ข่าว

'บรรหาร'ชง'วิษณุ'คนกลางเจรจา

'บรรหาร'ชง'วิษณุ'คนกลางเจรจา

11 ก.พ. 2557

'บรรหาร'ชง'วิษณุ'คนกลางเจรจาคู่ขัดแย้งทางการเมือง จี้กกต.ไฟเขียวใช้งบกลางจ่ายจำนำข้าว แนะตั้งผู้เชี่ยวชาญ20คนก.ก.ปฏิรูป

              11ก.พ.2557 ที่พรรคชาติไทยพัฒนา นายบรรหาร ศิลปอาชา ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ให้สัมภาษณ์ภายหลังการหารือร่วมกับแกนนำพรรค ต่อประเด็นสถานการณ์ทางการเมืองที่มีความขัดแย้งว่าปัจจัยที่ทำให้สถานการณ์ไม่ยุติเพราะฝ่ายรัฐบาลและกลุ่ม กปปส. ไม่ยอมรับซึ่งกันและกัน ดังนั้นแนวทางที่จะแก้ไขได้คือการเจรจา โดยตนอยากให้นายวิษณุ เครืองาม กรรมการสถาบันพระปกเกล้า อดีตรองนายกรัฐมนตรี เข้ามาเป็นคนกลางในการประสานเจรจา เนื่องจากนายวิษณุเคยทำงานร่วมกับพรรคไทยรักไทย พรรคประชาธิปัตย์ สมัยที่ดำรงตำแหน่งเป็นเลขาธิการคณะรัฐมนตรี อีกทั้งนายวิษณุถือเป็นบุคคลที่เก่งและมีความรู้ความสามารถ

              นายบรรหาร กล่าวด้วยว่า ส่วนปัญหาที่สำคัญขณะนี้ที่รัฐบาลควรเร่งพิจารณา คือ การค้างจ่ายค่ารับจำนำข้าว โดยล่าสุดทราบว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติงบกลาง จำนวน 712 ล้านบาทเพื่อจ่ายค่าค้างจ่ายโครงการรับจำนำข้าวแล้ว และเตรียมที่จะส่งเรื่องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พิจารณาอนุมัติ โดยตนเห็นว่ากกต. ควรอนุมัติเพื่อลดความเดือดร้อนของชาวนา นอกจากนั้นแล้วตนอยากฝากไปยัง กกต. ด้วยว่าสำหรับการเลือกตั้งในพื้นที่ 28 เขตภาคใต้ที่ยังไม่มีการรับสมัครและจัดการเลือกตั้ง กกต.ควรวางระเบียบการเลือกใหม่ เพื่อให้การเลือกตั้งเดินหน้าและแล้วเสร็จโดยเร็ว

 

กปปส.เดินหน้าถกปฏิรูปด้านพลังงานต่อ12ก.พ.


              เมื่อเวลา 15.20 น. นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ โฆษกกปปส. แถลงข่าวว่า 1.เรื่องการปฏิรูปทางกลุ่มกปปส.จะเดินหน้าปฏิรูปจากทุกภาคส่วน ทั้งข้าราชการ ประชาชน นักวิชาการ นักกฏหมาย ซึ่งที่ผ่านมาเราได้จัดเสวนาไปแล้ว โดยเป็นการรวบรวมความคิดเห็นการปฏิรูป ซึ่งในวันนี้(11 ก.พ.)เป็นวงเสวนาด้านวิศวะกรรม โดยได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดี ซึ่งเราจะเดินหน้าจัดต่อไป และครั้งหน้าจะจัดเสวนาด้านพลังงาน มีผู้เข้าร่วมทั้งหมด 30 คน ให้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันเกี่ยวกับการปฏิรูป 2.ขณะนี้รัฐบาลและศรส.กำลังใช้อำนาจเถื่อน อ้างกฏหมายมาเป็นเครื่องมือข่มเหงผู้บริสุทธิ์ โดยกำลังทำร้ายคนดี ช่วยคนเลว เช่น กรณีนายสุทิน ธราทิน ผู้ประสานงานกปท.มีหลักฐานปรากฏชัดเจนผู้ที่มาทำร้ายแต่ไม่มีการขยายผลไปสู่การจับกุม ต่างจากกรณีนายขวัญชัย ไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดร ที่ถูกทำร้ายและสามารถจับคนร้ายได้แล้ว อีกทั้งเรื่องการเนรเทศนายสาธิต เซกัล ที่ไม่เคยขึ้นเวทีพูดยุยงให้ใช้ความรุนแรง ซึ่งพูดแต่เรื่องจงรักภักดี และเมื่อวาน(10 ก.พ.) นายสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม แกนนำกปปส.ถูกศรส.จับกุมตัวเป็นเรื่องแปลกที่ศรส.ปล่อยให้คนร้ายยิง m79 ทำร้ายประชาชนหลุดลอยไปได้ แต่สามารถจับกุมตัวนายสนธิญาณได้ ซึ่งเป็นการเลือกใช้กฏหมาย
    
