ข่าว

'ทอผ้าด้วยความรัก'ทอด้วยหัวใจ

'ทอผ้าด้วยความรัก'ทอด้วยหัวใจ

12 ก.พ. 2557

ไลฟ์สไตล์ : 'ทอผ้าด้วยความรัก' ทอด้วยหัวใจ

 

                     เป็นที่ทราบกันดีว่าเดือนกุมภาพันธ์ ถูกยกให้เป็นวาระแห่งความรัก โดยก่อนหน้านี้คนส่วนใหญ่มักจะคิดว่าเป็นเทศกาลสำหรับหนุ่มสาวเท่านั้น ทว่าในความเป็นจริง "ความรัก" เป็นเรื่องของคนทุกเพศทุกวัย อีกทั้งยังรวมไปถึงสิ่งของ ทั้งนี้เพื่อให้เข้ากับบรรยากาศ "ไหม" ปิยวรา ทีขะระ หัวหน้าโครงการพิพิธภัณฑ์ผ้า ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้จัดงานเสวนาเรื่อง "ทอผ้าด้วยความรัก" โดยสองแม่ลูกสมาชิกศิลปาชีพ ประจวบ-แสงเดือน จันทร์นวล ผู้สืบสานการทอผ้าไหมไทย สนองแนวพระราชดำริ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถมายาวนานกว่า 40 ปี และ พิธีกรชื่อดัง "พี่หนูแหม่ม" สุริวิภา กุลตังวัฒนา ร่วมพูดคุยถึงเรื่องความผูกพันที่มีต่อผ้าไหมมาตั้งแต่เล็กจนโต โดยจัดขึ้นที่ห้องประชุมพิพิธภัณฑ์ผ้า หอรัษฎากรพิพัฒน์ ในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันก่อน

                     ก่อนวงเสวนาจะเริ่มต้น "ไหม" ปิยวรา กล่าวว่า เพราะคุณแม่ คือ ท่านผู้หญิงจรุงจิต ทีขะระ ซึ่งทำงานด้านศิลปาชีพโดยเฉพาะงานผ้ามาโดยตลอด ซึ่งคุณแม่มักจะพูดให้ฟังเสมอว่า "ผ้าทอด้วยความรัก" เพราะการทอผ้านอกจากองค์ความรู้อันเป็นภูมิปัญญาแล้ว ต้องใช้เวลา ความอดทน ความมานะ ความเพียร จึงจะทอผ้าได้สำเร็จ เธอเองก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ได้เห็นข้อเท็จจริงที่ว่านี้ จึงอยากแบ่งปันประสบการณ์ด้วยการจัดเสวนาครั้งนี้

                     ขณะที่พิธีกรชื่อดัง "พี่หนูแหม่ม" สุริวิภา ร่วมย้อนความผูกพันที่มีต่อผ้าทอให้ฟังว่า เธอเกิดและเติบโตที่ อ.ท่าแร่ จ.สกลนคร โดยมีคุณยายเป็นคนเลี้ยงดูมาในขณะที่มีอาชีพทำนา แต่ละบ้านก็ทอผ้าไว้ใส่เองบ้าง ให้ลูกหลานใช้บ้าง ตั้งแต่เล็กจนโตจะเห็นว่าใต้ถุนบ้านทุกหลังจะต้องมีกี่ มีหูก มีกี่ มีที่ปั่นเอาเม็ดฝ้ายคนแถวบ้านจะเรียกว่า กวักไหม มีโรล เป็นวิถีชีวิต และทุกปีในสมัยนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ เยี่ยมราษฎรในแถบภาคอีสานปีละ 1-2 ครั้ง ชาวบ้านรวมถึงตัวเองและคุณยายก็มักไปเฝ้ารอรับเสด็จ ด้วย และสิ่งที่เห็นทุกครั้งคือคุณยายจะต้องเตรียมผ้าทอผืนที่ดีที่สุดเอาไว้นำไปถวาย มาถึงวันนี้เมื่อนึกย้อนกลับไปยังอดประทับใจไม่ได้จริงๆ

