ข่าว

แผนเยียวยาชาวนาส่อล่ม

แผนเยียวยาชาวนาส่อล่ม

10 ก.พ. 2557

คลังพลิกตำราหาช่องกู้เงิน แผนเยียวยาชาวนาส่อล่ม : ณัฎฐ์ชิตา เกิดแดง ... รายงาน

 

                      การจัดหาเงินเพื่อใช้ในโครงการจำนำข้าวเปลือกนาปีฤดูการผลิต 2556/57 ดูเหมือนจะเดินเข้าสู่ทางตันขึ้นทุกที หลังจากที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ใช้เงินที่มีจ่ายเงินให้ชาวนาไปเกือบหมดแล้ว 6 หมื่นล้านบาท แต่ถือว่าน้อยมากหากเทียบกับใบประทวนที่ชาวนาได้รับไปแล้ว 1.8 แสนล้านบาท ปริมาณข้าว 10 ล้านตัน ทำให้เวลานี้รัฐบาลติดหนี้ชาวนาอยู่เกือบ 1.3 แสนล้านบาท จนทนรอไม่ไหวต้องออกมาเรียกร้องอยู่ในขณะนี้

 

แผนกู้1.3แสนล้านตกที่นั่งลำบาก

 

                      เมื่อระบายข้าวไม่ได้ตามเป้าหมาย รัฐจึงจำต้องพุ่งเป้าไปสู่การกู้แทน โดยอ้างว่าแผนก่อหนี้สาธารณะปี 2557 ได้เปิดช่องไว้ 1.3 แสนล้านบาท อันเป็นผลมาจากการเกลี่ยวงเงินค้ำประกันเงินกู้ของรัฐวิสาหกิจอื่น แต่การดำเนินการกลับไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะการกู้เงินดังกล่าวอาจจะขัดกฎหมายรัฐธรรมนูญ เนื่องจากเป็นรัฐบาลรักษาการและสร้างภาระผูกพันให้รัฐบาลใหม่ ซึ่งอาจมีการฟ้องร้องเกิดขึ้นตามมาภายหลัง เห็นได้จากการที่สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ ได้ทำหนังสือถามย้ำไปยังนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เพื่อขอความชัดเจน

                      อย่างไรก็ตาม ในที่สุดรัฐบาลก็ตัดสินใจเดินหน้ากู้เงิน เพื่อนำมาจ่ายให้ชาวนา แม้จะมีประเด็นความเห็นจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชี้ว่าการเปลี่ยนแปลงการกู้ยืมเงินโดยการปรับลดวงเงินกู้และค้ำประกันหนี้ของรัฐวิสาหกิจบางแห่งลง และนำเงินกู้มาเพิ่มให้ ธ.ก.ส. เพื่อใช้จ่ายในโครงการจำนำข้าวนั้น อาจมีผลกระทบต่อความรับผิดชอบของคณะรัฐมนตรี (ครม.) หากมีการวินิจฉัยชี้ขาดโดยองค์กรที่มีอำนาจหน้าที่ต่อไปว่าการดำเนินการดังกล่าวอาจเป็นการฝ่าฝืนหรือละเมิดบทบัญญัติรัฐธรรมนูญอันอาจมีผลทำให้เกิดความรับผิดชอบในทางกฎหมายและในทางการเมืองตามมาได้

                      การเดินหน้าจัดการประมูลเงินกู้ของ สบน. ในโครงการรับจำนำข้าว ได้สร้างความปั่นป่วนให้กับสถาบันการเงินไม่น้อย โดยเฉพาะสถาบันการเงินของรัฐ เนื่องจากเมื่อมีกระแสข่าวว่ากระทรวงการคลังบีบให้ธนาคารของรัฐ ไม่ว่าจะเป็น ธนาคารออมสิน หรือธนาคารกรุงไทย เข้ามาปล่อยกู้ ก็จะเกิดกระแสคัดค้านรุนแรงจากทั้งสหภาพของธนาคารและลูกค้าเงินฝาก ทำให้คณะกรรมการไม่กล้าพิจารณาและอนุมัติในเรื่องนี้ แม้ว่าคณะกรรมการ (บอร์ด) และผู้บริหารส่วนใหญ่เป็นคนของรัฐบาล รวมทั้งการโจมตีและการปิดล้อมจาก กปปส.

