
สถาบันพระปกเกล้าเปิดเวทีทำวิจัยปฏิรูป
สถาบันพระปกเกล้าเปิดเวทีทำวิจัยปฏิรูป หารูปแบบปกครองที่เป็น 'ธรรมรัฐ-ธรรมราษฎร์' หวังยุติความขัดแย้งจนคนไทยฆ่ากันรอบสอง เล็งเสนอผลงาน 8 พ.ย.
8ก.พ.2557 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงท้ายของการประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้าครั้งที่ 15 ประจำปี 2556 ในหัวข้อ "ธรรมราชา" ระหว่างวันที่ 7-8 ก.พ .2557 ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กทม. เป็นการปาฐกถาปิดโดยดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า โดยระบุว่า ปัจจุบันมีการเรียกร้องให้เกิดการปฏิรูปและเกิดคำถามขึ้นมาจำนวนมากว่าจะปฏิรูปประเด็นอะไรเพื่อให้เกิดผลดี และปฏิรูปภายใต้การปกครองแบบใด โดย 80 ปีของการปกครองไทย ได้ใช้การปกครองในระบอบประชาธิปไตยไทยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีคำถามว่าเราจะปฏิรูปอะไร ภายใต้การปกครองแบบไหน คำตอบของตนง่ายๆ คือ ต้องปกครองแบบธรรมรัฐ คือ นักปกครอง ทั้งนายกฯ รัฐมนตรี, ส.ส., ส.ว., ข้าราชการ ต้องมีธรรมของธรรมราชา และประชาชนต้องมีธรรมราษฎร์ มีการตัดสินใจทำในสิ่งที่ถูกต้องภายใต้ธรรมาธิปไตย
นายบวรศักดิ์ กล่าวด้วยว่า ดังนั้นทางกรรมการสถาบันพระปกเกล้ามีมติให้ทำวิจัยเรื่องดังกล่าว และเน้นในประเด็นการเมือง การปกครอง และการบริหาร โดยมีนายวุฒิสาร ตันไชย รองเลขาธิการพระปกเกล้าเป็นหัวหน้าคณะทำงาน เบื้องต้นจะมีการตั้งประเด็นไว้ 3 ข้อ คือ 1.ปฏิรูปเรื่องอะไร 2.ปฏิรูปอย่างไร และ 3.เรื่องที่ต้องการปฏิรูปและแนวทางจะทำให้ได้รับการยอมรับอย่างไร ซึ่งจะมีการค้นคว้าองค์ความรู้จากต่างประเทศและในประเทศไทยเพื่อหาแนวทางป้องกันไม่มีการฆ่ากันตายรอบสอง และจะรับฟังความเห็นของคู่ขัดแย้งทุกฝ่าย โดยจะใช้เวลาทำงาน 6 เดือน และในวันที่ 8 พ.ย. 2557 ซึ่งสถาบันจะมีการจัดประชุมวิชาการครั้งที่ 16 ในหัวข้อ 80 ปีประชาธิปไตยไทย ดุลอำนาจที่เปลี่ยนไปหรือ? จะมีการเสนอรูปแบบการปกครอง การบริหาร ที่เหมาะสมกับดุลอำนาจที่เปลี่ยนไป
นายบวรศักดิ์ กล่าวต่อว่าตั้งแต่ยุคศตวรรษที่ 18 ถึงปัจจุบันองค์ประกอบประชาธิปไตยตะวันตก รวมถึงประเทศไทยตามที่มีนักวิชาการสรุปไว้มี 7 ข้อ คือ 1.อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน,2.เข้ามาได้เพราะการยอมรับของประชาชน, 3.ปกป้องเสียงข้างมากรับรองเสียงข้างน้อย, 4. ความเสมอภาค คุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ, 5.ประชาชนมีส่วนร่วม, 6.มีนิติธรรม และ 7.ดบ่งแยกการใช้อำนาจ จะเห็นได้ว่าไม่มีองค์ประกอบของความเป็นผู้ปกครอง หรือผู้นำที่ดี ที่ต้องเชื่อมโยงกับศาสนา ทำให้ประชาธิปไตยยุคปัจจุบันเห็นความเจริญทางวิทยาศาสตร์ หรือวัตถุมากกว่าจิตใจ ทำให้จิตวิญญาณของผู้นำที่ดีของประชาธิปไตยไม่มี และหากจะสรุปแล้วคือเป็นจุดแห่งความล่มสลายประชาธิปไตยในประเทศเยอรมันนี, สเปน และอิตาลีทั้งที่ 3 ประเทศเคยได้รับการยกย่องว่าเป็นประเทศต้นแบบประชาธิปไตย
นักวิชาการสันติวิธีแนะออกกม.ตั้ง"คณะราชกรรมาธิการ"
