ข่าว

3เหตุผลใต้เดือด!รัฐบาลเฉยกลางไฟโหม

3เหตุผลใต้เดือด!รัฐบาลเฉยกลางไฟโหม

09 ก.พ. 2557

3เหตุผลใต้เดือด! รัฐบาลเฉยกลางไฟโหม : ปกรณ์ พึ่งเนตรรายงาน

               หลายคนสงสัยว่า ทำไมสถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ช่วงนี้รุนแรงขึ้น ทั้งๆ ที่ช่วงปลายปีที่แล้ว ต่อเนื่องถึงต้นปี 57 ภาพรวมสถานการณ์ดูจะเบาบางลงไป

               หากพิจารณาข้อมูลจากตัวเลขที่เก็บรวบรวมโดยกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) จะพบว่า จริงๆ แล้วสถานการณ์ที่ชายแดนใต้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรนัก

               เดือนมกราคม 2557 ตลอดทั้งเดือน เกิดเหตุรุนแรงทุกประเภท 66 ครั้ง เป็นเหตุความมั่นคง 56 ครั้ง แบ่งเป็นเหตุยิงด้วยอาวุธปืน 34 ครั้ง ลอบวางระเบิด 22 ครั้ง ยอดผู้เสียชีวิต 45 ราย บาดเจ็บ 46 ราย

               ย้อนไปดูสถิติเหตุรุนแรงช่วงเดือนธันวาคม 2556 พบว่ามีเหตุความมั่นคงเกิดขึ้น 60 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 46 ราย บาดเจ็บ 105 ราย ขณะที่เดือนพฤศจิกายนกับตุลาคม 2556 มีเหตุความมั่นคงเกิดขึ้นเดือนละ 52 ครั้งเท่ากัน

               หน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่วิเคราะห์สาเหตุได้ว่า 1.ช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันาคม 2556 และต้นเดือนมกราคม 2557 สถานการณ์การเมืองในส่วนกลางค่อนข้างร้อนแรง และชิงพื้นที่สื่อไปหมด การก่อเหตุรุนแรงที่ชายแดนใต้หากไม่แรงจริงหรือสร้างความสูญเสียขนาดใหญ่ ย่อมไม่สามารถชิงพื้นที่สื่อไปได้

               2.มีการเปลี่ยนถ่ายหรือสร้างกองกำลังรุ่นใหม่ หลังจากช่วงปีที่ผ่านมาบรรดาแกนนำ-แนวร่วมถูกจับกุมดำเนินคดีและเสียชีวิตจากการปะทะไปหลายราย 3.ช่วงปลายปีมักมีฝนตกหนักและน้ำท่วม จึงเป็นช่วงที่สถานการณ์ค่อนข้างเบาบางเป็นปกติอยู่แล้ว

               อย่างไรก็ดี ปัจจัยข้อ 2 ที่มีแนวร่วมและแกนนำกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงถูกจับกุมค่อนข้างมากจากปฏิบัติการเชิงรุกของทหารตำรวจนั้น นับว่าเป็นปัจจัยสำคัญ ทำให้ พล.ท.สกล ชื่นตระกูล แม่ทัพภาคที่ 4 ออกมาแถลงเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2557 ว่าสถานการณ์ชายแดนใต้ห้วงไตรมาสสุดท้ายถือว่าดีขึ้น มีเหตุรุนแรงลดลงเมื่อเทียบกับห้วงเดียวกันของปีก่อนหน้า

               แต่บทวิเคราะห์สถานการณ์ของ พล.ท.สกล ในบรรทัดต่อมาก็ชี้แนวโน้มสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี

               "กลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงยังไม่ลดความพยายาม พร้อมกับฉกฉวยโอกาสที่มีความขัดแย้งทางการเมืองภายในประเทศ ทำการก่อเหตุร้ายเพื่อลดความน่าเชื่อถือและบั่นทอนอำนาจรัฐ ทั้งการลอบวางระเบิด การซุ่มโจมตีต่อเจ้าหน้าที่ และการลอบทำร้ายเป้าหมายอ่อนแอ ใช้สื่อออนไลน์และการจัดเวทีเสวนาตอกย้ำเหตุการณ์ในอดีต รณรงค์เรื่องอัตลักษณ์และการกำหนดใจตนเอง รวมทั้งเหตุที่เกิดจากภัยแทรกซ้อนและความขัดแย้งระหว่างกลุ่มมีแนวโน้มสูงขึ้นเช่นกัน"