              ทั้งนี้ขอให้ศรส.และรัฐบาลหยุดใช้อำนาจเถื่อนและขอให้คณะกรรมการสิทธิมนุษย์แห่งชาติและองค์กรระหว่างประเทศเข้ามาตรวจสอบอำนาจว่าเป็นการละเมิดสิทธิ์หรือไม่ 3.เรื่องจำนำข้าวที่รัฐบาลพยายามโทษกปปส.ขอเรียกร้องให้รัฐบาลหยุดอ้างเรื่องการเมือง ที่พยายามนำเรื่องชาวนาเข้ามาเกี่ยวกับการเมือง เพราะชาวนาได้รับปัญหาจริง เดือดร้อนจริง เห็นได้จากมีชาวนาคนเสื้อแดงก็ได้รับผลกระทบที่ไม่ได้รับเงินจากโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล อย่างไรก็ตาม ในวันนี้ทีมทนายของกปปส.ได้ไปประสานกับศรส.แล้วเกี่ยวกับการจับกุมตัวนายสนธิญาณ ซึ่งทีมทนายจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด


แนะตั้งผู้เชี่ยวชาญ20คนก.ก.ปฏิรูป

               นายวุฒิสาร ตันไชย หัวหน้าคณะผู้วิจัยการสร้างความปรองดองแห่งชาติ กล่าวภายใต้หัวข้อ การเดินหน้าปฏิรูปอย่างก้าวหน้าว่า บรรยากาศในประเทศขณะนี้มีทั้งที่เป็นด้านบวกและลบต่อการปฏิรูป สำหรับด้านบวก คือ การเคลื่อนไหวของภาคประชาชนที่มีความเสรีกว่าในอดีต แต่มองว่า บรรดาผู้ชุมนุมไม่มีความเป็นหนึ่งเดียวกันทางความคิด มีการแบ่งฝ่ายและไม่ยอมรับความคิดเห็นของฝ่ายตรงข้าม จนนำมาซึ่งความขัดแย้งที่รุนแรง หัวใจสำคัญในการแก้ไขปัญหาจึงควรเป็นการออกแบบการปฏิรูปประเทศ โดยเริ่มจากการปฏิรูปทางการเมือง ซึ่งนักการเมืองที่เข้ามาบริหารประเทศต้องเป็นบุคคลที่ประชาชนเชื่อใจ เพื่อทำให้เกิดการยอมรับในสังคม อีกทั้งเสนอแนะให้ใช้ประชามติแบบหารือ ที่จะเป็นเครื่องมือสะท้อนความคิดเห็นของประชาชนส่วนใหญ่ หรือหากลไกการปฏิรูปที่สามารถทำได้จริง ต่อเนื่อง และมีอำนาจต่อรองทางการเมือง
    
               ด้าน นายเดชรัต สุขกำเนิด อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า องค์กรปฏิรูปไม่ควรมีรูปแบบเป็นสภาปฏิรูป หรือสมัชชาปฏิรูป เพราะจะต้องใช้คนเป็นจำนวนมากหลายร้อยคน แต่ควรจะมีรูปแบบคณะกรรมการปฏิรูปที่มีจำนวนกรรมการประมาณ 20 คน แต่อาจจะทำงานร่วมสมัชชาปฏิรูป ที่มีสมาชิกมาจากตัวแทนหลากหลายอาชีพ เพื่อให้ความคิดเห็นมีความหลากหลาย
    
