
'ใบประทวนข้าว' สัญญาเงินสด..ที่หมดตังค์
'ใบประทวนข้าว' สัญญาเงินสด..ที่หมดตังค์ : ทีมข่าวรายงานพิเศษ
เมื่อนโยบายประชานิยมโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลกำลังซ้ำเติมกระดูกสันหลังของชาติอย่างแสนสาหัส จนพวกเขาต้องออกมาประท้วงเรียกร้องปิดถนนทวงเงินรับจำนำข้าวกันหลายพื้นที่ของประเทศ โดยมี "ใบประทวน" มูลค่าหลักหมื่นหลักแสนไว้ดูต่างหน้า เฝ้ารอทุกวันว่าเมื่อไหร่จะได้เงินสดไปลงทุนทำนารอบต่อไป
ขณะที่ชาวนบางส่วนต้องนำใบประทวนจำข้าวไปจำนองกับธนาคาร บ้างก็ต้องไปจำนองกับโรงสี "มานัส กิจประเสริฐ" นายกสมาคมโรงสีข้าวไทย บอกถึงความหมายของใบประทวนในโครงการรับจำนำข้าวว่า "ใบประทวน" ก็เหมือน "เช็คเงินสด" เมื่อชาวนานำข้าวมาเข้าโครงการรับจำนำที่โรงสี จะออกใบประทวนที่ระบุถึง น้ำหนักข้าวและราคาประเมิน แล้วให้ชาวนานำใบประทวนไปขึ้นเงินที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) แต่ปัญหาที่เกิดตอนนี้ คล้ายๆ กับกรณี "เช็คเด้ง" แต่ ธ.ก.ส.บอกเช็คไม่เด้ง แต่รอเจ้าของบัญชี(รัฐบาล)เอาเงินมาใส่ในบัญชีก่อน ขณะที่ ทางโรงสีก็อยากหาทางช่วยชาวนาในการสำรองจ่ายเงินสดให้ชาวนาก่อนครึ่งหนึ่ง โดยนำใบประทวนมาเป็นหลักค้ำประกัน และ ธ.ก.ส.ต้องรับรู้ คล้ายๆกับการค้ำประกันเงินกู้
"ใบประทวนจะระบุชื่อและนามสกุลของเจ้าของใบประทวน เวลามีเงินโอนเข้ามาจะเข้าบัญชีของเจ้าของใบประทวน แล้วค่อยเบิกมาใช้คืนให้โรงสี แต่ตอนนี้เราไม่สามารถสำรองเงินให้ชาวนาได้ เพราะโรงสีไม่มีหลักคำประกัน นั่นคือการรับรู้ของ ธ.ก.ส. คือตอนนี้โรงสีมีเงินที่จะแบ่งเบาภาระชาวนาได้ครึ่งหนึ่ง แต่ก็ยังกังวลว่าจะถูกใครมาเป่านกหวีดอีก เพราะถ้าหากชาวนานำใบประทวนไปกู้นอกระบบดอกเบี้ยจะสูง แต่โรงสีจะคิดดอกไม่เกินร้อยละ 9 ต่อปี เราเพียงอยากให้ชาวนามีทางเลือกที่ช่วยชาวนาได้ 50 เปอร์เซ็นต์ เพื่อนำเงินไปลงทุนนำนาต่อ" นายกสมาคมโรงสีข้าวไทย เสนอทางออก
ส่วนประกันภัยบริษัทต่างๆ ที่ระบุในใบประทวนรับจำนำข้าวนั้น "มานัส" บอกว่า เป็นระเบียบที่กำหนดให้โรงสีซื้อประกันและจ่ายเบี้ยประกันภัย ซึ่งข้าว 1,000 ตัน โรงสีต้องจ่ายเบี้ยประกันในราคา 16,000-18,000 บาท โดยประกันภัยในส่วนนี้ไม่มีผลใดๆ กับชาวนา แต่จะเป็นประโยชน์กับโรงสีกรณีไฟไหม้ น้ำท่วม ซึ่งคล้ายๆ กับการซื้อประกันรถยนต์นั่นเอง