                     ด้าน "แม่จวบ" ประจวบ เล่าถึง "ทอผ้าด้วยความรัก" ของตัวเองเกิดจากความรักการทอผ้าของพ่อซึ่งยอมลาออกจากราชการเพื่อมาอบรมทอผ้าที่กรุงเทพฯ ในปี 2480 จากนั้นจึงกลับไปเป็นครูสอนทอผ้า พัฒนาการปลูกม่อนเลี้ยงไหมที่บ้าน แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จเพราะไม่มีผู้สนับสนุน พอมาถึงรุ่นตัวเองโชคดีที่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงเข้าไปช่วยทั้งสอนให้อนุรักษ์การทอผ้าด้วยมือและรับซื้อผ้าไปจำหน่ายทำให้แต่ละครัวเรือนมีรายได้ดีขึ้น สามารถส่งลูกทั้ง 4 ให้เรียนจนจบระดับปริญญาตรี และอีกสิ่งหนึ่งที่ประทับใจไม่อาจลืม คือการได้มีโอกาสตามเสด็จฯ ไปเยือนสหรัฐอเมริกา เพื่อประชาสัมพันธ์ไหมไทย นับว่าเป็นรางวัลสูงสุดของชีวิตก็ว่าได้

                     ด้วยใจรักการทอผ้าลูกสาวคนเดียวของบ้าน "ปุ๋ย" แสงเดือน ยอมหักความต้องการของพ่อแม่ที่อยากเห็นลูกรับราชการ เป็นเจ้าคนนายคน โดยเจ้าตัว เล่าว่า เห็นรุ่นแม่ทำกันมากลายเป็นความคุ้นเคย ผูกพันและซึมซับความละเอียดของเส้นไหม ลวดลายต่างๆ ของผ้า บวกกับความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณต่อสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงเปรียบเสมือนผู้ให้ชีวิตใหม่ตัวเองและพี่ๆ น้องๆ จึงอยากช่วยสานต่อดพระราชปณิธานที่ทรงต้องการให้ชาวบ้านอนุรักษ์ผ้าทอมือเอาไว้ไม่ให้สูญหายไป เพราะรุ่นใหม่ไม่มีใครนิยมใช้เทคนิคเดิมกันแล้วด้วยว่าต้องใช้เวลาทอนานกว่า จึงค่อยๆ แอบเรียนรู้ทีละน้อยกระทั่งรู้หมดทุกขั้นตอน แล้วเริ่มรวมกลุ่มกับเพื่อนๆ จนเป็นที่มาของ "กลุ่มผ้าต้นทอ" โดยระยะแรกใช้วิธีการเร่ขายไปทั่ว กระทั่งเมื่อหน่วยงานราชการติดต่อแม่ให้มาออกร้านที่กรุงเทพฯ เธอจึงอาสามาแทน แล้วกลายเป็นจุดพลิก มีลูกค้าสนใจมากขึ้น ซึ่งทอผ้าของกลุ่มเน้นการใช้เทคนิค เช่น สีสัน และดีไซน์ต่างไปจากผ้าทอแบบดั้งเดิม แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เปลี่ยนคือ ขบวนการผลิตด้วยมือจากกี่กระตุก

                     ปัจจุบัน บ้านสองแม่ลูกสมาชิกศิลปาชีพจากบ้านนาโพธิ์ จ.บุรีรัมย์ ได้จัดทำเป็นศูนย์การเรียนรู้กระบวนการผลิตผ้าไหม ที่รับเฉพาะคนไทยเท่านั้นให้เข้ามาเรียนรู้ในทุกๆ ขั้นตอน โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพียงแค่หวังว่า ศูนย์การเรียนรู้แห่งนี้จะเป็นการสืบสานวัฒนธรรมไทยที่มีอยู่คู่คนไทยมาอย่างยาวนานให้อยู่คู่ลูกคู่หลานสืบไป