               ทั้งนี้ การปฏิรูปที่แท้จริงต้องเริ่มจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจ ด้วยการลดอำนาจรัฐเพิ่มอำนาจประชาชน และนำเสนอสิ่งที่ต้องการจะเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม โดยต้องกระจายอำนาจจากส่วนกลางสู่ท้องถิ่นให้มากขึ้น เช่น การจัดการทรัพยากรด้านต่างๆ จะปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาดเพียงอย่างเดียวไม่ได้ การปฏิรูประบบสวัสดิการ ที่ในอนาคตไม่ควรให้มีแรงงานนอกระบบ และ การปฏิรูปการศึกษาเป็นแบบกระแสหลักแต่มีทางเลือก คือประชาชนทุกวัยสามารถอยู่ในระบบการศึกษาได้จนกว่าจะพอใจ
    
               ขณะที่ นพ.สมศักดิ์ ชุณหะรัศมิ์ ประธานคณะทำงานเครือข่ายวิชาการเพื่อการปฏิรูป กล่าวว่า หากต้องการปฏิรูปประเทศอย่างก้าวหน้า จำเป็นต้องแก้ไขจุดอ่อน 3 เรื่อง คือ 1.การปฏิบัติในเชิงโครงสร้าง ที่ไทยต้องเริ่มตั้งแต่ระดับตำบลจนถึงระดับประเทศ ด้วยการเสนอให้แก้กติกาทางสังคมโดยไม่ต้องรอความช่วยเหลือจากภาครัฐ และบริหารจัดการเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าผ่านกระบวนการยุติธรรม 2.การสื่อสารให้ทุกภาคส่วนมีความเข้าใจที่ตรงกัน และ 3.การสร้างการมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางควบคู่กับกลไกที่มีอำนาจ เพื่อให้ข้อเสนอสามารถเกิดขึ้นได้จริงภายใต้การบริหารจัดการของมืออาชีพ
    
               นายไพโรจน์ พลเพชร คณะกรรมการปฏิรูปกฏหมาย เครือข่ายเดินหน้าปฏิรูป กล่าวว่า ขณะนี้เครือข่ายฯได้เดินหน้าแนวทางในการปฏิรูป 2 แนวทาง ได้แก่ กลไกในการปฏิรูป และเนื้อหาการปฏิรูป โดยในประเด็นของเนื้อหาการปฏิรูปทำได้ง่ายและเร็วที่สุด ซึ่งได้มีการระดมความคิดเห็นทุกภาคส่วนในการกำหนดหัวข้อที่จะต้องปฏิรูปประเทศ และสิ่งที่ยากก็คือการแสวงหากลไกในการปฏิรูป เพราะต้องมีความผูกพันกับรัฐบาลที่จะได้รับการเลือกตั้งต่อไป ซึ่งอาจจะมีหลายแนวทาง เช่น การทำประชามติ การออกกฎหมายปฏิรูปประเทศไทย หรือการให้ทุกพรรคการเมืองลงสัตยบันว่าจะต้องปฏิรูปหลังการเลือกตั้ง ซึ่งขณะนี้
    
               อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้จะมีการจัดเวทีความคิดเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย ครั้งที่ 2 ขึ้นในวันที่ 27 กุมภาพันธ์นี้ ครั้งที่ 3 ในช่วงต้นเดือนมีนาคม ส่วนครั้งที่ 4 และครั้งต่อๆไป จะจัดขึ้นในเดือนมีนาคม-พฤษภาคมนี้

 

ทีดีอาร์ไอแนะปฎิรูปแก้คอร์รัปชัน

               สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) จัดเสวนาเรื่อง “การคอร์รัปชั่น และการผูกขาดทางเศรษฐกิจ” โดยมีนายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย นางเดือนเด่น นิคมบริรักษ์ ผู้อำนวยการวิจัยด้านการบริหารจัดการระบบเศรษฐกิจ สถาบันวิจัยยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย นางผาสุก พงษ์ไพจิตร อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายบรรยง พงษ์พานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคิน - ภัทร และนายวิชัย อัศรัสกร รองประธานกรรมการหอการค้าไทย ร่วมการเสวนา
    
               นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย กล่าวว่าการการวิจัยของทีดีอาร์ไอพบว่าการทุจริตคอร์รัปชั่นกับการผูกขาดทางเศรษฐกิจมีส่วนเกี่ยวข้องกันโดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการผูกขาดธุรกิจขนาดใหญ่และเกี่ยวข้องกับการจัดสรรผลประโยชน์ซึ่งเป็นอำนาจของฝ่ายการเมือง ซึ่งเรื่องการแก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นของสังคมไทยถือว่าเป็นเรื่องสำคัญอย่างหนึ่งในกระบวนการปฏิรูปโดยจะต้องเน้นการสร้างกลไกในสังคมให้สามารถจัดการกับการคอร์รัปชั่นในประเทศไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ
    