แม้ว่า ธ.ก.ส.ไม่รับรองการปล่อยเงินกู้ของโรงสี แต่ในวงการโครงการรับจำนำข้าวรับรู้กันมานานแล้วว่า ชาวนาส่วนใหญ่ที่เข้าร่วมโครงการรับจำนำข้าว เมื่อนำข้าวไปรับใบประทวนที่ อคส.ออกให้ที่หน้าโรงสีแล้ว ชาวนาก็จะไปทำสัญญาเงินกู้กับเจ้าของโรงสีอีกฉบับทันที เพื่อรับเงินสดไปหมุนเวียนจ่ายชำระหนี้ค่าปุ๋ย ค่ายา ฯลฯ
"เซอร์เวเยอร์ข้าว" รายหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้ตรวจสอบความชื้นและประเมินราคาข้าวหน้าโรงสี ให้ข้อมูลว่า ตามปกติโรงสีมักปล่อยเงินกู้ให้ชาวนาในโครงการรับจำนำข้าวอยู่แล้ว เพียงแต่ตอนนี้โรงสีเป็นห่วงว่า รัฐบาลจะไม่มีเงินมาให้ ธ.ก.ส. ทำให้โรงสีไม่กล้าปล่อยกู้ให้ชาวนา ทั้งนี้การปล่อยกู้โดยใช้ใบประทวนเป็นหลักค้ำประกันนั้น ผิดระเบียบตามโครงการรับจำนำข้าว เพราะเป็นการสวมสิทธิ์ แต่ต้องยอมรับว่า โครงการรับจำนำข้าวมีการคอร์รัปชั่นกันทั้งระบบมานานแล้ว
"ชาวนาที่ออกมาประท้วงส่วนใหญ่เป็นชาวนาที่พอมีฐานะ เขายังถือใบประทวนอยู่ แต่ถ้าเป็นชาวนาทั่วไป เวลาเอาข้าวมาเข้าโครงการที่หน้าโรงสีก็จะทำสัญญาเงินกู้อีกฉบับกับเจ้าของโรงสีทันที แต่พอมีปัญหาต่างๆ เข้ามา รัฐขายข้าวไม่ได้ เจอปัญหาการเมือง ธนาคารไม่ปล่อยเงินกู้ ทำให้โรงสีไม่กล้าปล่อยกู้ให้ชาวนา" แหล่งข่าวรายเดิมกล่าว
แหล่งข่าวรายเดิม บอกอีกว่า โครงการรับจำนำข้าวให้ราคาที่สูง จึงเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ไทยขายข้าวสู้ประเทศเพื่อนบ้านไม่ได้ อย่างข้าว 5 เปอร์เซ็นต์ ราคาต่อตันไทยขาย 400 ดอลลาร์สหรัฐ แต่เวียดนามขายเพียง 300 ดอลลาร์สหรัฐ ด้วยราคาที่สูงทำให้ไทยขายข้าวไม่ได้
ด้าน "สงบ สุขสำราญ" ประธานเกษตรกร อ.สามชุก จ.สุพรรณบุรี บอกว่า ชาวนา จ.สุพรรณบุรี ยังรอความหวังที่จะได้รับเงินตามโครงการรับจำนำข้าว ยังไม่ใครนำใบประทวนไปเป็นหลักค้ำประกันเงินกู้ที่โรงสีแต่อย่างใด แต่ก็มีบางส่วนนำใบประทวนไปจำนองกับ ธ.ก.ส.ตั้งแต่ตอนที่เงินจำนำข้าวออกไม่ตรง และยังมีปัญหาเรื่องดอกเบี้ยร้อยละ 7 อีกว่าใครจะเป็นคนจ่าย ทำให้ชาวนายังลังเลที่จะนำใบประทวนไปจำนำกับธนาคาร จึงยังรอเงินจากโครงการรับจำนำข้าวต่อไป
"โครงการรับจำนำข้าวทำให้ชาวนาลืมตาอ้าปากได้ เพราะขายข้าวในราคาจำนำ 13,000-15,000 บาท แต่ถ้าไม่เข้าโครงการจะขายข้าวในราคา 5,000-7,000 บาทเท่านั้น ชาวนาเรายังรอเงินอยู่ เนื่องจากเป็นมติ ครม.แล้ว รัฐบาลใหม่ต้องสานต่อ อย่างไรก็ตาม หากมีการปฏิรูปเมืองไทย ก็อยากให้มีการปฏิรูปที่ดินด้วย เพราะชาวนาส่วนใหญ่ต้องเช่าที่ดินนายทุนทำนา" สงบ ฝากความหวังทิ้งท้าย
