
'ศก.ป่วน-อุตสาหกรรมป่วย'พิษชัตดาวน์
เศรษฐกิจป่วน-อุตสาหกรรมป่วย พิษชัตดาวน์-รัฐไร้อำนาจ : วัชร ปุษยานาวิน
ไม่เพียงแต่ 3 กระทรวงหลักที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการปิดล้อมของมวลชน กปปส. เช่นเดียวกันในส่วนของกระทรวงอุตสาหกรรม และภาคธุรกิจต่างบอบช้ำไปตามๆ กัน โดยเฉพาะ 2 หน่วยงานหลักที่ทำหน้าที่ออกใบอนุญาตต่างๆ และต้องทำงานร่วมกับภาคเอกชน คือ กรมโรงงานอุตสาหกรรม และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ในส่วนของกรมโรงงานนั้น นายณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ให้ความเห็นว่า ตั้งแต่เริ่มมาตรการปิดกรุงเทพฯ ทำให้ผู้ประกอบการเข้ามายื่นเรื่องขออนุญาตต่างๆ ได้ประมาณ 30% ของปริมาณการขออนุญาตปกติ ส่งผลให้ยอดการตั้งโรงงานเดือนมกราคม 2557 ลดลงชัดเจน แสดงให้เห็นว่า ผลกระทบทางการเมืองมีผลต่อการตัดสินใจตั้งโรงงานใหม่ ที่ผ่านมามีการขอตั้งโรงงาน 254 แห่ง ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งอยู่ที่ 331 แห่ง หรือ -23.26% โดยลดลงทุกกิจการ
"ตัวเลขที่ลดลงน่าจะมาจาก 2 สาเหตุหลัก คือ จุดให้บริการของกรมโรงงานถูกปิด ทำให้นักลงทุนจำนวนมากไม่สามารถขอใบอนุญาตได้ ประกอบกับความเชื่อมั่นในการตั้งโรงงานที่ทำให้ต้องติดตามสถานการณ์และความชัดเจนอย่างใกล้ชิด" นายณัฐพล กล่าว
สำหรับผลกระทบด้านการลงทุนนั้น นายอุดม วงศ์วิวัฒน์ไชย เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า การที่รัฐบาลประกาศยุบสภา ทำให้กระบวนการแต่งตั้งคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนหยุดชะงักลง เนื่องจากการดำเนินการของรัฐบาลต้องมีกฎหมายรองรับชัดเจน โดยได้ขอความเห็นชอบจาก กกต.ว่ารัฐบาลรักษาการสามารถตั้งบอร์ดชุดใหม่ และสามารถอนุมัติโครงการลงทุนที่ค้างอยู่ได้หรือไม่ ซึ่งในปัจจุบันมีโครงการที่มีมูลค่าเกิน 200 ล้านบาท ที่รอขออนุมัติจากบอร์ดบีโอไอ มีจำนวน 370 โครงการ มูลค่าโครงการเกือบ 5 แสนล้านบาท ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดส่งข้อมูลให้ กกต. เพื่อให้มีความเข้าใจในการดำเนินงานของบีโอไอ หาก กกต.มีมติชัดเจนว่าสามารถตั้งบอร์ดบีโอไอได้ ก็สามารถดำเนินงานอนุมัติโครงการเหล่านี้ได้ทันที
ส่วนผลกระทบจากความวุ่นวายทางการเมืองนั้น หากยืดเยื้อออกไป 3-4 เดือน ประเทศคู่แข่งการลงทุนอาจฉวยโอกาสเข้ามาดึงดูดนักลงทุนที่วางแผนเข้ามาลงทุนในประเทศไทยไปบ้าง โดยเฉพาะในกลุ่มนักลงทุนหน้าใหม่ ทั้งนี้ภายในเดือนมีนาคม 2557 บีโอไอจะนำข้อมูลทุกด้านมาประเมินอีกครั้งว่านักลงทุนได้รับผลกระทบอะไรบ้าง และจะต้องปรับเปลี่ยนแผนการให้ความช่วยเหลืออย่างไร
ด้านผลกระทบต่อผู้ประกอบการเอสเอ็มอีนั้น นางอรรชกา สีบุญเรือง อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) กล่าวว่า จากผลการสำรวจความคิดเห็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอีพบว่า เอสเอ็มอีในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ได้รับผลกระทบจากยอดขายที่ลดลงพอสมควร เนื่องจากการบริโภคที่ชะลอตัว ทำให้ขาดสภาพคล่องไม่สามารถเรียกเก็บเงินค่าสินค้าได้ ทำให้ขาดเงินทุนหมุนเวียนในการทำธุรกิจ โดยเฉพาะในกลุ่มเอสเอ็มอีรายย่อยหากสถานการณ์ยืดเยื้อจะทำให้ปัญหาลุกลามไปยังผู้ประกอบการรายกลางและรายใหญ่ได้ เนื่องจากเอสเอ็มอีเป็นซัพพลายเชนให้แก่ผู้ประกอบการขนาดกลาง และขนาดใหญ่
นางเพ็ญทิพย์ พรจะเด็ด นายกสมาคมส่งเสริมผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย (สมาคมเอสเอ็มอีไทย) ให้ความเห็นว่า จากการส่งแบบสอบถามถึงผลกระทบจากสถานการณ์การเมือง ให้สมาชิกเอสเอ็มอีทั่วประเทศกว่า 8,000 ราย ระบุเป็นเสียงเดียวกันว่า ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ทางการเมือง ทำให้ยอดขายชะลออย่างชัดเจน และมีสถานการณ์ชะลอการจ่ายค่าสินค้า หรือจ่ายไม่เต็มวงเงินแล้ว ซึ่งต้องการให้ทุกฝ่ายหาข้อยุติโดยเร็ว เนื่องจากหากสถานการณ์ยืดเยื้อนานเท่าไหร่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีก็จะได้รับผลกระทบมากเท่านั้น
............
(หมายเหตุ : เศรษฐกิจป่วน-อุตสาหกรรมป่วย พิษชัตดาวน์-รัฐไร้อำนาจ : วัชร ปุษยานาวิน)



