
ปิดตำนาน'วิกสังกะสี'อำลาเวทีลุมพินี...สู่รามอินทรา
ปิดตำนาน'วิกสังกะสี' อำลาเวทีลุมพินี...สู่รามอินทรา : ทีมข่าวรายงานพิเศษ
นานกว่า 57 ปี "สนามมวยเวทีลุมพินี” หรือเรียกกันว่า "วิกมวยสังกะสี" ได้สร้างตำนานเป็นสังเวียนมวยไทยจนชื่อดังไปทั่วโลก เหล่าบรรดานักมวยทั่วประเทศทุกคนฝันว่าครั้งหนึ่งในชีวิต จะมีโอกาสขึ้นชกบนเวทีอันเลื่องชื่อแห่งนี้
แต่หลังจากวันที่ 11 กุมภาพันธ์นี้ จะไม่มีสนามมวยเวทีลุมพินี ที่ตั้งอยู่บนถนนพระราม 4 อีกต่อไปแล้ว เนื่องจากมีการย้ายสนามไปยังศูนย์ฝึกกีฬากองทัพบก ถนนรามอินทรา ถือเป็นการ ปิดตำนานอย่างถาวร เพื่อรำลึกถึงอดีตก่อนจะย้าย “สนามมวยเวทีลุมพินี” ไปที่ยังสถานที่แห่งใหม่ จึงมีการแข่งขันมวยนัดอำลาขึ้น ในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ นี้ ซึ่งถือเป็นวันประวัติศาสตร์
ความรู้สึกของผู้คนที่ผูกพันกับสนามมวยแห่งนี้ ต่างเศร้าใจและเสียดาย โดยเฉพาะแม่ค้าพ่อค้าที่ทำมาหากินกับนักมวยและผู้เชียร์มวยบริเวณนี้มานาน เช่น "วลัยลักษณ์ ปลื้มอารมณ์" แม่ค้าร้านอาหารอิสลามวัย 45 ปี เล่าว่า ครอบครัวของตนเปิดขายอาหารมานานกว่า 40 ปีแล้ว เริ่มจากน้าชายก่อน ขายมา 20 กว่าปี จากนั้นก็ยกกิจการให้ทำต่อ ซึ่งตนทำมานานกว่า 20 ปีเช่นกัน ทุกวันอังคารกับวันศุกร์จะออกจากบ้านตั้งแต่ตี 1 เพื่อมาเตรียมจัดข้าวของก่อนเปิดร้านขายตั้งแต่ตี 3 รู้สึกเคยชินกับชีวิตแบบนี้มานาน โดยเปิดร้านขายเพียง 2 วันที่มีโปรแกรมชกมวย ส่วนวันอื่นจะพักผ่อน มีรายได้แบบพออยู่พอกิน เมื่อถึงวันที่รู้ข่าวว่าสนามมวยแห่งนี้จะย้ายไป ก็รู้สึกใจหายมากๆ
"รู้ข่าวตอนต้นปี เขาบอกจะย้ายช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ แต่อยู่ๆ ก็มาบอกว่าต้นกุมภาพันธ์ ต้องย้ายแล้วนะ เราก็เคว้งคว้าง เพราะผูกพันมานานกับเด็กๆ นักมวยที่มากินข้าว ทุกคนเรียกเรากับแฟนว่า แม่ กับ ป๋า เห็นเขาตั้งแต่เป็นนักมวยเด็ก หลายคนต่อยจนโต เป็นแชมป์มวยก็มี บางคนน่าสงสารต่อยมวยแต่ไม่ได้เงินค่าตัว พวกเจ้าหน้าที่เปลี่ยนหน้าไปหลายรุ่น เราพึ่งพาอาศัยกันแบบครอบครัว ทั้งนักมวย เซียนมวย คนดูชาวไทย ชาวต่างชาติ"
แม่ค้าอาหารข้างต้นเล่าทั้งน้ำตาต่อไปว่า ช่วงแรกมีคนมาชักชวนให้ย้ายไปขายที่สนามแห่งใหม่ สุดท้ายเขาบอกว่าประมูลไม่ได้ รู้สึกเสียใจมาก มีแต่นักมวยมาถามว่า "ย้ายไปด้วยไหม แล้วผมจะกินข้าวที่ไหนล่ะ" หลังจากวันที่ 8 ต้องย้ายข้าวของออกไปให้หมด ถ้าไม่ย้ายจะถือว่าบุกรุก
“วันนี้รู้สึกเหมือนชีวิตเคว้งคว้าง แม่ค้าบางคนกลับไปบ้านต่างจังหวัด บางคนย้ายไปขายที่อื่น แต่มีหลายคนเหมือนเรายังไม่มีที่ไป เครียดกันไปหมด วันสุดท้ายนี้ตั้งใจจะทำอาหารที่พวกนักมวยชอบ "ซุปหางวัว" กับ "ฉู่ฉี่ปลาหมอ" ส่วนพรุ่งนี้คงต้องพยายามไปติดต่อกับสนามมวยใหม่อีกครั้ง ไม่รู้จะได้หรือเปล่า บอกจริงๆ ว่าขายที่ไหนก็ไม่เหมือนขายที่สนามมวย” วลัยลักษณ์ ระบายความรู้สึก
ซึ่งไม่ต่างจาก "บวรฉัตร อรุณรัตน์โรจน์" พ่อค้าขายเปาะเปี๊ยะสด และก๋วยเตี๋ยวหลอด เล่าว่า ปกติขายที่ถนนสีลมทุกเช้า แล้ววันอังคารกับศุกร์ จะมาขายแถวสนามมวยลุมพินีตั้งแต่ 5 โมงเย็นเป็นต้นไป
