
ชาวนาลั่นพก'ไข่เน่า'เป็นอาวุธปาใส่รมต.
'วิเชียร พวงลำเจียก' นำชาวนาภาคกลาง ปิดห้องถก 4 รมต.ตัวแทนรบ. วุฒิฯจัดถกชาวนาลั่นพกไข่เน่าปารมต.ดร.อัมมาร์แนะรัฐบาลปลดหนี้ด้วยการรีไฟแนนซ์
เมื่อเวลา 14.10 น. วันที่ 11 ก.พ.2557 ที่สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ตัวแทนชาวนาภาคกลาง นำโดย นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ นายวิเชียร พวงลำเจียก นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย ในฐานะกลุ่มเกษตรกรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ประมาณ 20 คน ได้เข้าพบเพื่อเจรจาและหารือกับตัวแทนรัฐบาล ถึงปัญหาการจ่ายเงินในโครงการรับจำนำข้าว โดยมีนายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รมช.พาณิชย์ นายยรรยง พวงราช รมช.คลัง นายวราเทพ รัตนากร รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและรมช.เกษตรและสหกรณ์ ร่วมหารือ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้นตัวแทนชาวนาขอให้สื่อมวลชนที่ร่วมสังเกตการณ์ออกจากห้องประชุมก่อนเพื่อให้ทั้งสองฝ่ายสามารถเปิดใจพูดคุยกันได้อย่างเต็มที่ หลังจากนั้นจะมีแถลงอย่างเป็นทางการ
ชาวนาลั่นพก'ไข่เน่า'เป็นอาวุธปาใส่รมต.
ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง การธนาคารและสถาบันการเงิน วุฒิสภา ได้จัดเสวนา เรื่อง"ช่วยชาวนาอย่างไร โดยไม่ขัดรัฐธรรมนูญ และรักษาวินัยการเงิน การคลัง" โดยมีนักวิชาการ และภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมเวที นายประสิทธิ์ บุญเฉย นายกสมาคมชาวนาไทย กล่าวว่า รัฐบาลรักษาการชุดปัจจุบันไม่ได้แก้ไขปัญหาให้กับชาวนา ดังนั้นหากปล่อยให้ยืดเยื้อ ชาวนาจะพกอาวุธ คือไข่เน่า ไว้ขว้างใส่รัฐมนตรี
"ส่วนกรณีที่ชาวนาออกมาชุมนุมเพราะเดือดร้อนอย่างแท้จริง ไม่มีเบื้องหลังใด ๆ และประเด็นสำคัญคือต้องการให้ยกเลิกโครงการรับจำนำข้าว และเร่งปฏิรูปงานด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับชาวนา เบื้องต้นตนได้ร่างแผนปฏิรูปไว้หมดแล้ว อย่างไรก็ตามตนทราบมาว่าโรงสีแห่งหนึ่ง ใน จ.สระบุรี ได้เร่งขนข้าวออกจากโกดัง โดยไม่มีคำอธิบาย ดังนั้นใน 1-2 วันนี้ ตนจะพาชาวนาไปเปิดโกดังเพื่อตรวจสอบสต๊อกข้าวและคุณภาพ" นายกสมาคมชาวนาไทย กล่าว
“อัมมาร์”แนะรัฐรีไฟแนนซ์เฉพาะก่อนยุบสภาปลดหนี้
นายอัมมาร์ สยามวาลา นักวิชาการเกียรติคุณสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) มองกรณีที่รัฐบาลเป็นหนี้ชาวนา กว่า 1.3แสนล้านบาท และไม่สามารถแก้ไขได้เพราะติดเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ มาตรา 181 (3) ที่ระบุว่ารัฐบาลรักษาการต้องไม่กระทำการอันมีผลเป็นการอนุมัติงานหรือโครงการ หรือมีผลเป็นการสร้างความผูกผันต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดต่อไป แต่ตนมองว่าหากพิจารณาบนเงื่อนไขช่วงการประกาศยุบสภา คือ วันที่ 9 ธ.ค. 56 นั้นสามารถที่จะปลดล็อคเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญได้เพราะหนี้ที่เกิดก่อนการยุบสภารัฐบาลสามารถดำเนินการได้โดยไม่ถือว่ามีผลผูกพันต่อ ครม. ชุดใหม่ เนื่องจากเป็นโครงการต่อเนื่อง
