
'วิษณุ'รับทำหน้าที่ดึง'รบ.-กปปส.'เจรจา
'วิษณุ' รับอยู่ในกระบวนการทำให้ รบ.และกปปส.เจรจายุติปัญหาขัดแย้ง แนะยึดปชต.ลดความสำคัญ รธน.ลง วอนนักปกครองยึกหลัก 'ธรรมราชา' ของดีในอดีต
8ก.พ.2557 ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กทม. นายวิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงสถานการณ์การเมืองไทยปัจจุบันนี้ว่า รู้สึกเป็นห่วงเพราะใครไม่รู้สึกเช่นนี้ก็บ้าแล้ว อย่างไรก็ตามปัจจุบันนี้มีกระบวนการที่ทำให้ทั้ง 2 ฝ่ายคือรัฐบาลและกปปส.เจรจากัน ซึ่งตนก็อยู่ในกระบวนนั้น ไม่ว่าจะเป็นเวทีไหนตนก็จะไป
ทั้งนี้เพราะเชื่อว่าแนวทางของการแก้ปัญหาในที่สุดแล้วต้องนำมาสู่กระบวนการเจรจาและไม่มีสูตรใดตายตัวว่าจะเป็นอย่างไร และเวลาจะเป็นตัวแก้ปัญหา เป็นแต่เพียงภาวนาว่าขออย่าให้พัฒนาถึงขั้นแตกหักสูญเสียเสียก่อน แต่ปัญหาของกระบวนการเจรจากก็คือผู้ที่ทำหน้านี้ให้มีการเจรจา พอทำหน้าที่แล้วออกมาพูดข้างนอกอาจจะเป็นเพราะอยากจะได้หน้าจึงทำให้การเจรจายังไม่สำเร็จ
"ทั้ง 2 ฝ่ายนั้นก็มีจุดอ่อนและจุดแข็งเหมือนกัน จุดแข็งขออีกฝ่ายหนึ่งอาจจะเป็นจุดอ่อนของอีกฝ่ายหนึ่ง อย่างเช่นฝ่ายรัฐบาลมีจุดแข็งคือดำเนินการตามระบอบประชาธิปไตยมาจากการเลือกตั้งและต่างชาติให้การยอมรับ แต่ฝ่าย กปปส.ถือเป็นจุดอ่อน อย่างไรก็ตามรัฐบาลมีจุดอ่อนเช่นปัญหาจาก ป.ป.ช. องค์กรอิสระ ทหาร อยู่นานก็เป็นรัฐบาลเป็ดง่อย และปัญหาชาวนา หากอยู่นานก็จะมีปัญหาอื่นๆตามมา เมื่อรัฐบาลมีปัญหาเช่นนี้จึงทำให้ยอมอ่อนข้อในหลายๆเรื่อง อาจจะเป็นประเด็นไปสู่การเจรจาก็เป็นได้" นายวิษณุ กลาวและว่า
ประชาธิปไตยไทยนั้นลอกเลียนแบบต่างชาติเกือบทั้งหมดโดยไม่เอาสิ่งดีๆที่บรรพบุรุษสะสมมาก็คือ "ธรรมราชา" หรือ "ทศพิธราชธรรม" มาประยุกต์ใช้ เพราะประชาธิปไตยนั้นไม่ใช่มีเฉพาะการเลือกตั้งเท่านั้น จะต้องรู้จักประเด็นอื่นๆด้วยอย่างเช่นมีความอดทน ดังนั้น นักปกครองตั้งแต่คณะรัฐมนตรี ผู้ว่า ข้าราชการจะต้องมีหลัก "ธรรมราชา" ส่งเสริมให้คนดีเข้ามาเป็นนักปกครอง พร้อมกันนี้ควรจะยึดหลักประชาธิปไตยแต่ให้ความสำคัญกับรัฐธรรมนูญน้อยลงเพราะบางประเทศมีรัฐธรรมนูญเพียงไม่กี่มาตราเท่านั้น
นายวิษณุ กล่าวในการปาฐกถาเรื่อง "ธรรมราชา คุณธรรมผู้ปกครองกับสังคมไทย" ในการประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้าครั้งที่ 15 ความว่า ตนไม่เคยเห็นว่าผู้นำใดถ้าทำให้ผู้ตามหรือประชาชนไม่พอใจแล้วอยู่ต่อไปไม่ได้เลย และจากเดิมที่เป็น "ราชะ" ก็เหลือเพียง "รา" เท่านั้น ดังนั้นคำว่า "ความพอใจ" กับ "ราชะ" จึงมีความหมายเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นลัทธิศาสนาใดก็มีความพยายามทำให้นักปกครองปฏิบัติหน้าที่ให้เกิดความพึงพอใจแก่ผู้ตามตรงกันโดยไม่ได้นัดหมาย ทั้งนี้ก็เพื่อให้ทำให้ผู้ตามหรือประชาชนอยู่อย่างมีความสุข
ในการปกครองของไทยนั้น คติ "ธรรมราชา" ปรากฏชัดในยุคสุโขทัย แต่มาในยุคกรุงศรีอยุทธยานิยมของนอกคือ "ขอม" จึงมีคติ "รามาธิบดี" แม้นจะรู้ว่าแบบสุโขทัยมีของดีก็ตามและทำให้คตินี้ตกมาถึงไทยในปัจจุบัน คติธรรมราชาพื้นกลับมาในยุคสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ยุครัตนโกสินทร์ก็ถือคตินี้ตั้งแต่รัชกาลที่ 1 เป็นต้นมา
"คำว่า "ธรรมราชา" นี้ ทั้งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ข้าราชการ หรือแม้กระทั้งลุงกำนันจะต้องมี แต่ที่แปลกก็คือว่า สังคมไทยมักเลือกปฏิบัติที่่จะนำหลักธรรมบ้างข้อมาใช้ เช่น พรหมวิหาร 4 ชอบที่จะนำ เมตตา กรุณา มาใช้แต่ละเลย มุทิตา และอุเปกขา หรือแม้นแต่การให้ทาน ก็นิยมการให้วัตถุทาน ไม่นิยมที่จะให้ "อภัยทาน" หรือ "ธรรมทาน" เป็นต้น จึงทำให้คุณธรรมบกพร่องในสังคมไทย" นายวิษณุ กล่าวและว่า
ถ้าจะฟื้นให้สังคมไทยมีความสงบสุขกลับคืนมา จะต้องนำ "ธรรมราชา" มาใช้ในปริบทใหม่ และเมื่อสหประชาชาติยกย่องพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นบุคคลสำคัญของโลก ก็ต้องมาดูว่าเขายกย่องเพราะอะไร อย่างเช่น ในช่วงการเปลียนแปลงการปกครองพระองค์มี 2 ทางเลือกคือ สู้กับหนีแต่พระองค์ทรงใช้ทางเลือกที่ 3 คือ "ยอมแพ้" ทำให้พระองค์เป็นบุรุษผู้ใฝ่สันติโดยแท้ จึงควรที่จะนำพระจริยาวัตรของพระองค์มาประยุกต์ใช้ในสถานการณ์บ้านเมืองไทยปัจจุบันนี้



