวิธีในการบุกแย่งชิงตัวแกนนำ โดยใช้ชุดปฏิบัติการพิเศษโรยตัวจากที่สูง จู่โจมเข้าควบคุมตัวแกนนำคนสำคัญ อย่างนายสุเทพ เทือกสุบรรณ นายถาวร เสนเนียม นายสาธิต วงศ์หนองเตย และนายชุมพล จุลใส แล้วควบคุมตัวออกจากพื้นที่ชุมนุมทางอากาศ และให้หน่วยปราบปรามจลาจลเข้าคุมพื้นที่กันมวลชนไว้ แต่เมื่อประเมินแล้วยุทธวิธีดังกล่าวยังไม่เหมาะกับสถานการณ์ที่เป็นอยู่ เนื่องจากในกลุ่มมวลชนเองมีการเตรียมการไว้พอสมควร โดยเฉพาะข้างตัวแกนนำคนสำคัญยังมีทีมการ์ดที่ชำนาญการต่อสู้จำนวนมาก หากกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดไปอาจเกิดการปะทะ เป็นชนวนเหตุแห่งความรุนแรงนำมาสู่ความสูญเสีย ยุทธวิธีดังกล่าวจึงถูกพับไว้ชั่วขณะ
ทีมงานใน ศรส. จึงปรับเปลี่ยนแผนปฏิบัติการมาเป็นการไล่ออกหมายจับแกนนำกลุ่ม กปปส. ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน โดยชุดแรกได้ออกหมายจับไปแล้วจำนวน 19 คน อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล 13 คน และอีก 26 คน อยู่ระหว่างดำเนินการยื่นเสนอขออำนาจศาลออกหมายจับ และทันทีที่ศาลอนุมัติหมายจับ ปฏิบัติการไล่จับแกนนำ จึงเริ่มต้นขึ้น
ปฏิบัติการไล่จับแกนนำ พล.ต.ท.วินัย รับบทบาทสำคัญเป็นหัวหน้าชุดจับกุม ซึ่งได้ระดมนักสืบฝีมือดีจาก กองบัญชาการตำรวจนครบาล กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 และกองปราบปราม ซึ่งเป็นที่ไว้วางใจของ พล.ต.ท.วินัย เข้ามาเป็นทีมงาน โดยแบ่งย่อยออกเป็นทีม แต่ละทีมจะมีนายตำรวจระดับ ผกก. และรองผกก. เป็นหัวหน้า
"แกนนำ กปปส. 1 คน จะมีทีมสืบสวน 4 คน ซึ่งมีรถยนต์ 2 คัน รถจักรยานยนต์อีก 2 คัน เป็นพาหนะ ตามประกบดูความเคลื่อนไหวตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ให้คลาดสายตา เพื่อตรวจสอบว่าแกนนำรายนั้นอยู่ที่ไหน และพักที่ใด หากสบโอกาส ก็จะมีการประสานระดมทีมเข้าควบคุมตัวทันที ซึ่งรูปแบบการควบคุมตัวจะไม่แตกต่างจากกรณีของนายสนธิญาณ คือจะหาโอกาสเผลอไม่ระวังตัว ไม่มีผู้ติดตาม เข้าไปเจรจา แสดงหมายจับ แล้วควบคุมตัวทันทีเพื่อไม่ให้เกิดการกระทบกระทั่งกับมวลชน" แหล่งข่าวด้านความมั่นคง ให้ข้อมูล
สอดคล้องกับ พล.ต.ท.วินัย ที่ยอมรับว่า หลังจากแกนนำผู้ชุมนุมถูกออกหมายจับ ได้ระดมตำรวจชุดสืบสวนกว่า 250 นาย เข้ามาปฏิบัติภารกิจในการติดตามความเคลื่อนไหวแกนนำทุกคน หากมีโอกาสก็ให้เข้าควบคุมตัวทันที แต่ได้กำชับทุกคนว่าห้ามใช้ความรุนแรง เน้นปฏิบัติด้วยความละมุนละม่อม เพราะไม่ต้องการให้เป็นเงื่อนไขนำไปสู่เหตุการณ์บานปลาย