“ผมมองว่าหากจะอนุโลม โดยเงื่อนไขของวันประกาศยุบสภาน่าจะทำได้ ถ้ายื่นศาลรัฐธรรมนูญและศาลรัฐธรรมนูญใจกว้างและตีความว่าไม่เป็นการผูกผัน ครม.ชุดใหม่ และถ้ารัฐบาลยอมแพ้และยอมรับว่า อั๊วไปกู้เงินมาเยอะแล้ว แต่ไม่มีเงินจ่าย ก็สามารถบริหารจัดการหนี้ให้ชาวนาและชาวนาได้รับเงิน คือ ทำตามกฎหมายบริหารหนี้ ที่ให้รัฐบาลรักษาการสามารถรีไฟแนนซ์หนี้ได้เฉพาะหนี้ที่เกิดก่อนวันที่ 9 ธ.ค. 56 แต่หนี้ที่เกิดหลังการยุบสภาต้องหาทางออกอย่างอื่น เพราะถือเป็นหนี้ใหม่ อย่างไรก็ตามปัญหาที่เกิดขึ้น โดยรัฐบาลค้างจ่ายเงินชาวนามากถึง 1.3 แสนล้านบาท ถือเป็นความน่าอับอาย แต่ความเลวร้ายกว่านั้นคือโครงการรับจำนำข้าวทำลายวินัยการเงินการคลัง ดังนั้นหากจะมีการปฏิรูปเกิดขึ้นต้องอุดช่องโหว่ตรงนี้ที่เกิดจากนโยบายประชานิยม ด้วยการนำเข้าสู่ระบบรัฐสภาให้มีการตรวจสอบ แม้ว่าท้ายสุดเสียงส่วนใหญ่ของรัฐสภาจะยกมือผ่านให้ แต่อย่างน้อยการเข้ารัฐสภาถือเป็นการสร้างสัญญา หากรัฐบาลจะทะลุกรอบก็ทำได้ไม่ง่าย และรัฐบาลไม่สามารถขยายกรอบเพดานเงินกู้จนส่งผลต่อวินัยการเงินการคลังได้” นายอัมมาร์ กล่าว
นักวิชาการเกียรติคุณทีดีอาร์ไอ กล่าวด้วยว่าโครงการรับจำนำข้าวถือว่าเป็นการทุจริตที่มีใบเสร็จ เพราะรัฐบาลจงใจไม่นำใบประทวนไปทำบัญชี เพื่อปกปิดข้อมูลทั้งราคาและจำนวนการขาย ดังนั้นเชื่อว่าคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีจริยธรรมต้องดำเนินคดีทางอาญากับผู้กระทำผิด สิ่งที่พิสูจน์ชัดคือสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ไม่สามารถได้ข้อมูลราคาขายได้ ดังนั้นหัวใจของการคอรัปชั่นโครงการนี้คือ ช่วงการขายข้าว ทั้งนี้มีคนสงสัยหรือไม่ว่ารัฐบาลระบุว่าได้ขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐให้กับประเทศจีน แต่ท้ายสุดก็พบว่าโกหก แต่ข้าวที่คนไทยบริโภคทุกวันนี้มาจากไหน ตนเฉลยให้ว่าเป็นข้าวที่เล็ดลอดมาจากการคอรัปชั่น ทั้งนี้ตนอยากให้นักการเมือง และข้าราชการออกมารับผิดชอบด้วยนอกจากการรับผิดชอบของคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) เท่านั้น
“อดีต รมว.คลัง”แนะให้เร่งขายข้าวเดือนละ 2ล้านตัน
นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่าทางวิชาการปัญหาเรื่องดังกล่าวมีทางแก้ 3 ทาง คือ 1.ทางการเงินด้วยการกู้เงินแต่อาจจะมีข้อจำกัดทางด้านกฎหมาย หากจะโอนงบประมาณในส่วนของกฎหมายกู้เงิน 2 ล้านล้านบาทเพื่อพัฒนาด้านคมนาคม อาจจะเป็นการริดรอน ครม.ชุดใหม่ที่อยากพัฒนาส่วนการคมนาคมที่ถูกโยกงบประมาณไปแล้ว หรือการกู้เงินผ่านสถาบันการเงินในและต่างประเทศ ตนกังวลว่าธนาคารที่ให้กู้อาจจะถูกฟ้องร้องได้ในฐานะผู้สนับสนุน หากในอนาคตหากมีการตีความว่าเป็นผลผูกพัน ครม.ใหม่ ในส่วนข้อเสนอที่จะให้มีการคืนข้าวให้ชาวนา โดยคืนในปริมาณ 1.5 เท่าที่รับจำนำเพื่อชดเชยชาวนา อาจจะติดปัญหาว่าจะใช้ระเบียบใดมาปฏิบัติ, 2.