                      ดังนั้น ในการเปิดประมูลวงเงินกู้งวดแรก 2 หมื่นล้านบาท ที่ สบน. จัดขึ้นเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2557 จึงมีสถาบันการเงินเข้าร่วมเสนอวงเงินเพียงรายเดียวและเสนออัตราดอกเบี้ยค่อนข้างสูง จน สบน.ต้องยกเลิกการประมูล ซึ่งสาเหตุที่ธนาคารไม่กล้าเข้าร่วม เพราะเกรงว่าอาจมีความเสี่ยงในอนาคต หากการกู้เงินครั้งนี้ถูกตัดสินว่าขัดกฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งกว่าจะฟ้องร้องดำเนินการทางกฎหมายเสร็จสิ้น นอกจากนี้ ยังอาจมีปัญหาด้านภาพลักษณ์ เพราะข้อมูลต่างๆ ล้วนชี้ชัดว่าโครงการจำนำข้าวไม่โปร่งใส และส่อไปทางทุจริตหลายกรณี อาจนำไปสู่ความน่าเชื่อถือและเป็นเหตุให้ผู้ฝากเงินไม่มั่นใจแห่ถอนเงินฝาก จนกระทบต่อสภาพคล่องของแบงก์ได้

 

คลังเดินหน้ากู้-เล็งช่องออกพันธบัตร

 

                      นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลัง ยืนยันว่า กระทรวงคลังกำลังเร่งพยายามหาแหล่งเงินกู้ให้เร็วที่สุด และจะพยายามทุกช่องทาง โดยเฉพาะการกู้จากแบงก์ เพราะจริงๆ แล้ว แบงก์ต่างๆ ต้องการปล่อยกู้ เพื่อช่วยเหลือชาวนาที่ยังไม่ได้เงิน แต่ไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะหากปล่อยกู้จะได้รับแรงกดดันจากกลุ่มผู้ชุมนุม และยังมีการสร้างกระแสถอนเงินฝาก ขณะที่รัฐบาลได้พยายามผลักดันให้กระทรวงพาณิชย์เร่งระบายข้าวออกไปให้ได้มากที่สุด แม้ขายขาดทุนก็ต้องยอม

                      “สบน.กำลังเร่งหาเงินทุกวิถีทาง แต่ยอมรับเมื่อถูกโจมตีจาก กปปส. ทำให้ขั้นตอนหาเงินติดขัดไปทุกทาง โดยยืนยันว่าแผนการจัดหาแหล่งเงินกู้ในโครงการรับจำนำข้าวกว่า 1.3 แสนล้านบาทยังเดินหน้าต่อ แต่กระทรวงการคลังยังไม่ขอเปิดเผยรายละเอียด เนื่องจากเกรงว่าจะถูกคัดค้านจากกลุ่มที่ไม่เห็นด้วย จนแผนที่วางไว้สะดุดอีก โดยจะมีหลายแนวทางทั้งการกู้จากตลาดเงินปกติและการกู้เงินโดยตรง รวมถึงการออกพันธบัตร ธ.ก.ส ซึ่งไม่เชื่อว่าดอกเบี้ยเงินกู้จะพุ่งขึ้นไปสูงจนเกินที่จะรับได้” นายรังสรรค์กล่าว

                      ขณะที่แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง ให้ข้อมูลว่า เมื่อช่องทางแบงก์รัฐและแบงก์เอกชนกู้ไม่ได้ ขณะนี้ก็มีช่องทางแหล่งเงินที่เหลืออยู่คือ การออกพันธบัตรโดยให้หน่วยงานรัฐเข้ามาลงทุน ซึ่งหน่วยงานที่พอจะดึงเข้ามาลงทุนได้ ได้แก่ กองสลาก เงินกองทุนของกองทุนประกันสังคม และกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) โดย 3 หน่วยงานนี้ ยังมีสภาพคล่อง หรือพอร์ตลงทุนจำนวนมหาศาล และสามารถเข้ามาลงทุนได้ และแต่ละองค์กรสามารถดำเนินการได้เลย โดยเฉพาะในส่วนของ กบข. ยังมีช่องทางลงทุนได้ เนื่องจากเกณฑ์การลงทุนของกบข. แบ่งการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงได้ 40% และสินทรัพย์มั่นคง และพันธบัตร กบข.สามารถลงทุนได้ไม่น้อยกว่า 60% โดยในส่วนสินทรัพย์มั่นคงนี้ สามารถลงทุนได้ถึง 100% 

                      "ถ้า กบข.สนใจลงทุนพันธบัตรที่คลังจะออก สามารถลงทุนได้เลยไม่ต้องผ่านบอร์ดกบข. เนื่องจากส่วนงานที่ดูแลการลงทุนของพอร์ตกบข. จะมีผู้จัดการกองทุน และเพียงผ่านคณะอนุกรรมการ หรือบอร์ดเล็กก็สามารถตัดสินใจลงทุนได้ และการลงทุนนั้น ถ้าเป็นหน่วยงานของรัฐ เครดิตเรตติ้งก็จะดีอยู่แล้วและเข้าเกณฑ์กบข. เพราะถือว่าเป็นหน่วยงานรัฐที่มีกระทรวงการคลังถือหุ้นและไม่มีความเสี่ยง" แหล่งข่าวกล่าว

                      ด้านนายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวไปในทำนองเดียวกันว่า กระทรวงการคลังกำลังพยายามอย่างเต็มที่ เพื่อจัดหาเงินกู้มาจ่ายให้แก่ชาวนา และกำลังพิจารณาเรื่องการนำใบประทวนมาค้ำประกันเงินกู้ให้แก่ชาวนาไปก่อน