               “หากติดตามทัศนคติของประชาชนในสังคมจะเห็นได้ว่าจากผลการสำรวจในเรื่องการยอมรับการทุจริตคอร์รัปชั่นของนักการเมืองประชาชนทัศนคติที่ดีขึ้นในเรื่องการไม่ยอมรับนักการเมืองที่มีการคอร์รัปชั่นอย่างไรก็ตามสิ่งที่ยังไม่เห็นชัดเจนนักก็คือการแสดงเจตจำนงค์ของนักการเมืองที่จะต่อต้านเรื่องการคอร์รัปชั่น ซึ่งความไม่โปร่งใสของนักการเมืองถือว่าเป็นอุปสรรคสำคัญของการปราบปรามคอร์รัปชั่นในทุกสังคม”นายสมเกียรติกล่าว   
    
               นางเดือนเด่น นิคมบริรักษ์ ผู้อำนวยการวิจัยด้านการบริหารจัดการระบบเศรษฐกิจ สถาบันวิจัยยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย กล่าวว่าปัจจุบันประเทศไทยมีปัญหาในการเข้าถึงจข้อมูลภาครัฐทำให้การตจรวจสอบข้อมูลการทุจริตต่างๆทำได้ยาก ทั้งนี้แม้จะมี พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของทางราชการ ให้อำนาจราชการในการตัดสินใจว่าจะเปิดเผยข้อมูลหรือไม่ ทำให้หน่วยงานราชการสามารถปกปิดข้อมูลได้ และมีขั้นตอนที่จะต้องไปเรียกร้องถึงศาลปกครอง ซึ่งใช้เวลานาน 3-4 ปี ซึ่งแต่กต่างกับในต่างประเทศที่ข้อมูลของราชการถือว่าเป็นข้อมูลสาธารณะ ที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ง่ายทำให้การตรวจสอบการทำงานของรัฐทำได้โดยเร็ว และการทุจริตคอร์รัปชั่นเกิดขึ้นได้ยาก ทั้งนี้ในกรณีของโครงการรับจำนำข้าวหากหน่วยงานราชการมีการเปิดเผยข้อมูลตั้งแต่เริ่มแรก เช่น ปริมาณข้าวในสต็อก ปริมาณการซื้อขาย และราคาที่ขายข้าวจากสต็อกของรัฐบาลก็อาจทำให้การทุจริตเกิดขึ้นน้อยกว่าที่เป็นปัญหาอยู่ในปัจจุบัน ดังนั้นในอนาคตควรจะต้องมีการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายฉบับนี้ให้มีความเป็นสากลมากขึ้นเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของหน่วยงานภาครัฐได้อย่างโปร่งใส
    
               นอกจากนั้นในเรื่องของการผูกขาดทางเศรษฐกิจในประเทศไทยพบว่าในปัจจุบันแม้จะมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการให้สัมปทานในธุรกิจต่างๆ มาเป็นระบบการให้ใบอนุญาต เช่น ธุรกิจพลังงาน ธุรกิจสื่อสารและโทรคมนามคม แต่โดยโครงสร้างการแข่งขันของธุรกิจผูกขาดในประเทศไทยยังไม่เปลี่ยนแปลงไปจากในอดีตมากนัก โดยพบว่ายังมีการเอื้อประโยชน์ระหว่างรัฐบาล ผู้ออกใบอนุญาต และภาคเอกชน  โดยจากการสำรวจธุรกิจผูกขาดของไทยยังอยู่ในกิจการหลัก 4 ประเภทคือ ธุรกิจสื่อสาร ธุรกิจพลังงาน ธุรกิจเกษตร และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์  สำหรับการแก้ไขปัญหาโดยการบังคับใช้กฎหมาย พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้าก็ไม่ได้ทำให้สภาพการแข่งขันระหว่างธุรกิจเอกชนในประเทศไทยพัฒนาดีขึ้นเนื่องจากธุรกิจผูกขาดจำนวนมากยังมีผู้แข่งขันน้อยราย และบางรายเป็นรัฐวิสาหกิจที่เข้ามาแข่งขันกับเอกชน ซึ่งกฎหมายการแข่งขันทางการค้าของไทยยังคุ้มครองการแข่งขันของรัฐวิสาหกิจให้มีความได้เปรียบเอกชน ซึ่งควรจะมีการปรับปรุงในส่วนนี้ด้วยเช่นกัน
    