ด้านการตลาด ด้วยการขายข้าวซึ่งตนมองว่าเป็นวิธีที่ง่ายและปลอดภัย แต่การขายนั้นต้องใช้วิธีการประมูลล็อตใหญ่ คือ 2 ล้านตันต่อเดือน หากทำได้คาดว่าภายใน 6-8 เดือนจะได้เงินมาปลดหนี้ให้ชาวนาได้ แต่วิธีนี้อาจจะติดปัญหาเรื่องสต็อกข้าวและคุณภาพ และ 3.ด้านการเมือง คือ การเดินหน้าจัดการเลือกตั้งทั่วไป วันที่ 2 ก.พ.ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว ซึ่งอาจจะต้องใช้การเจรจากับกลุ่ม กปปส. เบื้องต้นอาจจะทำได้ช้า ดังนั้นทางที่เร็วในการแก้ปัญหาด้านการเมือง คือ รัฐบาลรักษาการต้องลาออก และจัดตั้งรัฐบาลใหม่ด้วยวิธีที่ถูกต้องกฎหมาย
“นิพนธ์”แนะใช้มติครม.เดิมจ่ายเงินชดเชย
นายนิพนธ์ วงษ์ตระหง่าน นายกกิตติมศักดิ์สมาคมโรงสีข้าวไทย กล่าวว่าการแก้ปัญหาตามที่เสนอ เช่น การขายข้าว อาจจะมีปัญหาเรื่องราคา หรือ การนำใบประทวนมาจำนำกับโรงสี อาจติดปัญหาเรื่องเงื่อนไขในทีโออาร์ และกรอบเวลาที่ต้องปรับปรุงข้าวเพื่อส่งขาย และที่สำคัญประเด็นว่าจะให้รับจำนำใบประทวน ราคาร้อยละ 50 ของมูลค่า อาจจะทำให้สับสนว่ามูลค่าตลาด จำนวน 8,000 บาทต่อตันหรือราคารับจำนำที่ 1.5หมื่นบาทต่อตัน นอกจากนั้นแล้วโรงสีอาจจะมีความกังวลในกรณีดังกล่าว โดยนำบทเรียนจากโรงสีสิริภิญโญที่ถูกฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายกว่า 120 ล้านบาทเพราะขาดมติ ครม.รับรอง แต่หากกรณีดังกล่าว ครม. มีมติรองรับและดำเนินการได้ตนมองว่าอาจจะได้เงินเพียง 1,200-1,300 ล้านบาทเท่านั้น ส่วนประเด็นคืนข้าวให้ชาวนา อาจจะมีปัญหาเพราะข้าวเปลือกที่รับจำนำถูกแปรสภาพเป็นข้าวสารหมดแล้ว และอาจจะมีปัญหาเรื่องคุณภาพ ดังนั้นตนมองว่าวิธีที่สามารถทำได้โดยไม่ผิดกฎหมายหรือกระทบวินัยการเงินการคลัง คือ การนำมติครม.ที่กำหนดจ่ายค่าชดเชยค่าต้นทุนข้าวนาปรังรอบพิเศษ ช่วงกันยายน - ตุลาคม 2556 ราคา 2,100 บาทต่อตัน แต่ต้องกำหนดเฉพาะช่วงก่อนการยุบสภา วันที่ 9 ธ.ค. 56 เท่านั้น
ขณะที่นางอัจนา ไวความดี อดีตรองผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการการเงินฯ กล่าวว่าต้องแก้ปัญหาด้วยการระบายข้าว ส่วนวิธีการอื่น ๆ ที่มีการเสนอ เช่น การคืนข้าวให้กับชาวนา จำนวน 1.5 เท่าที่รับจำนำ อาจจะเป็นการสร้างภาระให้กับ ครม.ชุดใหม่และอาจจะไม่มีกฎหมายใดรองรับ ส่วนแนวทางแก้ปัญหาระยะยาว คือ กำหนดให้นโยบายประชานิยมทุกรูปแบบต้องทำเป็นกฎหมายเพื่อให้รัฐสภาตรวจสอบ เพื่อป้องกันไม่ให้ฝ่ายบริหารอนุมัติวงเงินจำนวนมากตามใจ
ส่วนนายไพบูลย์ นิติตะวัน สว.สรรหา กล่าวว่าทางเดียวที่แก้ปัญหาได้ คือ รัฐบาลรักษาการชุดปัจจุบันต้องลาออกเพื่อเปิดทางให้มีรัฐบาลคนกลางเข้ามาแก้ไข เพราะล็อคของรัฐธรรมนูญ มาตรา 181 ไม่เป็นข้อจำกัดของการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐบาลชุดใหม่ ส่วนวิธีที่รัฐบาลรักษาการจะพ้นจากการทำหน้าที่ คือ 1.ลาออก หรือ 2.พ้นโดยกฎหมาย ซึ่งตนฝากความหวังไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่จะเร่งทำงานตรวจสอบและให้ใบแดงกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รักษาการนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่ได้มีการใช้อำนาจที่ถือว่าผิดกฎหมายเลือกตั้งโดยเร็ว