ทั้งนี้ "ใบประทวนข้าว" คือใบที่องค์การคลังสินค้า หรือ อคส. ออกให้เกษตรกรในโครงการรับจำนำข้าวเพื่อให้นำไปยื่นรับเงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์เกษตร (ธ.ก.ส.) โดยมีขั้นตอนการแปลงกระดาษจากใบประทวนไปเป็นเงินสดนั้น มีอยู่ 3 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1 ชาวนาต้องนำข้าวเปลือกไปให้องค์การคลังสินค้า (อคส.) หรือองค์กรตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ที่เข้าร่วมโครงการ ตรวจสอบว่ามีข้าวมาจำนำปริมาณเท่าไร โดยอนุญาตให้ได้ไม่เกินรายละ 3.5 แสนบาทต่อคน จากนั้นขั้นตอนที่ 2 เมื่อชาวนาได้รับใบประทวนแล้วจะเดินทางไปยัง ธ.ก.ส.เพื่อรับเงินสด ขั้นตอนที่ 3 เจ้าหน้าที่ ธ.ก.ส.จะตรวจสอบว่าเป็นใบประทวนถูกต้องหรือไม่ และตรวจข้อมูลในพื้นที่ด้วยว่าเกษตรกรรายนั้นมีพื้นที่เพาะปลูกข้าวปริมาณเท่าไร เพื่อป้องกันไม่ให้นำข้าวจากที่อื่นมาสวมสิทธิ์ หากข้อมูลถูกต้องจะจ่ายเงินสดให้เกษตรกรทันที แต่ในกรณีที่ ธ.ก.ส.ไม่สามารถเบิกจ่ายเงินให้ได้ทันใจ ชาวนาบางคนอาจนำใบประทวนที่ได้รับมาไปทำการกู้เงินนอกระบบหรือจำนำกับโรงสีอีกทอดหนึ่ง โดยใช้วิธีสลักหลังหรือโอนสิทธิ์ในใบประทวนให้ผู้อื่นแทน วิธีนี้ต้องเป็นคนที่ไว้ใจกัน เพราะสุดท้าย ธ.ก.ส.จะจ่ายเงินให้ผู้มีชื่อในใบประทวนเท่านั้น ส่วนจะเอาเงินไปคืนให้นายทุนกู้จำนวนเท่าไร ธ.ก.ส.ไม่รับผิดชอบ
สัญญาใบประทวน 1.8 ล้านใบ
ข้อมูลจากกรมการค้าภายใน ระบุว่า โครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปีสะสมตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2556-21 มกราคม 2557 มีปริมาณข้าวเปลือกเข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 10.6 ล้านตัน และได้ออกใบประทวนไปแล้ว 1.84 ล้านใบ โดยเกษตรกรภาคอีสานเข้าร่วมโครงการมากที่สุด จำนวน 9.8 แสนใบ อันดับสองคือภาคเหนือ 5.8 แสนใบ ภาคกลาง 2.6 แสนใบที่เหลือเป็นภาคใต้ ส่วนจำนวนเกษตรกรที่ได้รับเงินตามใบประทวนไปเรียบร้อยเมื่อเดือนมกราคม 2557 มีเพียง 4 แสนราย จากจำนวนใบประทวนที่ถือครอง 4.56 แสนใบ มูลค่าเงินกว่า 5 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้มีสัญญาใบประทวนที่เหลือยังไม่ได้เงินอีก 1.4 ล้านใบ
ทางสว่างแก้วิกฤติชาวนารัฐต้องคืนข้าวให้ชาวนา1.5เท่า
โครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ถึงทางตันเข้ามาทุกที แม้ที่ผ่านมารัฐบาลจะพยายามทุกวิถีทางเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว แต่สุดท้ายต้องล้มเหลว เนื่องจากรัฐบาลของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กำลังประสบภาวะวิกฤติศรัทธา ล่าสุดคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ได้เขียนบทความเกี่ยวกับแนวทางในการแก้ปัญหาโครงการรับจำนำข้าว ด้วยการเสนอให้รัฐบาล “คืนข้าวให้ชาวนา 1.5 เท่า”
บทความของนิด้าระบุว่า การคืนข้าวให้ชาวนา 1.5 เท่า ถึงแม้จะมีจุดอ่อนบ้างแต่แทบจะเป็นทางออกเดียวที่ทำได้ในตอนนี้ เพราะการคืนข้าวให้ชาวนา 1.5 เท่านั้น หมายถึงการคืนข้าวในเชิงมูลค่า 1.5 เท่าของมูลค่าที่ชาวนาเอามาจำนำไว้ วิธีนี้ยืนอยู่บนหลักการสำคัญสองประการคือ หนึ่ง เป็นการช่วยเหลือชาวนาบน “พื้นฐานเดียวกันกับโครงการจำนำข้าวของรัฐบาล” เพราะรัฐบาลรับจำนำในราคาที่สูงกว่าราคาตลาดประมาณ 50% ฉะนั้นเพื่อให้ชาวนาได้รับผลตอบแทนใกล้เคียงกับชาวนาอื่นๆ ที่ได้รับเงินไปแล้ว การคืนข้าวก็ต้องคืนในมูลค่าเดิมที่ชาวนาเอามาจำนำไว้ แล้วรัฐบาลบวกเพิ่มข้าวให้ชาวนาไปอีก คิดเป็นมูลค่าเพิ่มขึ้น 50% เมื่อชาวนาเอาข้าวทั้งหมดไปขายในราคาตลาดปกติก็น่าจะได้เงินกลับมาประมาณใกล้เคียงกัน
ประการที่สอง การคืนข้าวให้ชาวนาเป็นการเปลี่ยนสภาพ “ความเป็นเจ้าของข้าว” จากที่ปัจจุบันรัฐบาลเป็นเจ้าของข้าวแต่ฝากเก็บไว้ในโกดังของโรงสี กลายเป็นชาวนาเป็นเจ้าของข้าวของตัวเองแต่ก็ยังฝากเก็บไว้ในโกดังของโรงสีเช่นเดิม การกระทำเช่นนี้เป็นการพลิกผันที่สำคัญ เพราะจะทำให้อำนาจการสั่งซื้อสั่งขายข้าวหลุดพ้นจากการบริหารงานของรัฐบาลที่ล้มเหลวมาโดยตลอด แล้วกลับเข้ามาอยู่ภายใต้กลไกตลาดเช่นเดิม ซึ่งจะสามารถระบายข้าวได้ดีกว่ารัฐบาลทำ
การคืนข้าวให้ชาวนา 1.5 เท่า จึงแทบเป็นทางออกเดียวที่จะทำได้ในขณะนี้ เพราะแนวทางอื่นนั้นเป็นการเดินเข้าสู่ทางตันทั้งสิ้นด้วยเหตุผลต่อไปนี้ การแก้ปัญหาไม่มีเงินจ่ายให้ชาวนา ที่ผ่านมาเน้นกลไกทางการเงินเป็นหลัก ซึ่งน่าจะมีปัญหาพื้นฐาน 4 ข้อด้วยกัน ได้แก่ 1.ติดกรอบเพดานวงเงินกู้ 5 แสนล้านบาทเดิม 2.จากการเป็นรัฐบาลรักษาการ ทำให้รัฐบาลไม่สามารถสร้างภาระหนี้ผูกพันเพิ่มเติมได้ 3.มีความไม่แน่นอนว่ารัฐบาลใหม่หลังการเลือกตั้งจะยังคงดำเนินนโยบายจำนำข้าวอยู่หรือไม่ (หวังว่าไม่) และ 4.รัฐบาลยิ่งลักษณ์ระบายข้าวได้ช้า จึงทำให้ขาดสภาพคล่องเพื่อจ่ายเงินให้ชาวนา
จากเหตุผลทั้ง 4 ประการนี้ จึงทำให้รัฐบาลขาดความน่าเชื่อถือและนำไปสู่ปัญหาการที่ไม่มีสถาบันการเงินใดประสงค์เข้าร่วมวิบากกรรมกับรัฐบาลชุดนี้ แต่ภายใต้ข้อจำกัดทางการเงินทั้งหลาย เราลืมไปแล้วหรือครับว่ารัฐบาลยังเหลือทรัพย์สินชิ้นสุดท้ายที่สามารถนำมาแปรสภาพให้เป็นทุนได้และสามารถนำเงินไปชำระให้ชาวนาได้ นั่นคือ “ข้าวในสต็อกจำนวน 17 ล้านตัน”