 

รัฐงัดแผนซื้อเวลา-ส่อล้มเหลว

 

                      สำหรับแนวทางในการแก้ไขปัญหานั้น หนึ่งในแนวทางที่มีการนำเสนอคือ การให้ชาวนานำใบประทวนไปยื่นรับเงินจาก ธ.ก.ส. หรือไปขอกู้เงินจากสถาบันการเงินอื่น โดยที่รัฐบาลควรชดเชยดอกเบี้ยเงินกู้แทนชาวนา เพื่อให้เกษตรกรกู้ได้รับเงินได้เร็วขึ้น โดยเมื่อระบายข้าวได้แล้วค่อยนำเงินมาชำระดอกเบี้ย ซึ่งน่าจะเป็นทางออกหนึ่งที่ทำให้รัฐบาลไม่ต้องกู้เงิน แต่แนวทางดังกล่าวก็ไม่มีการตอบรับจาก ธ.ก.ส. ซึ่งให้ความช่วยเหลือได้เต็มที่แค่ยืดหนี้ 6 เดือน และให้กู้เสริมสภาพคล่องตามปกติ ส่วนแบงก์พาณิชย์อื่นๆ ก็ระบุว่าไม่สามารถทำได้

                      เกมของกระทรวงพาณิชย์จึงเปลี่ยนพุ่งเป้าไปขอความร่วมมือจากโรงสีให้เข้ามาช่วยเหลือชาวนา เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้าให้ชาวนา โดยให้โรงสีจ่ายเงินค่าข้าวให้ชาวนาที่นำใบประทวนมาเป็นหลักประกันในอัตรา 50% ของมูลค่าตามใบประทวน และรัฐบาลจะช่วยเหลือในเรื่องอัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 9% โดยจะเสนอรัฐบาลใช้งบกลาง 1,200 ล้านบาท ในการชดเชยอัตราดอกเบี้ย แต่แนวทางนี้ต้องสอบถามไปที่ กกต. ก่อน และน่าจะได้ข้อสรุปหรือมีความชัดเจนภายในเดือนกุมภาพันธ์นี้

                      อย่างไรก็ตาม นายประสิทธิ์ บุญเฉย นายกสมาคมชาวนาข้าวไทย มองว่าแนวทางดังกล่าวทำไม่ได้ เพราะรัฐบาลรักษาการไม่มีสิทธิค้ำประกันให้โรงสีที่จะกู้เงินธนาคารมาจ่ายให้แก่ชาวนา และยืนยันว่าชาวนาไม่มี สอดคล้องกับความเห็นของอดีตขุนคลังอย่างนายธีระชัย ภูวนารถนรานุบาล ที่ตั้งข้อสังเกตว่าการที่กระทรวงพาณิชย์ขอให้โรงสีปล่อยกู้แก่ชาวนานั้น หากรัฐบาลเป็นผู้รับภาระดอกเบี้ย นอกจากจะผิดกฎหมายแล้ว ยังมีประเด็นเรื่องการจ่ายดอกเบี้ยแทนด้วย รวมทั้งโรงสีไม่ได้ทำธุรกิจการเงิน เป็นการค้าปกติ รัฐบาลจะจ่ายดอกเบี้ยให้แก่โรงสีได้หรือไม่ และการจ่ายดอกเบี้ยจะทำได้โดยไม่ผ่านกระบวนการประมูลได้หรือไม่

                      ส่วนกรณีที่เสนอให้ชาวนานำใบประทวนมาไถ่ถอนข้าวที่จำนำไว้กับรัฐบาลนั้น มีความเป็นไปได้ยาก เพราะระยะเวลาที่ชาวนานำข้าวเข้าร่วมโครงการผ่านมานานหลายเดือนแล้ว คุณภาพของข้าวและค่าความชื้นต้องเปลี่ยนแปลงไป พร้อมทวงถามว่าใครจะเป็นผู้รับผิดชอบเงินที่โกดังกดราคาชาวนาไว้

                      ดูเหมือนว่าโครงการจำนำข้าวได้เดินมาสู่ทางตัน และสะท้อนถึงความล้มเหลวอย่างชัดเจน จนต้องยกเลิกไปในที่สุด แต่สิ่งสำคัญคือ รัฐบาลต้องเร่งหาเงินมาจ่ายคืนชาวนา โดยทุกภาคส่วนเห็นพ้องต้องกันว่า วิธีหาเงินที่ดีที่สุดคือ รัฐต้องเปิดโกดังขายข้าวอย่างเร่งด่วน ส่วนการดิ้นรนหาทางกู้เงินนั้น คงต้องตามดูชนิดไม่กะพริบตาว่าจะลงเอยอย่างไร

 

 

-----------------------

(คลังพลิกตำราหาช่องกู้เงิน แผนเยียวยาชาวนาส่อล่ม : ณัฎฐ์ชิตา เกิดแดง ... รายงาน)