"เราจะใช้วิธีการเช่นเดียวกับคุณสนธิญาณในการเข้าควบคุมตัวแกนนำ กปปส. ทุกคน จะไม่ใช้ความรุนแรง โดยกรณีคุณสนธิญาณนั้น ชุดจับกุมติดตามความเคลื่อนไหวมาหลายวัน จนแน่ใจว่าไม่มีการ์ดติดตาม ไม่มีอาวุธ เรารอจังหวะจนเขารับประทานอาหารเสร็จแล้วเข้าไปเจรจา แสดงหมายจับและควบคุมตัว ซึ่งเป็นไปอย่างละมุนละม่อม" พล.ต.ท.วินัย กล่าว
พล.ต.ท.วินัย กล่าวด้วยว่า หลังจากนี้จะทยอยจับกุมแกนนำ กปปส. ไปเรื่อยๆ โดยจะอาศัยจังหวะที่เหมาะสมเพื่อป้องกันการกระทบกระทั่งกัน ซึ่งการจับกุมนั้นจะดำเนินการไปจนกว่าจะสามารถจับกุมได้ทั้งหมด แต่ยอมรับว่าอาจทำได้ยากขึ้น เนื่องจากแกนนำที่ถูกออกหมายจับแล้วส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่การชุมนุม และโรงแรมใกล้พื้นที่ชุมนุม มีการ์ดคอยติดตาม ซึ่งทีมจับกุมจำเป็นต้องประเมินสถานการณ์ หากพิจารณาแล้วเห็นว่าเสี่ยงจะเกิดความรุนแรงก็จะไม่ดำเนินการ
สำหรับพื้นที่ควบคุมตัว ผู้ช่วย ผบ.ตร. ให้ข้อมูลว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้เตรียมพื้นที่ควบคุมตัวแกนนำ กปปส. ไว้เรียบร้อยแล้วคือ ที่กองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 1 อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ซึ่งเป็นพื้นที่ควบคุมตัวผู้ต้องหาตามหมายจับ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มาหลายครั้ง มีความพร้อมทั้งพื้นที่ซักถาม ห้องสอบสวน สถานที่ควบคุมตัว และได้จัดเตรียมพนักงานสอบสวนไว้พร้อมแล้ว นอกจากนี้ยังมีกำลังตำรวจตระเวนชายแดนไว้ดูแลความปลอดภัยเต็มกำลัง เตรียมพร้อมไว้กรณีที่อาจจะมีมวลชนเข้าไปเคลื่อนไหวกดดัน
มีรายงานข่าวระบุด้วยว่า ทีมสืบสวนได้ติดตามความเคลื่อนไหวของนายสนธิญาณมาระยะหนึ่ง โดยก่อนการจับกุม นายสนธิญาณเดินทางไปทำภารกิจส่วนตัวที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ หลังจากกลับเข้ากรุงเทพมหานครได้เดินทางไปที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล สาขาลาดพร้าว โดยไม่มีการ์ดคอยคุ้มกัน ตำรวจชุดจับกุมจึงสบโอกาสเข้าควบคุมตัว
ขณะที่ความเคลื่อนไหวของนายสุเทพ เลขาธิการ กปปส. หลังจากนายสนธิญาณ ถูกควบคุมตัว มีการเพิ่มจำนวนการ์ดคุ้มกันอีกนับสิบคน ทั้งที่ก่อนหน้านั้นมีการ์ดคอยดูแลรอบกายอยู่แล้วกว่า 40 คน ขณะที่การติดตามตัวนายสุเทพ มีกองกำลังพิเศษภายใต้การนำของนายตำรวจระดับสูงรายหนึ่ง ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการปฏิบัติภารกิจจู่โจม รับผิดชอบในการติดตามเพื่อจับกุม
..................................
(หมายเหตุ : เปิดเกมรุกลุยจับแกนนำ ปฏิบัติการสลาย'กปปส.' : ทีมข่าวอาชญากรรม)