               นางผาสุก พงษ์ไพจิตร อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่าทุกประเทศในโลกล้วนประสบปัญหาคอร์รัปชั่นทั้งในประเทศกำลังพัฒนาและประเทศพัฒนาแล้ว แต่ในประเทศพัฒนามีระบบที่สามารถเอาผิดกับข้าราชการ หรือนักการเมืองที่ทำผิดได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากกระบวนการยุติธรรมที่เชื่อถือได้ แต่ประเทศไทยมีปัญหาคอร์รัปชั่นที่สะสมเนื่องจากมีคดีความที่ล่าช้าของการดำเนินคดีสะสมอยู่จำนวนมาก
    
               ทั้งนี้ในประเทศไทยระบบราชการมีการพัฒนาในทางที่ดีขึ้นมีการทุจริตลดลง แต่ยังมีปัญหาเฉพาะจุด เช่น กรมที่ดิน สรรพากรศุลกากร ตำรวจ และกระบวนการยุติธรรมที่มีความล่าช้า โดยจากการสำรวจที่ตนเคยทำมา ผลสำรวจระบุว่ามีการจ่ายเงินให้คดีความได้รับการเร่งรัดให้เร็วขึ้น ซึ่งทำให้ได้ประเด็นว่ากระบวนยุติธรรมบางส่วนมีปัญหาแต่ไม่ใช่ทั้งหมด อย่างไรก็ตามปัญหาที่ใหญ่มากกว่านั้นคือการให้สินบนในโครงการใหญ่ ซึ่งเกี่ยวข้องทั้ง ข้าราชการ นักการเมืองและนักธุรกิจ โดยพบการทุจริตในโครงการของกระทรวงเกรดเอต่างๆ เช่น กระทรวงคมนาคม กระทรวงการคลัง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะในโครงการที่มีการใช้เงินจำนวนมาก
    
               เขากล่าวว่าตัวอย่างการแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นที่ประสบความสำเร็จ คือประเทศสิงคโปร์สามารถที่จะสร้างวัฒนธรรมความโปร่งใส และลดการติดสินบนลงได้ในช่วงอายุคน  คือในสมัอดีตนายรัฐมนตรี ลี กวน ยู ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นมาจากผู้นำประเทศไม่ช่วยเหลือพรรคพวกที่มีคดีทุจริต และมีรัฐมนตรีถึง 4 คนที่ถูกตัดสินจำคุกและยึดทรัพย์ ดังนั้นวัฒนธรรมการไม่ช่วยเหลือพรรคพวกที่ทุจริตคอร์รัปชั่นของผู้นำประเทศ ถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมากในการสร้างความโปร่งใสของประเทศ
    
               ด้านนายบรรยง พงษ์พานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคิน - ภัทร กล่าวว่าปัจจุบันการผูกขาดทางธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับภาครัฐมีการทำกันเป็นกระบวนการโดยการรวมกลุ่มทางธุรกิจและเข้าไปประมูลงานของภาครัฐ โดยรู้เห็นกับข้าราชการภายในและเป็นการผูกขาดโดยใช้การประมูลภาครัฐซึ่งส่งผลเสียหายต่อภาครัฐปีละนับหมื่นล้านบาท และส่งผลเสียในเรื่องของคุณภาพของงานเนื่องจากไม่มีเอกชนเข้ามาแข่งขันเท่าที่ควร    

               เขากล่าวด้วยว่านอกจากการแก้กฎหมายที่มีความจำเป็นแล้วจะต้องส่งเสริมให้มีกลไกอื่นๆในการตรวจสอบการคอร์รัปชั่น 3 ส่วนได้แก่ 1.ภาคประชาสังคมที่เข้มแข็ง 2.สถาบันที่ทำหน้าที่วิเคราะห์และติดตามนโยบายภาครัฐอย่างใกล้ชิดและ3.สื่อมวลชนที่มีคุณภาพ ซึ่งทำหน้าที่ในการตรวจสอบการใช้อำนาจและทรัพยากรของรัฐ จึงจะสามารถแก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นได้