ในช่วงสองปีที่ผ่านมา พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ากลไกของรัฐไม่สามารถระบายข้าวได้เร็วพอ ดังนั้น รัฐบาลควรวางมือจากการเป็นผู้ขายข้าวได้แล้ว และปล่อยให้กลไกตลาดทำหน้าที่ระบายข้าวแทน แต่ก่อนที่กลไกตลาดจะทำหน้าที่ได้นั้น สถานะความเป็นเจ้าของข้าวจะต้องเปลี่ยนจากข้าวของรัฐบาลมาเป็นข้าวของชาวนาก่อน เพื่อให้โรงสีสามารถซื้อข้าวจากชาวนาได้โดยตรง ไม่ต้องติดขัดกับกฎระเบียบการระบายข้าวของกระทรวงพาณิชย์ และด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้แนวทางการคืนข้าวให้ชาวนาเป็นทางออกทางเดียวที่จะระบายข้าวและทำให้ชาวนาได้เงิน
การคืนข้าวให้ชาวนามิได้เป็นทางออกแบบกำปั้นทุบดิน เพราะไม่ได้หมายความว่าให้โรงสีขนข้าวออกจากโกดังมาเป็นกระสอบๆ แล้วมาดูว่าข้าวของใครเป็นของใครก็มารับใส่รถกระบะเอาคืนกันไป แต่การคืนข้าวให้ชาวนานั้นข้าวทุกกระสอบยังคงอยู่ในโกดังเหมือนเดิม เพียงแต่เปลี่ยนความเป็นเจ้าของข้าวจากรัฐบาลเป็นเจ้าของมาเป็นชาวนาเป็นเจ้าของข้าวเท่านั้นเอง หลังจากนั้นชาวนาก็สามารถขายข้าวให้โรงสีได้ในราคาตลาดปกติ หลังจากนั้นโรงสีก็สามารถขายข้าวให้ผู้ส่งออกข้าวได้ต่อไป
แนวทางการคืนข้าวให้ชาวนา 1.5 เท่า จึงเป็นทางออกที่น่าพิจารณา โดยสิ่งที่รัฐบาลต้องทำคือ ทำการสำรวจปริมาณข้าวทั้งหมดที่รัฐบาลฝากโรงสีแต่ละแห่งเก็บอยู่ ทำการประเมินประมาณข้าวของแต่ละโรงสี ประเมินคุณภาพข้าวของแต่ละโรงสี และตีมูลค่าข้าวของแต่ละโรงสีออกมา ต่อมาก็ให้ชาวนานำใบประทวนไปขึ้นเงินที่โรงสีที่ใดก็ได้ไม่จำเป็นต้องเป็นโรงสีที่นำข้าวไปจำนำ และเมื่อได้รับเงินแล้ว ข้าวของชาวนาก็กลายเป็นข้าวของโรงสี
ในกรณีที่มีการท้วงติงว่าไม่สามารถใช้วิธีคืนข้าวให้ชาวนาได้ เพราะไม่สามารถตรวจสอบคุณภาพข้าวได้นั้น ขอชี้แจงว่าการตรวจสอบคุณภาพข้าวเป็นสิ่งที่ต้องทำอยู่แล้ว ดังนั้น การนำมาเป็นข้ออ้างในการปฏิเสธแนวทางการคืนข้าวให้ชาวนา จึงเป็นเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้น โดยคิดว่าเหตุผลเดียวที่จะทำให้รัฐบาลไม่สามารถดำเนินแนวทางการคืนข้าวให้ชาวนา 1.5 เท่าได้ คือ เมื่อเปิดโกดังมาเช็กสต็อกข้าวแล้วพบว่าไม่มีข้าว 17 ล้านตันอยู่จริง...
...............................
(หมายเหตุ : 'ใบประทวนข้าว' สัญญาเงินสด..ที่หมดตังค์ : ทีมข่าวรายงานพิเศษ)