“ผมเกิดและโตที่นี่ โรงอาหารที่เห็นเคยเป็นบ้านผมมาก่อน จนโดนเวนคืนที่ดิน ผมอายุ 52 ปี ส่วนสนามมวยนี้อายุ 57 ปี เรียกว่าเกิดมาก็เห็นสนามมวยลุมพินีแล้ว ผมคงไม่ได้ย้ายตามไปที่ใหม่ เพราะประมูลไม่ได้ ค่าเช่าที่ก็แพงมาก ถามคนรู้จัก 100 คน มีแค่ 10 คนที่จะย้ายตามไป แม้จะรู้สึกผูกพันกับที่นี่มาก แต่ผมตัดสินใจไม่ย้ายตามดีกว่า เพราะมีที่ขายประจำอยู่แล้ว”
ความทรงจำพ่อค้าเปาะเปี๊ยะสดนั้น เรียกว่าเกิดที่นี่ อยู่ที่นี่มากว่าครึ่งชีวิต รู้จักนายสนามตั้งแต่คนแรก จนเปลี่ยนไปหลายคน เห็นนักมวยตั้งแต่เด็กๆ จนบางคนเลิกต่อย หรือบางคนกลายเป็นแชมป์ไปแล้ว จากวันนี้ไปถ้าได้เดินทางผ่านแถวนี้ คงคิดถึงว่าเป็นบ้านและที่ทำมาหากินของเรามาก่อน
ทั้งนี้ คู่นักมวยที่ได้รับคัดเลือกให้ขึ้นต่อยในนัดประวัติศาสตร์นี้ ได้แก่ “แสนชัย พี.เค.แสนชัยมวยไทย” กับ “เพชรบุญชู บ่อปลาบุญชู” ถือเป็นคู่เอกของ “รายการศึกเพชรยินดี 7 ก.พ.”
สำหรับความรู้สึกของนักมวยนาม “แสนชัย” นั้น เขายอมรับหลังชั่งน้ำหนักเสร็จว่า รู้สึกดีใจที่ได้ต่อยในศึกนัดประวัติศาสตร์อำลาสนามมวยลุมพินี เพราะที่นี่คือตำนานของนักมวยไทย มีมนต์ขลังมาก นักมวยไทยทุกคนอยากมาชกที่นี่ทั้งนั้น
“ผมมาต่อยที่นี่ครั้งแรกตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 20 ปี ได้ค่าตัวหมื่นกว่าบาท สูงสุดเคยได้หนึ่งแสนห้าหมื่นบาท วันนี้เป็นนัดอำลา ผมจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด เพื่อตอบแทนแฟนมวยที่ซื้อตั๋วเข้ามาเชียร์ และเพื่อบันทึกชัยชนะไว้เป็นเกียรติประวัติของตัวเอง” แสนชัยกล่าวแสดงความมุ่งมั่น
ขณะที่ แฟนมวยไทยตัวจริงอย่าง "สมมาตร สมพงศ์" วัย 40 ปี กรรมการจัดอันดับนักมวย จ.สงขลา ตัวแทนสมาคมมวยอาชีพภาคใต้ เขาบอกว่าดูมวยที่นี่มาตั้งแต่ปี 2538 ถ้าว่างก็จะมาดูทันที โดยเฉพาะมวยรายการใหญ่ๆ วันนี้นั่งรถไฟมาจากสงขลา ตั้งใจมาดูมวยนัดอำลา เขายอมรับว่าบรรยากาศสนามมวยเปลี่ยนแปลงไปกว่าแต่ก่อนมาก สมัยก่อนมีคนทุกวัยมาเชียร์ เมื่อวงการกีฬาเปลี่ยนแปลงไป คนดูมวยน้อยลงไป สนใจกีฬาต่างประเทศแทน อย่างอื่นเด็กสมัยใหม่ก็ไปดูอย่างอื่นมากขึ้น
“เวทีนี้ยังเป็นโครงสร้างเดิมใช้สังกะสี บรรยากาศต่างจากเวทีราชดำเนิน พอรู้ว่าที่นี่ต้องย้ายรู้สึกใจหาย ตั้งใจมาถ่ายรูปเป็นที่ระลึกด้วย ที่นี่ขึ้นชื่อในเรื่องของสังเวียนมวยไทย ผมคิดว่าสนามใหม่คงไม่มีบรรยากาศแบบนี้หรอก หลังคาสังกะสี ติดพัดลม เป็นสัญลักษณ์ของที่นี่ จนเป็นที่มาของชื่อ วิกสังกะสี” สมมาตร กล่าวทิ้งท้าย
สำหรับบรรยากาศวันอำลาสนามมวยเวทีลุมพินีนั้น แฟนมวยทั้งชาวไทยและต่างประเทศให้ความสนใจเข้ามาร่วมจำนวนไม่น้อย มีพ่อค้าแม่ค้าผลิตเสื้อที่เขียนคำว่า “57 ปีสนามมวยเวทีลุมพินี” มาวางขายด้วย เพื่อเป็นที่ระลึกตำนานสนามมวยไทยแห่งนี้ !!
.................................................
(หมายเหตุ : ปิดตำนาน'วิกสังกะสี' อำลาเวทีลุมพินี...สู่รามอินทรา : ทีมข่าวรายงานพิเศษ)



