
ชัยภูมิแล้งจัด'จระเข้'โผล่!จับแล้ว1
แล้งจัด 'จระเข้' โผล่ 'ชัยภูมิ' จับได้แล้ว 1 คาดหลุดออกมาช่วงน้ำท่วมใหญ่ปลายปีที่ผ่านมา ด้าน 'อ่างทอง' น้ำลดอุณหภูมิสูง ปลากระชังตายอื้อ
11 ก.พ. 57 จากปัญหามีคนแอบเลี้ยงจระเข้ไว้ แล้วหลุดออกมาเมื่อครั้งเกิดน้ำท่วมใหญ่นานกว่า 1 เดือนใน จ.ชัยภูมิ ตั้งแต่เดือน ต.ค. 56 ที่ผ่านมา ล่าสุด เมื่อเวลา 07.30 น. นายสุโรจน์ โคตรภักดี ชาวบ้านโคกแพงพวย หมู่ 15 ต.ละหาน อ.จัตุรัส จ.ชัยภูมิ เจ้าของที่นาในหมู่บ้านได้ออกไปดูที่นาตนเอง และไปพบจระเข้โผล่ขึ้นมานอนที่คันนา และเมื่อเห็นคน จระเข้ตัวนี้จึงรีบวิ่งลงสระน้ำที่ตนเองขุดไว้ข้างที่นาเพื่อเก็บน้ำไว้สำรองทำการเกษตรช่วงหน้าแล้งปีนี้ จึงรีบแจ้งให้นายอำพร อารีชาติ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 15 ช่วยเร่งประสานเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญในการจับจระเข้ จากเจ้าหน้าที่มูลนิธิสว่างคุณธรรม จ.ชัยภูมิ ระดมกำลังกว่า 30 คน ลงพื้นที่เข้ามาช่วยติดตามตัวจระเข้ตัวนี้ภายในบริเวณรอบสระน้ำ อยู่นานกว่า 1 ชั่วโมง จึงสามารถจับตัวจระเข้ตัวนี้มาได้
ซึ่งจระเข้ที่จับได้ มีขนาดความยาวลำตัวขนาดใหญ่กว่า 2 เมตร และคาดว่ามีอายุอยู่ระหว่างประมาณ 3-4 ปี คาดว่าที่มีคนแอบเลี้ยงไว้ในพื้นที่ และทำหลุดออกมา น่าจะมีจำนวนมากกว่า 3 ตัว ทั้งนี้มีคนเคยพบเห็นออกอาละวาดไล่งับชาวบ้าน แต่โชคดีไม่ได้รับอันตราย และไล่กินเป็ดไก่ชาวบ้านในพื้นที่มาแล้วบ่อยครั้ง เมื่อช่วงเกิดน้ำท่วมใหญ่เมื่อเดือน ต.ค. 56 ที่ผ่านมา ซึ่งยังมีคนพบเห็นตัวจระเข้ขนาดเดียวกันนี้อีกมากกว่า 2 ตัว ที่ยังโผล่ให้คนเห็นบ่อยครั้งในลำน้ำชีที่ไหลผ่านตำบล ที่เริ่มเข้าสู่หน้าแล้ง และระดับน้ำในลำชีเริ่มตื้นเขินแห้งขอดในหลายพื้นที่
จึงฝากเตือนประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียงลำน้ำชีไหลผ่านในช่วง ต.บ้านค่ายหมื่นแผ้ว และ ต.ละหาน อ.จัตุรัส ควรระมัดระวังบุตรหลานเป็นพิเศษในการที่จะปล่อยไปเล่นน้ำชีตามลำพัง ควรดูแลใกล้ชิดและอาจจะได้รับอันตรายจากจระเข้กลุ่มนี้ที่ยังหลุดเหลืออยู่ในแหล่งน้ำตามธรรมชาติจำนวนมากในพื้นที่ ที่มีคนพบเห็นบ่อยครั้งอยู่ในขณะนี้ต่อไปด้วย และขอให้รีบแจ้งผู้นำชุมชนของตนเองทันที หากไปพบจระเข้อีกจะได้เร่งจัดชุดไล่ล่าให้หมดโดยเร็วต่อไป