ทั้งนี้ในการการจัดเวทีเสวนาวิชาการกลุ่มย่อย เรื่อง กาารเปลี่ยนผ่านสู่การปกครองในระบอบประชาธิปไตยโดยสันติวิธี ซึ่งมีนักวิชาการที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก โดยนายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ปัจจุบันการเมืองไทยมีความยุ่งยากแต่ถือว่ายังอยู่ในกระบวนการเปลี่ยนแปลงไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยของยุคปัจจุบัน โดยส่วนตัวมองว่าการเมืองไทยมีกลุ่มที่มีความคิดสุดโต่ง หรือหัวรุนแรงอยู่และไม่สามารถทำให้หมดไปได้ ดังนั้นต้องให้อยู่เพื่อเป็นสีสัน ส่วนความรุนแรงในระบอบประชาธิปไตยของไทยส่วนตัวมองว่าอยู่ในเกณฑ์ที่พอรับได้ คือ สันติพอประมาณ
"ประชาธิปไตยแบบตัวแทนผมมองว่าการเข้ามาว่ายากแล้ว การจะอยู่ต่อถือว่าเป็นเรื่องยากยิ่งกว่า ดังนั้นผมไม่เห็นด้วยการให้อยู่กับที่ แต่งานการเมืองต้องคำนึงผลประโยชน์ของส่วนรวม ส่วนสถานการณ์ปัจจุบันผมมองว่าเป็นภาวะที่ไม่ปกติ ต้องให้ประชาชนเข้าใจในส่วนร่วมเพื่อแก้ปัญหา ตอนนี้แม้ยังหาทางออกไม่เจอ แต่เชื่อว่าจะหาทางออกได้ขอให้อดทนอีก 3-4 เดือน" นายนครินทร์ กล่าว
ด้านนายโคทม อารียา ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า สังคมไทยปัจจุบันมีการแบ่งฝ่าย และมีการบังคับให้บุคคลอื่นเห็นด้วยกับสิ่งที่ตนเอง ดังนั้นการสร้างสันติวิธีด้วยการปฏิบัตคือการเลิกบังคับให้คนอื่นเลิกเห็นต่าง นอกจากนั้นแล้วตนเชื่อว่าการยึดมั่นในกติกาเพื่อเป็นกรอบปฏิบัติจะเป็นทางออก โดยรัฐธรรมนูญปี 2550 ถือเป็นกติกาที่ใช้อยู่ปัจจุบันแม้จะมีคนที่ชอบและไม่ชอบ ตนอยากให้ยึดไว้ กรณีการเสนอนายกรัฐมนตรีคนกลาง หากประชาชนเห็นด้วยควรหาทางเพื่อให้เกิดขึ้นอย่างประนีประนอมไม่ใช่อ้างรัฐธรรมนูญมาตรา 3 ว่าด้วยอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน หรืออ้างมาตรา 7 เรื่องขอนายกฯพระราชทาน เพราะไม่ใช่วิถีตามกรอบรัฐธรรมนูญ หากประเด็นของนายกฯคนกลาง คือ คนที่ไม่ได้เป็น ส.ส. คงเกิดไม่ได้ เพราะรัฐธรรมนูญ มาตรา 171วรรคสอง กำหนดไว้ว่านายกฯ ต้องเป็นส.ส. และหากจะเอาจริงต้องแก้รัฐธรรมนูญมาตราดังกล่าว แต่ปัจจุบันคงเป็นไปไม่ได้ เพราะไม่มีรัฐสภา
นายโคทม กล่าวด้วยว่า ตนขอเสนอดังนี้ หากทุกภาคส่วนอยากให้มีการปฏิรูป คือ การออกกฎหมาย ว่าด้วย คณะราชกรรมาธิการ เพื่อให้เข้ามาทำหน้าที่ปฏิรูปเรื่องสำคัญ เบื้องต้นนายกฯ ต้องเป็นผู้เสนอกฎหมายนี้ทูลเกล้าฯ และเป็นผู้สนองพระบรมราชโองการ แต่รัฐบาลต้องไม่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง หลังจากนั้นต้องให้คณะราชกรรมาธิการทำงานอย่างอิสระ และหากคณะราชกรรมาธิการจะถูกปลดต้องได้รับการพิจารณาโดยศาล ส่วนการปฏิรูปของกลุ่ม กปปส. นั้นตนมองว่ายังไม่มีความชัดเจน ดังนั้นขั้นตอนต่อไปควรเร่งทำกระบวนการให้ชัดเจน ขณะที่ความขัดแย้งปัจจุบันต้องร่วมกันหาทางออก โดยเริ่มจากการพูดคุย สร้างมาตรการการไว้วางใจ เช่น ประชาชนเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน รัฐบาลควรยกเลิกเพราะไม่มีผลเสียหายใดๆ เป็นต้น
ด้าน พ.อ.ดร.สรศักดิ์ งามขจรกุลกิจ อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า กล่าวว่า ในการปกครอง และการเมืองไทยล้วนมีกลุ่มคนที่หัวรุนแรงแฝงอยู่ ซึ่งตนมองว่าควรจะเร่งปฏิรูปในส่วนดังกล่าว ด้วยการเปิดพื้นที่ เพื่อสร้างเงื่อนไขการประนีประนอม ลดบทบาทของคนหัวรุนแรงที่มักจะปรากฏตัวเพื่อให้ยกระดับตนเองให้เป็นวีรบุรุษ อีกทั้งต้องเลิกการแบ่งแยกคนออกเป็นกลุ่มต่างๆ ที่สำคัญตนมองว่าเหตุที่ความขัดแย้งในประเทศขยายตัวเพราะการใช้ช่องทางเครือข่ายออนไลน์ โดยเฉพาะ facebook ในการตอบโต้ ทะเลาะกับบุคคลอื่น แทนที่จะใช้เป็นพื้นที่นำเสนอข้อเท็จจริงเหมือนอย่างที่ต่างประเทศทำ