               ถัดจากนั้นเพียง 2 วัน (14 ม.ค.) สถานการณ์ก็กลับเข้าสู่โหมดรุนแรง โดยมีเหตุยิงครูเสียชีวิตใน อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา เป็นจุดเริ่ม เพราะเป็นเหตุรุนแรงที่ต้องการผลสะเทือนทางจิตวิทยา เนื่องจากเกิดขึ้นก่อนวันครูเพียง 2 วัน และนับจากนั้นก็มีเหตุร้ายรูปแบบต่างๆ เกิดขึ้นถี่ยิบ

               หน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่วิเคราะห์สาเหตุของสถานการณ์ได้ว่า 1.แม้บีอาร์เอ็นแถลงชัดเจนว่าไม่เจรจากับรัฐบาลไทยแล้ว แต่ทีมที่เคยร่วมโต๊ะพูดคุยสันติภาพทั้งฝั่งไทยและบีอาร์เอ็นยังเชื่อมั่นในแนวทางนี้อยู่ และเห็นตรงกันว่า การเจรจาเป็นทางออกเดียวที่จะยุติปัญหาความขัดแย้งที่ปลายด้ามขวานได้ ทำให้กลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงเร่งก่อเหตุเพื่อสะสมอำนาจต่อรอง ทำให้เห็นว่า ภาพรวมของปัญหาไม่ได้ดีขึ้น แม้จะผ่านมาถึง 10 ปีแล้ว

               2.ฝ่ายขบวนการเสียแนวร่วมและมวลชนไปพอสมควรจากการเปิดหน้าพูดคุยสันติภาพกับรัฐบาลไทย ข้อมูลที่ปรากฏในทางเปิดทำให้ฝ่ายความมั่นคงต่อจิ๊กซอว์ความเชื่อมโยงของคนในขบวนการได้เพิ่มขึ้น นำไปสู่การปิดล้อมตรวจค้นที่ตรงเป้าและประสบผลสำเร็จมากกว่าเดิม ทำให้บีอาร์เอ็นต้องออกแถลงการณ์ในทางเปิดว่า ไม่เจรจา และจัดโครงสร้างภายในใหม่

               3.มีความพยายามเร่งก่อเหตุรุนแรงในลักษณะ "ตอกลิ่ม" คนสองศาสนา และเพิ่มความหวาดระแวงระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับคนมลายูมุสลิม

               ทั้งหมดเป็นการเร่ง "งานการเมือง" โดยใช้ "งานการทหาร" เป็นเครื่องมือ ตามยุทธศาสตร์หลัก 3 ข้อของบีอาร์เอ็น คือ สร้างความหวาดระแวงระหว่างคนมลายูกับคนพุทธ สร้างความหวาดระแวงระหว่างคนมลายูกับเจ้าหน้าที่ และทำทุกอย่างไม่ให้คนมลายูเบื่อสงคราม

               ที่น่าสนใจคือ บทบาทของภาคประชาสังคมที่คึกคักอย่างยิ่งช่วงที่การเมืองในส่วนกลางยังมองไม่เห็นทางออก ทั้งๆ ที่การเจรจามีแนวโน้มล่มไปแล้ว แต่มีการจัดเวทีเกี่ยวกับอนาคต "ปาตานี" หลังการเลือกตั้งและเวทีเรื่องการลงประชามติกำหนดชะตาตนเอง หรือ Right to Self-determination ที่ฝ่ายความมั่นคงไทยวิตกกังวล และแม่ทัพภาคที่ 4 พูดถึงในการแถลงข่าววันที่ 12 มกราคม

               สองเรื่องนี้ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในหมู่นักศึกษา เยาวชน และปัญญาชนชายแดนใต้ ซึ่งเป็นมิติที่กว้างกว่า ลึกกว่า "เขตปกครองพิเศษ" พร้อมๆ กับการชู "อัตลักษณ์เดี่ยว" คือ "มลายูมุสลิม" ให้เข้มข้นขึ้นอย่างจงใจ

               หลายคนบอกว่า การลงประชามติเพื่อกำหนดชะตาตนเอง เกิดขึ้นไม่ได้ถ้ารัฐบาลไทยไม่ยอม แต่อีกมุมหนึ่งต้องไม่ลืมว่า การสร้างกระแสจนเกิดรวมตัวกัน จะสร้างความเป็นกลุ่มก้อน และขยายวงกว้างขึ้นจนรัฐบาลปฏิเสธไม่ได้ที่จะต้องเจรจาเรื่องรูปแบบการปกครอง เหมือนที่รัฐบาลอินโดนีเซียเจอมาแล้วกรณีอาเจะห์

               ขณะที่รัฐบาลไทยยังอยู่เฉยๆ เพราะฝ่ายการเมืองยังทะเลาะกันไม่จบ...

....................................

(หมายเหตุ : 3เหตุผลใต้เดือด! รัฐบาลเฉยกลางไฟโหม : ปกรณ์ พึ่งเนตรรายงาน)