ส่วนจระเข้ที่จับมาได้แล้ว 1 ตัวนี้ ทางชุมชนได้มอบให้วัดอรัญญาวาส ในหมู่บ้านนำไปช่วยเก็บรักษาไว้ เพื่อที่จะทำบ่อ รั้วป้องกันให้เข้มแข็งอย่างดี เพื่อที่จะเปิดให้คนมาวัดได้ชมและเป็นแหล่งท่องเที่ยวชมจระเข้ของวัดต่อไป
'นครราชสีมา' แห่จับปลาขายก่อนกำหนดหลังแล้งจัด
ภายหลังจากในหลายพื้นที่ของจังหวัดนครราชสีมา กำลังประสบภัยหาสภาพอากาศที่ร้อนจัด อีกทั้งแหล่งน้ำตามธรรมชาติต่างๆ เริ่มแห้งขอด ส่งผลให้เกษตรกรที่เลี้ยงปลาหมอ ปลาสลิด และปลาดุก ในพื้นที่ บ้านหนองละลุ่ม หมู่ที่ 7 ตำบลหมื่นไวย อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา จำเป็นที่จะต้องทำการสูบน้ำออกจากบ่อเลี้ยงปลา เพื่อจับขายสู่ท้องตลาดก่อนกำหนด เนื่องจากกำลังประสบปัญหาปลาที่เลี้ยงเริ่มป่วย เพราะสภาพการอากาศที่ร้อนจัดทำให้ปลาที่เลี้ยงไว้ไม่กินอาหาร ส่งผลให้อาหารที่ให้ไปนั้นเกิดการสะสมอยู่ภายในบ่อและน้ำเริ่มเน่าเสีย อีกทั้งแหล่งน้ำที่เคยใช้เป็นในหนุนเวียนในการเปลี่ยนน้ำก็เริ่มแห้งขอด จึงทำให้เกษตรกรต้องตัดสินใจที่จับปลาขายก่อนครบกำหนด เพื่อป้องกันไม่ให้ปลาที่เลี้ยงไว้นั้นป่วยและตาย
นายณัฐวัฒน์ บำเหน็จพันธุ์ อายุ 43 ปี เกษตรกรผู้เลี้ยงปลา กล่าวว่า สถานการณ์ภัยแล้งในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ในปีนี้ (2557) ได้มีความแห้งแล้งที่เร็วกว่าทุกๆ ปี ดังนั้นจึงทำให้ปริมาณน้ำภายในบ่อเลี้ยงปลา มีปริมาณน้ำที่ลดลงอย่างรวดเร็ว และยังส่งผลให้ปลานั้นไม่ค่อยกินอาหาร ประกอบกับในช่วงที่ผ่านมา ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ก็มีสภาพอากาศที่เย็นจัดเป็นเวลานานและก็กลับมามีสภาพอากาศที่ร้อนจัดโดยทันที จึงทำให้ปลานั้นปรับสภาพอากาศไม่ทัน จึงเกิดอาการช็อกน้ำ ซึ่งตนยอมรับว่าในการที่ต้องจับมาขึ้นมาก่อนกำหนดนั้น ก็จะส่งผลให้ปลาที่จับมาได้นั้นมีขนาดเล็กกว่ามาตรฐานตามความต้องการของท้องตลาด อีกทั้งราคาก็จะต่ำกว่าเดิม อย่างเช่น ปลาที่เลี้ยงครบกำหนดจับ มีอายุ 4 เดือน ก็จะขายอยู่ที่กิโลกรัมละ 90 บาท แต่หากจับในช่วงเดือนที่ 3 ก็จะลดเหลือเพียงกิโลกรัมละ 75 - 80 บาท แต่อย่างก็ตามตนก็จำเป็นที่จะต้องจับขาย เนื่องจากหากปล่อยทิ้งไว้จนครบกำหนดในการจับขายก็อาจจะต้องขาดทุนมากกว่าเดิม เพราะปลาอาจจะป่วยและตายเป็นจำนวนมาก
'อ่างทอง' ผู้เลี้ยงปลากระชังอ่างทองเดือดร้อนหนักหลังเจ้าพระยาแล้ง
นายนิคม วัฒนกูล วัย 48 ปี ผู้เลี้ยงปลากระชังในแม่น้ำเขพระยาบริเวณหมู่ที่ 1 ต.ไชยภูมิ อ.ไชโย จ.อ่างทอง ต้องดูและปลาทับทิมในกระชังกว่า 32 กระชังอย่างใกล้ชิด หลังระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาลดลงอย่างต่อเนื่องจนทำให้สันดอนโผล่หลายจุด ส่งผลให้ปลาทับทิมที่เลี้ยงอยู่เริ่มลอยหัวตายเป็นจำนวนมากเนื่องจากอุณหภูมิในน้ำเพิ่มสูงขึ้นและปลาเริ่มไม่กินอาหาร รวมไปถึงราคาอาหารที่เพิ่มสูงขึ้นทำให้ต้นทุนสูงตามแต่ปลาเสียหายเป็นจำนวนมาก ทำให้ผู้เลี้ยงรายหลายที่ประสบปัญหาเดียวกันต้องหยุดเลี้ยง บางรายถึงขั้นทนไม่ไหวเนื่องจากขายไปก็ขาดทุนถึงขั้นขายกระชังปลาทับทิมหลายราย
ขณะที่นายสมพงษ์ ดีรอด อายุ 80 ปี ผู้เลี่ยงปลากระชังอีกรายหนึ่ง กล่าวถึงเหตุผลที่ขายกระชังปลาทับทิมว่า ตนเลี้ยงปลาทับทิมในกระชังมาแล้ว 5 ปีแต่มาปีนี้ราคาอาหารปลาทับทิมแพงขึ้นกว่าเท่าตัว ประกอบกับสภาพแม่น้ำเจ้าพระยาที่ลดระดับลงจนเกือบแห้งส่งผลปลาทยอยตายตายเป็นจำนวนมาก ทำให้ขาดทุนจนทนไม่ไหวต้องขายกระชังปลาขนาด 3x6 เมตร 4 กระชัง ที่ตนลงทุนทำกว่า 100,000 บาท ขายในราคา 40,000 บาท ดีกว่าลี้ยงปลาไปแล้วขาดทุน โดยจะนำเงินที่ได้จากการขายกระชังปลาทับทิมไปใช้หนี้ค่าอาหารปลาที่ยังติดค้างกับเจ้าหน้าอยู่
สำหรับสถานการณ์ภัยแล้งล่าสุดในพื้นที่จังหวัดอ่างทองมีหลายพื้นที่เริ่มประสบปัญหาแล้ว ขณะที่ระดับน้ำเจ้าพระยาก็ยังคงลดระดับลงอยู่เรื่อยๆ โดยล่าสุดระดับน้ำที่ สถานีโทรมาตร C7A ของศูนย์อุทกวิทยาและบริหารจัดการน้ำภาคกลาง สำนักชลประทานที่ 12 กรมชลประทาน บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดอ่างทองอยู่ที่ 0.38 เมตร/รทก.จากระดับตลิ่ง 9.32 เมตร โดยไม่สามารถตรวจวัดระดับน้ำที่ไหลผ่านได้ซึ่งเป็นระดับน้ำที่ต่ำมากในรอบหลายสิบปี
---------------------------
(หมายเหตุ : ภาพแฟ้มข่าว)



